Category Archives: ไลฟ์สไตล์

 7 วิธีเคล็ดไม่ลับทำความสะอาดชักโครก

7 วิธีเคล็ดไม่ลับทำความสะอาดชักโครก

การทำความสะอาดชักโครกเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะการขับถ่ายจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรีย หากทำความสะอาดไม่ถูกวิธีจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์  ทำให้สภาพแวดล้อมแย่ กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ดังนั้นมาดูกันว่า ถ้าจะทำความสะอาดชักโครกอย่างถูกวิธี ต้องมีอุปกรณ์ และวิธีอะไรบ้าง แบบที่คุณสามารถทำเองได้ ไม่ต้องจ้างแม่บ้านรายชั่วโมงให้สิ้นเปลืองเลย ด้วยการใช้อุปกรณ์แค่ไม่กี่อย่าง ห้องน้ำของคุณก็จะสะอาดสวยเหมือนใหม่อยู่เสมอ

ทำไมชักโครกถึงเกิดคราบสกปรกได้ง่าย ?

เมื่อห้องน้ำมีกลิ่นเหม็น สาเหตุหลักมักจะมาจากชักโครก เพราะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรีย เนื่องจากการขับถ่าย แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นด้วย มีอะไรบ้าง ?

  • การใช้ชักโครกที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คราบสกปรกก่อตัวขึ้นได้ง่าย เพราะชักโครกสมัยใหม่ที่มีมาตรฐาน จะมีชั้นฟิล์มเลเยอร์เคลือบไว้ภายในคอห่าน เพื่อให้มีความลื่น ป้องกันสิ่งปฏิกูลและไม่ให้เชื้อโรคและแบคทีเรียยึดเกาะ สามารถชะล้างทำความสะอาดด้วยน้ำง่ายมากยิ่งขึ้น หมายความว่าเมื่อคุณเลือกซื้อชักโครก ก็อย่าลืมเลือกซื้อชักโครกที่ได้มาตรฐานด้วย
  • ลักษณะและคุณภาพของน้ำ สาเหตุหนึ่งที่ใครหลายคนมองข้าม น้ำประปามักมีส่วนผสมของคลอรีน และแร่ธาตุ เช่น เหล็กกับแมกนีเซียม รวมถึงตะกอน เป็นสาเหตุที่ทำให้ชักโครกเหลืองได้ง่าย ยิ่งถ้าไม่มีชั้นฟิล์มเคลือบผิวไว้ตามข้างต้น คราบต่าง ๆ ที่มากับน้ำประปาก็จะทำให้ชักโครกสกปรกไม่น่ามองได้ไวยิ่งขึ้น
  • ก้อนทำความสะอาดใส่ถังพักน้ำชักโครก ส่วนใหญ่เป็นสีเขียว หรือสีน้ำเงิน รู้หรือไม่ว่า ส่วนผสมก้อนทำความสะอาดเหล่านั้นมีส่วนที่ทำให้ชิ้นส่วนภายในถังพักน้ำเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น เป็นสาเหตุการรั่วซึมและเสียหาย ที่สำคัญทำให้เกิดการชะล้างกัดกร่อนชั้นฟิล์มที่เคลือบภายในคอห่านอีกด้วย
การทำความสะอาดไม่ใช่แค่ขัดๆ ถูๆ เท่านั้น แต่สำคัญตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ สำหรับอุปกรณ์ทำความสะอาดชักโครกที่จำเป็นและต้องคำนึงถึงมีดังต่อไปนี้

การทำความสะอาดไม่ใช่แค่ขัด ๆ ถู ๆ เท่านั้น แต่สำคัญตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ สำหรับอุปกรณ์ทำความสะอาดชักโครกที่จำเป็นและต้องคำนึงถึงมีดังต่อไปนี้

  • ถุงมือและรองเท้าบูต สำหรับสวมใส่เพื่อป้องกันการสัมผัสกับน้ำยาล้างทำความสะอาด ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง
  • แปรงขัด แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ซื้อแบบใดก็ได้ ต้องเลือกให้เข้ากับลักษณะชักโครก โดยต้องสามารถเข้าถึงจุดซอกได้ทั่วถึง ขนแปรงควรเลือกแบบซิลิโคน มีความอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น ไม่ทำให้ผิวเคลือบโถชักโครกเสียหาย
  • น้ำยาทำความสะอาดชักโครก ปัจจุบันชักโครกมีหลากหลายแบบ แต่สำหรับชักโครกที่มีการเคลือบสารให้พื้นผิวมีลักษณะลื่น เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือสิ่งปฏิกูลเกาะติดได้ง่าย ควรเลือกใช้น้ำยาที่ไม่มีส่วนผสมของกรดไฮโดรคลอริก

วิธีทำความสะอาดชักโครกให้ถูกต้องมีอะไรบ้าง ?

อย่างที่เกริ่นข้างต้น การทำความสะอาดชักโครก จะมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คุณอาจมองข้ามไปได้ ทำให้การทำความสะอาดกลายเป็นไม่สะอาดซะอย่างนั้น ดังนั้นมาลองดูกันหน่อยว่า สิ่งที่คุณต้องตระหนักถึงมีอะไรบ้าง

วิธีทำความสะอาดชักโครก

เริ่มแรกเก็บสิ่งของที่วางอยู่ใกล้ชักโครก เพื่อป้องกันการกระเด็นของน้ำยาและทำให้สิ่งของเสียหาย รวมถึงป้องกันอุบัติเหตุด้วย ที่สำคัญห้ามล้างทำความสะอาดชักโครกในพื้นที่อากาศปิด ต้องมีอากาศถ่ายเท ดังนั้น ควรเปิดประตู หรือหน้าต่าง เพื่อระบายอากาศเสมอ

สวมใส่ถุงมือและรองเท้าบูต จากนั้นเทน้ำยาที่ไม่มีส่วนผสมของกรดไฮโดรคลอลิกลงบนบริเวณคอห่านและจุดซอกต่าง ๆ ให้ทั่วถ้วน แล้วปิดฝาชักโครก จากนั้นทิ้งระยะเวลาประมาณ 10-20 นาที

สวมใส่ถุงมือและรองเท้าบูต จากนั้นเทน้ำยาที่ไม่มีส่วนผสมของกรดไฮโดรคลอลิกลงบนบริเวณคอห่านและจุดซอกต่างๆ ให้ทั่วถ้วน แล้วปิดฝาชักโครก จากนั้นทิ้งระยะเวลาประมาณ 10-20 นาที

ใช้สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำฉีดพ่นรอบนอกโถชักโครก โดยควรเลือกยี่ห้อที่ไม่มีฤทธิ์กรดกัดกร่อน เพราะจะเป็นสาเหตุให้ชักโครกเหลือง เกิดคราบสะสม ทั้งทำให้ยาแนวและชั้นเลเยอร์ฟิล์มที่เคลือบภายนอกไว้เสียหายหลุดล่อน

ใช้สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำฉีดพ่นรอบนอกโถชักโครก โดยควรเลือกยี่ห้อที่ไม่มีฤทธิ์กรดกัดกร่อน เพราะจะเป็นสาเหตุให้ชักโครกเหลือง เกิดคราบสะสม ทั้งทำให้ยาแนวและชั้นเลเยอร์ฟิล์มที่เคลือบภายนอกไว้เสียหายหลุดล่อน

การทำความสะอาดถังพักน้ำ เชื่อว่าหลายคนอาจมีหลงลืมส่วนนี้กัน ถังพักน้ำ อาจเกิดคราบตะไคร่น้ำ หรือตะกอนได้ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน ดังนั้นอย่าลืมทำความสะอาดตรงจุดนี้ด้วย เริ่มแรกให้ปล่อยน้ำทิ้ง และฉีดสเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ก่อนเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ แล้วปล่อยน้ำเข้าถังพักน้ำ

วิธีทำความสะอาดชักโครก

เมื่อทำความสะอาดภายนอกจนสะอาด ก็ถึงเวลาทำความสะอาดคอห่านกันบ้าง ให้นำแปรงค่อยขัด ๆ วน ๆ อย่าขัดแรงจนเกินไป จะทำให้ชั้นเลเยอร์ฟิล์มที่อาจมีการเคลือบไว้เสียหายได้ จากนั้นนำน้ำสะอาดเทล้างให้หมดจดดี

เมื่อทำความสะอาดภายนอกจนสะอาด ก็ถึงเวลาทำความสะอาดคอห่านกันบ้าง ให้นำแปรงค่อยขัดๆ วนๆ อย่าขัดแรงจนเกินไป จะทำให้ชั้นเลเยอร์ฟิล์มที่อาจมีการเคลือบไว้เสียหายได้ จากนั้นนำน้ำสะอาดเทล้างให้หมดจดดี

การทำความสะอาดแปรงขัดโถชักโครก บางคนอาจคิดว่า แปรงมีน้ำยาอยู่แล้ว แค่ฉีดน้ำล้างก็จบแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า การล้างแปรงทำความสะอาดแบบนั้นผิดวิธี!

ขั้นตอนที่ถูกต้อง ให้นำแปรงขัดมาล้างน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่งให้สะอาด เพื่อฆ่าเชื้อโรคให้หมดจด แล้วผึ่งลมให้แห้ง เมื่อแห้งสนิท นำมาเก็บใส่ที่จัดเก็บแปรงขัดให้เรียบร้อย

การทำความสะอาดชักโครกอย่างเดียวคงไม่พอขจัดและลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ หากชักโครกการอุดตัน แต่ปัญหานี้ก็ไม่ยากเกินมือ เราสามารถใช้ผงย่อยจุลินทรีย์ สำหรับกำจัดของเสียจากการขับถ่ายได้ โดยวิธีนี้ไม่ทำให้ส้วมเต็มเร็วอีกด้วย ลดการเกิดกลิ่นไหลย้อน ซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นได้ ควรทำอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีการทำความสะอาดชักโครกที่ได้นำมาแนะนำ จะเห็นได้ว่าแค่เพียง 7 วิธี กับอุปกรณ์ไม่กี่ชนิด ก็สามารถเนรมิตห้องน้ำของคุณให้สวยสะอาด ปราศจากกลิ่นเหม็น สร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กับห้องน้ำห้องโปรดของคุณได้ ซึ่งวิธีที่แนะนำให้นั้น นอกจากห้องน้ำสะอาด ไร้กลิ่นกวนใจแล้ว ยังสามารถทำเองได้ง่าย ๆ และยังไม่ต้องปวดหัวกับอุปกรณ์ชักโครกที่เสื่อมสภาพไว เพราะการดูแลรักษาอย่างไม่ถูกวิธีอีกด้วย

แนะนำอ่านต่อ : 10 วิธีแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลง ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

DIY เปลี่ยนลูกบิดประตู ทำเองได้ไม่ต้องง้อช่าง

DIY เปลี่ยนลูกบิดประตู ทำเองได้ไม่ต้องง้อช่าง

ปัญหาลูกบิดประตู ค้าง ฝืด เปิดออกยาก ไม่ว่าลูกบิดประตูจะมีราคาแพงหรือราคาถูก ก็อาจเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้งาน หรือสภาพแวดล้อม ซึ่งหากอยากเปลี่ยนลูกบิดประตู หลายคนอาจจะคิดว่าน่าจะมีความยุ่งยากซับซ้อน ทำเองไม่ได้ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องบอกว่าไม่เลย มันง่ายกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็น ใคร กสามารถทำเองได้ ไม่ต้องไปจ้างช่างให้เสียเงินเสียเวลา ดังนั้นวันนเราจะพาไปดูวิธีเปลี่ยนลูกบิดประตูฉบับ DIY รวมถึงวิธีถอดการติดตั้งลูกบิดประตูเก่า และแถมด้วยเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ถึงประเภทลูกบิดประตูและวิธีการดูแลรักษา จะมีอะไรบ้างมาติดตามกันได้เลย 

ก่อนจะพาไปดูวิธีเปลี่ยนลูกบิดประตูและวิธีถอดลูกบิดประตูเก่าออก เรามาทำความรู้จักกับประเภทของลูกบิดกันก่อน ว่าเหมาะสมกับการใช้งานแบบไหน และควรติดตั้งกับประตูแบบใด เผื่อว่าคุณอาจจะกำลังใช้ลูกบิดผิดประเภทอยู่ก็ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้ลูกบิดประตูเสียหาย

สำหรับประเภทของลูกบิดแบ่งเป็นลักษณะการใช้งานดังต่อไปนี้

    1. ลูกบิดทั่วไป : นิยมใช้ทั่วไป จะเป็นลูกบิดที่มีระบบล็อกสามารถล็อกได้ทางเดียว หรือสองทางก็ได้ มักมีจุดเด่นในด้านระบบพินล็อก ยิ่งมีระดับพินล็อกสูงก็จะมีความปลอดภัยมากกว่า เช่น 5 พิน, 6 พิน หรือ 10 พิน บางคนสงสัยว่าแล้วพินคืออะไร พินจะเป็นเดือยล็อคอยู่ด้านใน เมื่อเอาดอกกุญแจไขก็จะปลดล็อกเดือยล็อกในแต่ละพิน หมายความว่า ยิ่งมีระดับพินล็อกสูง ก็จะป้องกันกุญแจผีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการงัดแงะต่าง ๆ โดยลูกบิดทั่วไปเหมาะจะติดตั้งได้กับบานประตูทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอก
    2. ลูกบิดทางผ่าน : เน้นใช้งาน เน้นความสะดวกคล่องตัวเป็นหลัก ติดตั้งกับบานประตูทั่วไปที่เป็นพื้นที่ทางผ่าน ไม่ต้องการความปลอดภัย เน้นความรวดเร็ว ติดตั้งเพื่อความสวยงาม ซึ่งจะไม่มีกลไกล็อกใด ๆ แค่บิดลูกบิด บานประตูก็เปิดแล้ว นิยมใช้ติดตั้งภายในห้องที่ไม่ต้องการความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องครัว, ห้องเก็บของทั่วไป หรือโรงรถ เป็นต้น
    3. ลูกบิดประตูห้องน้ำ : เหมาะสำหรับติดตั้งกับบานประตูห้องน้ำ ซึ่งจะเป็นประตู PVC หรือ UPVC ส่วนใหญ่ การใช้งานคือ มีตัวกดล็อกด้านใน ด้านนอกมีกุญแจสำหรับไข ซึ่งเวลาซื้อมาเปลี่ยนจะต้องสังเกต เพราะรูปร่างหน้าตาจะคล้ายกับลูกบิดทั่วไปมาก แตกต่างที่วัสดุด้านในกับระบบล็อกที่ที่ไม่ได้เน้นความปลอดภัยมากนัก ดังนั้นถ้าคุณซื้อผิดแล้วเอาไปใช้แทนกัน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัย
    4. ลูกบิดหลบมุ้งลวด : บางคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อลูกบิดประเภทนี้ แต่จริง ๆ แล้วก้ใช้กันแพร่หลายในบ้านที่มีการติดตั้งมุ้งลวดตามประตูทางเข้า ถ้าบ้านไหนมีประตูสองชั้น คือประตูนอก 1 และประตูมุ้งลวดอีกหนึ่งจะต้องติดตามประเภทลูกบิดนี้เลย โดยเอาตัวลูกบิดไว้ด้านนอก และที่เป็นแป้นวงกลมไว้ด้านใน ซึ่งจะไม่ไปดันมุ้งลวด มุ้งลวดจึงไม่เสียหาย
    5. กลอนประตูดิจิตอล : Gadget ยุคใหม่ที่ปัจจุบันใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะช่วยแก้ปัญหาการลืม หรือทำกุญแจหาย ทั้งยังมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับลูกบิดประตูที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย กลอนประตูดิจิตอล มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้
      • ลูกบิดเดี่ยว หน้าตาเหมือน ๆ กับลูกบิดประตูทั่วไป เหมาะใช้ภายในบ้านตามห้องนอน ห้องทำงาน หรือกลอนประตู
      • กลอนประตูดิจิตอลแบบรุ่นใหญ่ ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบขั้นสูง เหมาะสำหรับใช้กับประตูทางเข้าหน้าบ้าน
      • Rim lock ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกบิดแบบธรรมดา หรือกลอนประตูที่มีอยู่เดิม ๆ สามารถนำไปติดเพิ่มตามจุดที่ต้องการได้ง่าย โดยไม่ต้องถอดลูกบิด หรือ ตัวล็อกเก่าออก

จะเห็นได้ว่าการเลือกซื้อลูกบิดมาใช้งานก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงไม่ทำให้เกิดปัญหาในการติดตั้งด้วย เพราะการใช้ลูกบิดผิดประเภท หรือ ติดตั้งบนบานประตูที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อลูกบิด หรือบานประตู อีกด้วย

นอกจากสาเหตุการใช้ลูกบิดผิดประเภทแล้ว ยังมีสาเหตุใดอีกบ้าง ที่ทำให้ลูกบิดใช้งานไม่ได้ เสียหายชำรุด

นอกจากสาเหตุการใช้ลูกบิดผิดประเภทแล้ว ยังมีสาเหตุใดอีกบ้าง ที่ทำให้ลูกบิดใช้งานไม่ได้ เสียหายชำรุด 

  • ใครหลายคนมักพบเจอ คือ ลูกบิดหลวม กล่าวคือ เมื่อใช้งานนานๆ นอตยึดอาจจะหลวมได้ ส่งผลให้แป้นลูกบิดหลวม มีเสียงขณะใช้งาน
  • ลูกบิดไม่สามารถหมุนได้ อาจเกิดสาเหตุการติดตั้ง หรือเกิดจากหดและบิดตัวของบานประตูทำให้สกรูคลายตัว หลวม ทำให้ลูกบิดไม่ลงล็อกนั่นเอง
  • ลูกบิดหมุนฝืด ๆ อาจเกิดจากการกระแทกกับกำแพง ตู้ หรือของแข็ง 
  • ปุ่มล็อกกดไม่ได้ มีการแข็ง หรือค้างอยู่แบบนั้น อาจเกิดจากลิ้นล็อกไม่ลง ทำให้ค้างอยู่แบบนั้น วิธีแก้คือ บริเวณปุ่มล็อกมีร่องอยู่ สามารถใช้เหรียญ หมุนกลับไปเพื่อคลายล็อกออก
  • หัวลูกบิดเกิดคราบด่าง หรือคราบดำ สาเหตุเกิดจากสีเคลือบหลุดร่อน อาจเกิดจากน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เมื่อสีเคลือบบางลง ทั้งความชื้นและสภาพแวดล้อมก็จะก่อให้เกิดรอยด่างได้
  • ดอกกุญแจไขยาก อาจไม่ใช่แค่ฝุ่นสะสมภายใน บางคนใช้สเปรย์โซแนคฉีดแล้วก็ยังไม่หาย อาจเกิดจากการติดตั้งไม่ถูกต้อง หรือกลไกล็อกด้านในเสียหาย

จากสาเหตุข้างต้น ซึ่งอาจทำให้ลูกบิดเกิดปัญหาในการใช้งาน หากลองแก้ปัญหาเบื้องต้นแล้ว ยังไม่กลับมาทำงานได้ปกติ ก็อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนลูกบิดประตู ซึ่งเริ่มจากการรื้อถอนลูกบิดประตูเก่าออกก่อน ซึ่งมีแค่ 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

 

จะเห็นได้ว่า 5 ขั้นตอนข้างต้นนั้นง่ายมาก ไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อนเลย แค่มีไขควงเท่านั้นเอง ทั้งนี้เมื่อรื้อถอนแล้วจะมีวิธีติดตั้งลูกบิดประตูง่าย ๆ แค่ 3 ขั้นตอน กับอีกหนึ่งเคล็บลับ

    1. ขั้นตอนการติดตั้งจะสลับกัน กล่าวคือ ติดตั้งเดือยลิ้นกุญแจก่อน ซึ่งถ้าคุณสังเกตก่อนถอดออกก็จะรู้ว่าด้านไหนถูกต้อง เพราะเดือยลิ้นกุญแจจะต้องปิดสัมผัสกับวงกบประตู หรือไม่แน่ใจก็ลองติดตั้งดูก่อน ถ้าปิดประตูไม่ได้นั่นคือคุณติดตั้งผิด ต้องหมุนสลับ แล้วไขนอตกลับเข้าไป
    2. ใส่แกนล็อกเข้าไป หันด้านเกลียวเดือยเข้ากับเดือยลิ้นกุญแจ ซึ่งจะติดกันพอดีเมื่อใส่เข้าไปแล้ว จุดสังเกต ถ้าใส่ผิด ลิ้นกุญแจจะไม่ทำงาน จะค้างอยู่นั่นเอง สามารถทดสอบโดยการบิดใช้งานได้ปกติ
    3. ใส่ฝาครอบด้วยการยึดนอตสองตัวเข้าไปเหมือนเดิม แล้วใส่ลูกบิดเข้าไป แต่อย่าลืมติดตั้งเพลทรับเดือยลิ้นกุญแจด้วยที่วงกบประตู ก็แค่ขันนอตเข้าไป เพียงเท่านี้การติดตั้งลูกบิดก็เสร็จเรียบร้อย

เคล็ดลับเล็กน้อย แนะนำว่าควรทำ คงไม่มีใครอยากให้ลูกบิดประตูใหม่เป็นรอยขีดข่วน ลองนึกภาพตาม ไขควงเป็นด้ามเหล็ก เมื่อใช้แรงหมุน อาจมีการไปขูดกับลูกบิด หรือชื้นส่วนได้ ให้นำเทปผ้าหมุนรอบด้ามไขควง แค่ส่วนก้านไขควงเท่านั้น เท่านี้ก็จะไม่เกิดรอยแล้ว

ไม่ยากเลยใช่ไหมกับวิธีการรื้อถอนลูกบิดประตูเก่ากับวิธีการเปลี่ยนลูกบิดใหม่ เหมาะกับพ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่มาก ๆ ใช้เวลาไม่นานเลย และไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาจ้างช่างอีกด้วย แนะนำว่าเวลาเลือกซื้อ ให้เลือกซื้อชุดลูกบิดประตูมาเลย ซึ่งจะมีอุปกรณ์ครบครัน สามารถติดตั้งได้เลย และถ้าเป็นลูกบิดทั่วไป ควรมองหาลูกบิดแบบสเตนเลส 304 ก็จะช่วยป้องกันในเรื่องของสนิมและความชื้น ไม่จับคราบดำ ไม่ต้องเปลี่ยนลูกบิดบ่อย อีกทั้งมองระบบล็อกมากกว่า 5 พิน หรือ ระบบดิจิตอล คุณจะอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

เคล็ดไม่ลับ กับ วิธีพาผิวให้สุขภาพดีและสวยสมใจ จากภายในสู่ภายนอก

เคล็ดไม่ลับ กับ วิธีพาผิวให้สุขภาพดีและสวยสมใจ จากภายในสู่ภายนอก

“ต้องทำบุญด้วยอะไร ถึงจะได้ผิวสวย ผิวดี” วลีขบขันที่สาว ๆ หลายคนอาจพูดเล่นกันติดตลก แต่จริง ๆ แล้วก็แฝงไปด้วยข้อเท็จจริงอยู่หลายอย่าง เพราะ ‘ผิว’ เป็นดั่งป้อมปราการด่านแรก ๆ ที่คนเรามองเห็น ผิวจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถวัดกันเบื้องต้นได้ด้วยสายตา และเชื่อหรือไม่ว่า สาว ๆ หลายคนมักปรารถนา ‘ผิวสวย’ ที่มีคำจำกัดความมากเกินกว่านั้น เพราะผิวดูสวย อาจไม่ได้แปลว่าดีพอเสมอไป นอกจากดูสวยแล้ว สุขภาพผิวก็ต้องดีตามมาด้วย สวยครบทั้งภายนอกและภายใน คือสวรรค์ของสาว ๆ เลยทีเดียว

ถึงอย่างนั้น ปัญหาผิวก็ยังคงวกวนกวนใจ จนเกิดเป็นคำถามผุดใหม่ไม่เว้นวัน… ทำอย่างไร จึงจะมีผิวดี? ผิวที่มีนั้นสุขภาพดีจริงหรือ? รวมถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อสุขภาพผิว

 ก่อนจะเป็นผิวที่ดีได้ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อผิว และอะไรที่เราควรเลี่ยง!?

ผิวดีงามตามที่สาว ๆ หลายคนใฝ่ฝัน บ้างก็อาจได้สิ่งนั้นติดตัวมาก่อนแล้ว แต่หญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาผิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงขั้นอยากได้ฮาวทูตัวช่วยในการมีสุขภาพผิวที่ดีและสวยสมใจ แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการดูแลผิวให้สวยใส ยังมีปัจจัยร้อยแปดพันเก้าที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและอ้อมกับ ‘ผิว’ อันก่อให้เกิดปัญหาน้อยใหญ่ตามมา ได้แก่ ‘3 ปัจจัยภายนอก 2 ปัจจัยภายใน’

3 ปัจจัยจากภายนอก

  • สภาพอากาศและแสงแดด : ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ดูปกติแต่ร้ายไม่เบา หากเราไม่หลีกเลี่ยงให้ดี รังสียูวี สามารถส่งผลกระทบเริ่มต้นได้ตั้งแต่ผิวไหม้ ร้ายแรงไปจนถึงการทำลาย DNA ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นมะเร็งผิวหนังได้ อากาศหนาวร้อน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ หนาวไปผิวอาจเกิดการแห้งแตก แต่ถ้าร้อนจนเกินไป กลไกที่ผลิตเหงื่อมากเป็นพิเศษ อาจก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน อันเป็นที่มาของสิวเจ้าปัญหา
  • สารเคมีจากสิ่งประทินผิว : โดยธรรมชาติของผิว จะมีค่า pH อยู่ที่ 4.7 – 5.75 ค่าโดยเฉลี่ยนี้จะยังคงสมดุลผิวให้สุขภาพดี จนกระทั่งยามผิวมีปัญหา ผลิตภัณฑ์เยียวยาที่มักถูกหยิบมาเป็นตัวช่วย ถ้าเลือกไม่ดีหรือใช้ผิดประเภท ผิดวิธี ตลอดจนการใช้สกินเเคร์ซ้ำซ้อนกันมากเกินไป ก็อาจซ้ำเติมให้เกิดปัญหามากกว่าเดิมได้ เคมีภัณฑ์ที่หยิบใช้อาจผสมสารเคมี หรือสารแต่งกลิ่นสี ที่จะไปทำลายค่า pH ที่เคยปกติให้เปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อเกราะป้องกันผิว เซลล์ผิวถูกทำลายจนแพ้ง่าย ก็เกิดปัญหาภาวะแพ้สารเคมีได้ในที่สุด
  • อาหารและการใช้ชีวิต : ไม่เพียงแต่มลภาวะ แต่การเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เหมาะสม ก็คือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่น้อย การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนอาหารการกินที่เป็นสิ่งกระตุ้นของปัญหาผิว เช่น ของมัน หรือ แอลกอฮอล์ สามารถก่อให้เกิดภาวะขาดสมดุลผิวได้ นำไปสู่ปัญหาผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอย

2 ปัจจัยจากภายใน

  •  ฮอร์โมน : การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในหญิงสาว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุหรือช่วงวัยใด ล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวทั้งสิ้น โดยเฉพาะสาว ๆ ที่กำลังก้าวสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนมีการปรับเพิ่มตามกลไกร่างกาย การผลิตไขมันส่วนเกินในช่วงวัยนี้เองที่ส่งผลให้เกิดสิว ฉะนั้น สาวน้อยวัยใส ไม่ต้องแปลกใจหากตัวเองจะมีสิวมาทักทายบ้าง
  • พันธุกรรม : ปัจจัยทางพันธุศาสตร์เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ การถ่ายทอดพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่นที่ก่อให้เกิดปัญหาผิว ยากที่จะหลีกเลี่ยง
สัญญาณผิวสุขภาพดี มีวิธีเช็กอย่างไร?

สัญญาณผิวสุขภาพดี มีวิธีเช็กอย่างไร?

ผิวสวยและดี ก็ต้องมีสุขภาพดีสมชื่อ… ยุคสมัยปัจจุบัน เพียงแค่ความขาวใส ก็ไม่อาจเป็นเครื่องการันตีได้ว่า ผิวคนเรานั้นสุขภาพดีอย่างแท้จริง มีหลายปัจจัยเหลือเกินที่จะสามารถวัดได้ว่า ผิวที่ดีนั้นควรเป็นอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องวัดกันที่เฉดสี แต่ผิวจะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึง “ผิวสุขภาพดี” ด้วยตัวของเขาเอง

  • สีผิวสม่ำเสมอ : สีผิวสม่ำเสมอ ไม่ใช่การวัดเฉดสีตามมาตรฐานความงามในแบบเดิม ๆ ไม่จำเป็นต้องขาวใสเท่านั้นถึงจะเรียกว่าผิวดี  สีผิวในที่นี้สามารถมีเฉดและโทนสีแตกต่างกันไปในความจำเพาะของแต่ละคน แต่สีผิว ก็ควรจะมีความสม่ำเสมอเหมือนกัน ไม่มีจุดใดผิดแปลกไปอย่างกะทันหัน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการบางอย่าง ที่สื่อถึงปัญหาสุขภาพผิวได้!
  • เรียบเนียน ชุ่มชื้นตามธรรมชาติ : ความเรียบเนียน คือสิ่งที่มาควบคู่กับผิวสุขภาพดี แต่ผิวเนียนก็ต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติด้วย เพราะปกติแล้ว ธรรมชาติของผิว มักมีรูขุมขนและชั้นปราการต่าง ๆ ที่อาจเป็นแหล่งเกิดปัญหาผิว ฉะนั้น ความเรียบเนียนควรปรากฏอยู่อย่างสม่ำเสมอ ร่วมด้วยกับความชุ่มชื้นของผิว ไม่รู้สึกแห้งกร้านจนเกินไป และสิ่งเหล่านี้ มักจะสะท้อนออกมาผ่าน ‘ผิวที่เงาสวย’ หากเป็นผิวหน้า เราอาจสังเกตได้ว่า ผิวจะไม่รู้สึกตึงมากไปหลังชำระล้าง หากเป็นผิวกาย เราสามารถสังเกตได้ด้วยสายตา ผิวไม่ควรมีรอยแตกที่เกิดจากความแห้งกร้าน
  • ผิวสุขภาพดี ไม่มีสิว : คู่ปรับตลอดกาลของผิว ก็คงหนีไม่พ้นสิวเจ้ากรรม ปัญหานัมเบอร์วันของหญิงสาวทั่วไป แต่ช่างเป็นปัญหาใหญ่กวนใจเหลือเกิน และถึงแม้ว่า ‘สิว’ อาจเกิดได้กับทุกคนทุกสภาพผิว แต่การมาของสิว ก็คงไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าไหร่ เพราะนั่นอาจสะท้อนถึงปัญหาการอักเสบที่เกิดจากสิ่งสกปรกหรือเชื้อแบคทีเรียที่กำลังก่อตัวใต้ชั้นผิวหนังได้ เท่ากับว่า เมื่อไหร่ที่มีสิว ผิวอาจกำลังเผชิญปัญหาตัวฉกาจอยู่ ฉะนั้น ผิวสุขภาพดี ก็ไม่ควรจะมีสิวปรากฏอยู่นั่นเอง
  • เซนส์ผิวที่ดี : จะว่าไป คำว่า ผิวสุขภาพดี ตัวเราเองก็ควรมีความรู้สึกที่ดีจากภายในร่วมด้วย ถึงแม้ว่าภายนอกจะมีสัญญาณบ่งบอกถึงผิวสุขภาพดีเลิศ-ไร้ที่ติ แต่ลึกลงไป ตัวเราเองก็ควรมีเซนส์ที่ดีควบคู่ด้วยเช่นกัน เช่น รู้สึกสบายผิว รู้สึกถึงความชุ่มชื้น ที่สำคัญ ต้องไม่รู้สึกแสบร้อน หรือ คัน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณปัญหาเล็ก ๆ ของผิวที่ไม่แข็งแรงได้
5 เคล็ดลับ ทำให้ผิวสวยและสุขภาพดีง่ายๆ จากภายในสู่ภายนอก

เมื่อรู้ถึงปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงสัญญาณผิวที่ดีต้องเป็นแบบไหน ขั้นตอนถัดไปก็ต้องหาวิธีบำรุงผิวให้สุขภาพดีดังใจหวัง แต่ก่อนจะไปส่องทั้ง 5 เคล็ดลับดี ๆ ที่ควรทำ หนึ่งในแพทย์ผิวหนังจากสหรัฐอเมริกา Mary Alice Mina ได้กล่าวเอาไว้ว่า “การดูแลผิวไม่จำเป็นต้องซับซ้อน… แท้จริงแล้ว การดูแลผิวควรจะน้อยแต่มาก”

1. รู้จักผิวตัวเองก่อน และเลือกใช้ของในแบบที่เหมาะกับเรา

เคล็ดลับอย่างแรกที่สาวๆรักผิวควรเริ่มทำ นั่นก็คือ การรู้จักว่าผิวของตัวเองเป็นแบบไหน โดยปกติ สภาพผิวจะประกอบไปด้วย ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ผิวปกติ และผิวแพ้ง่าย หากเรารู้จักสภาพผิวของเราเองก่อน ก็จะสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงและของประทินผิวได้ตรงกับสภาพผิวมากที่สุด รวมถึงจะทำให้การใช้งานได้ประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

2. หลีกเลี่ยงและป้องกันจากแดดตัวร้าย

แสงแดด ยังคงเป็นตัวการหลัก ๆ ของผิวที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างมาก หนึ่งในแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำเอาไว้ว่า แดดและยูวี นอกจากจะทำลายชั้นผิวหนัง ยูวียังเป็นปัจจัยเสี่ยงชั้นนำที่ก่อมะเร็งผิวหนัง การหลีกเลี่ยงแดด โดยเฉพาะช่วง 12.00 – 15.00 ควรหลีกเลี่ยงที่สุด และควรเสริมด้วยการป้องกันด้วยการทาครีมกันแดด SPF 50+ จะสามารถป้องกันแสงแดดได้ถึง 98%

3. อาหารการกินและวิตามินที่สำคัญ

“You are What you eat!” สำนวนการกินที่ใช้ได้ดีทั้งสุขภาพกายและเช่นเดียวกับ สุขภาพผิว เพราะผิวเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย อาหารและวิตามินที่เป็นประโยชน์จึงมีผลเต็ม ๆ กับสุขภาพผิวที่ดี เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ววอลนัต หรือ ปลาที่อุดมไปด้วยไขมันดี ทั้งหมดนี้มีสารอาหารที่ผิวต้องการ ก่อนที่จะพัฒนาและช่วยซ่อมแซมผิวที่เสียหาย พาผิวเราไปสู่ผิวสวยสุขภาพดีได้ ไม่เพียงเท่านั้น น้ำเปล่า เป็นอีกสิ่งที่น้อยแต่มาก เพียงแค่ดื่มน้ำเปล่าอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ก็สามารถช่วยปรับสภาพผิวเราให้ดีขึ้นได้แบบง่ายมาก ๆ

4. อาบน้ำ ล้างหน้าให้ถูกวิธี ผิวดีไปแล้วครึ่งหนึ่ง

การเผชิญมลพิษทั้งวัน อาบน้ำและล้างหน้าเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย แต่จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ การไม่รีบร้อนจนเกินไป การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า-ผิวกายที่ดี การใช้อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสม โดยเฉพาะผิวหน้าของสาว ๆ ที่อาจถูกเติมเสริมแต่งไปด้วยเครื่องสำอาง ควรหาคลีนเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิวก่อนล้างหน้า ใช้น้ำอุ่นชโลมผิวเพื่อเปิดรูขุมขนและขจัดสิ่งสกปรก แต่ไม่ควรเป็นน้ำอุ่นจัด การขัดหน้าต้องวนเป็นวงกลม ปิดท้ายการซับด้วยผ้าสะอาดแทนการเช็ดแรง ๆ

แนะนำอ่านต่อ : ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย

5. หยุดพฤติกรรมชอบนำมือมาจับหน้า

อีกหนึ่งเคล็ดลับสุดท้ายที่แสนง่ายดายแต่ว่าทำยากเหลือเกิน กับพฤติกรรมที่หญิงสาวหลายคนอาจชินจนเป็นนิสัย กับการที่ชอบนำมือมาจับหน้าบ่อย ๆ ปัดผมบ้าง เกาบ้าง หรือ เผลอจับหน้าไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใด นั่นเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญห้ามทำ เนื่องจากมือของเราเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียจากการหยิบจับหรือคว้าสิ่งของระหว่างวัน และเมื่อนำมาจับหรือโดนหน้า ก็จะทำให้เชื้อแบคทีเรียสะสมลงบนหน้าเพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับฉบับง่ายๆ รวมถึงปัจจัยการดูแลผิวสุขภาพดี ไม่ได้มีเพียงแค่บทความข้างต้นเท่านั้น แต่การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างสมดุลแก่ร่างกายและผิวได้อย่างมาก ‘สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ’ แต่จะดียิ่งกว่า หากสุขภาพภายในที่ดีจนส่งผลออกมาให้เห็นถึงสุขภาพกายภายนอก และส่งออกสะท้อนผ่าน สุขภาพผิวที่ดี

วิชาบ้านพื้นฐาน 101 : เครื่องมือช่างเบสิก ที่ควรมีติดบ้าน!

วิชาบ้านพื้นฐาน 101 : เครื่องมือช่างเบสิก ที่ควรมีติดบ้าน!

เรื่องงานช่าง งานซ่อมแซม อาจดูไกลตัวสำหรับใครหลายคน เพราะหากจะต่อเติมหรือรีโนเวทจุดใหญ่ ๆ การเรียกหาช่างมืออาชีพ คงเป็นทางออกที่หลายคนมักนึกถึง แต่หากเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตัดโน่นเพิ่มนี่ หรือซ่อมแซมแค่เพียงจุดเล็ก ๆ ‘งานช่างพื้นฐาน’ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะหากเรามีความรู้เบื้องต้นและอุปกรณ์พร้อมใช้ แค่งานต่อเติม ปรับแต่ง หรือ DIY เราก็สามารถลงมือทำได้เอง โดยไม่ต้องรอช่าง ในบางครั้งบางงาน ก็มักเป็นงานช่างพื้นฐานที่เหล่าพ่อบ้านแม่บ้าน หรือหนุ่มสาวทั่วไปพบเจอได้บ่อยๆในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การต่อชั้นวางของ โต๊ะเก้าอี้ ไปจนถึงติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าสักอันหนึ่งด้วยตัวเอง

ฉะนั้น เครื่องไม้เครื่องมือประจำบ้าน ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรต้องตระเตรียมเอาไว้ ถ้าเกิดมีเรื่องให้ต้องหยิบใช้เมื่อไหร่ก็จะได้ไม่ต้องนั่งรอช่างให้เสียเวลา และเมื่อเอ่ยถึง ‘เครื่องมือช่าง’ บางคนอาจจินตนาการไปถึงกล่องลังเครื่องมือขนาดใหญ่ที่ใส่อุปกรณ์นานาชนิดแบบครบครัน นั่นอาจไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่นัก เพราะสมัยนี้อุปกรณ์บางอย่างก็สามารถหาซื้อแยกได้ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน บางอย่างก็มีหลากหลายราคา หลากหลายขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม รวมถึงดีไซน์แบบใหม่ กะทัดรัด ทันสมัย เหมาะกับหนุ่มสาวยุคใหม่ที่อยากมีติดบ้านเอาไว้เผื่อซ่อมแซมและงาน DIY

5 เครื่องมือช่าง – อุปกรณ์ช่างพื้นฐาน ที่ควรมีติดบ้าน!

1. ไขควง (Screw Driver)

อุปกรณ์หรือเครื่องมือช่างระดับพื้นฐานสิ่งแรก ที่ต้องแนะนำว่าควรมีติดบ้านไว้ ได้ใช้แน่นอน นั่นก็คือ ‘ไขควง’ เครื่องมือชนิดนี้เรียกได้ว่าหลายคนได้ยินแล้วอาจร้องอ๋อ เพราะว่ามักพบได้ทั่วไปและแทบจะเป็นเครื่องมือที่หยิบจับใช้กันบ่อย ๆ ด้วยคุณสมบัติของไขควงที่นิยมใช้นำมาขันหรือคลายนอตสกรู เพื่อรื้อถอนหรือต่อเติมอุปกรณ์เข้าด้วยกัน เช่น ต่อชั้นวางของ เก้าอี้ หรือ โต๊ะ ตลอดจนขันนอตเพื่อยึดติดส่วนใดส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ภายในบ้าน ‘ไขควง’ จึงเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งงานเล็กงานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับใครที่ชอบซื้อของตกแต่งบ้าน บางชิ้นงานก็จำเป็นต้องยึดติดชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน และนั่นก็เป็นหน้าที่สำคัญของไขควง เครื่องมือที่จิ๋วแต่แจ๋ว มีติดไว้ได้ใช้แน่นอน

เครื่องมือช่าง - อุปกรณ์ช่างพื้นฐาน - ไขควง (Screw Driver)

โดยปกติแล้ว ไขควง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ไขควงแบน และ ไขควงแฉก ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบอาจมาในลักษณะไขควงแบนหรือแฉกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หรือหากเป็นสมัยใหม่ อาจมาในรูปแบบไขควงอเนกประสงค์ที่เป็นแบบถอดเปลี่ยนได้ในอันเดียว หรือจะอเนกประสงค์เข้าไปอีก ก็อาจมีในลักษณะถอดเปลี่ยนได้ แต่มีไซซ์ตัวไขควงให้เลือกแบบนับไม่ถ้วน

  1. ไขควงแบน : มีลักษณะหัวเป็นใบมีดรูปสิ่ว แบน ใช้กับหัวนอตหรือสกรูรูปขีด –
  2. ไขควงแฉก : มีลักษณะหัวเป็นรูปกากบาท ใช้กับนอตหรือสกรูรูปบวก +

2. มีดคัตเตอร์ (Cutter Knife)

แน่นอนว่าหากเอ่ยถึง ‘คัตเตอร์’ หลายคนก็ต้องนึกภาพออกได้ในทันที เพราะอุปกรณ์ชนิดนี้เราต่างคุ้นชินกันมาตั้งแต่สมัยเรียนเลยก็ว่าได้ อุปกรณ์ชนิดนี้มีลักษณะเป็นมีดอเนกประสงค์ มีวัสดุด้ามจับห่อหุ้ม ถนัดมือ เพื่อใช้ตั้งแต่งานฝีมือ DIY ไปจนถึงงานตัดหนักๆ ซึ่งในปัจจุบัน มีดคัตเตอร์มีให้เลือกหลากหลายขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานในบ้านและที่ทำงานอย่างกว้างขวาง และรู้หรือไม่ว่า มีดคัตเตอร์ที่ทุกคนรู้จักดี ปัจจุบันมีรูปแบบให้เลือกใช้นับไม่ถ้วน

เครื่องมือช่าง - อุปกรณ์ช่างพื้นฐาน - มีดคัตเตอร์ (Cutter Knife)
  • แบบมาตรฐาน : ออกแบบมาเพื่อใช้งานทั่วไป ใบมีดยาวตรง ปลายเอียง 30, 45 หรือ 60 องศา มีด้ามจับด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น พลาสติก หรือ อะลูมิเนียม ที่มาพร้อมฟังก์ชันเปลี่ยนใบมีดได้
  • แบบมินิ : ออกแบบคล้ายกันกับมาตรฐาน เพียงแค่ย่อขนาดให้กะทัดรัดลงกว่าเดิม ด้วยไซซ์ที่เล็กกว่า เหมาะสำหรับการพกพา ส่วนมากมักมีความยาว 6 – 7 เซนติเมตร ตอบโจทย์สำหรับคนที่เปิดพัสดุบ่อย ๆ หรือทำงานฝีมือเล็ก ๆ
  • แบบโรตารี่ : มีลักษณะเป็นใบมีดทรงกลมพร้อมด้ามจับยาวตรงลงมา การใช้งานก็สามารถหมุนกลิ้งได้ ออกแบบมาเพื่องานฝีมือ งานประดิษฐ์ หรือ ตัดเย็บผ้า
  • แบบใช้งานหนัก : มีดคัตเตอร์รูปแบบนี้จะมีใบมีดที่หนาและคมเป็นพิเศษ และยังผลิตจากโลหะกันสนิม แข็งแรงทนทาน รองรับการใช้งานตั้งแต่งานเบาไปจนถึงงานหนัก ใบมีดชนิดนี้สามารถตัดแผ่นไม้อัด พรม หรือ แผ่นยิปซัมได้

3. ตลับเมตร (Measurement Tape)

มาต่อกันที่เครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญลำดับต่อมา ที่ไม่ว่ายังไงก็ควรมีไว้ก่อน นั่นก็คือ ‘ตลับเมตร’ อุปกรณ์ตัวช่วยอันดับหนึ่งเรื่องการวัด ไม่ว่าจะเป็นงานวัดความยาว หรือ ขนาดสัดส่วนใดในบ้าน ตลับเมตรก็ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือตัวช่วยอย่างแรกที่หลายคนเลือกใช้ เพราะหากจะให้คาดเดาระยะหรือขนาดกันเองตามอำเภอใจก็คงไม่สามารถใช้ได้กับทุกงาน ตลับเมตรจึงเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำแบบ 100% ให้กับงานช่าง งานฝีมือแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะการวัดระยะเพื่อติดตั้งของใช้ในบ้าน ตลอดจนการสร้างสรรค์งานฝีมือสักชิ้น ตลับเมตรก็ยังคงเป็นอุปกรณ์ Must Have ของต้องมีอีกหนึ่งชิ้นในคลังเครื่องมือช่างพื้นฐาน

เครื่องมือช่าง - อุปกรณ์ช่างพื้นฐาน - ตลับเมตร (Measurement Tape)

ปัจจุบันตลับเมตรมีให้เลือกหลายขนาด หลากหลายรูปแบบ และยังมีการแยกประเภทตามขนาดและวัสดุการผลิตอีกด้วย ได้แก่

  • ตลับเมตรขนาดเล็ก (Small Tape Measure) : ผลิตจากพลาสติกหรือโลหะ กะทัดรัด พกพาได้ง่าย มีกลไกสปริงเข้า – ออก ส่วนมากประเภทนี้มักมีความยาวตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป เหมาะแก่การใช้ในการวัดทั่วไป เช่น งานไม้ งานเฟอร์นิเจอร์ หรืองานฝีมืออื่น ๆ
  • ตลับเมตรขนาดใหญ่ (Large Tape Measure) : โดยทั่วไปมักเรียกกันว่า ‘เทปวัดระยะทาง’ มีลักษณะกลม เปลือย มีเพียงวัสดุห่อหุ้มเป็นโครงสร้าง จะสังเกตเห็นสายตลับเมตรได้ และส่วนใหญ่จะมีความยาวตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป นิยมใช้กับงานวัดระยะขนาดกว้าง เช่น ลานโล่ง หรือ งานก่อสร้างใหญ่ ๆ
  • ตลับเมตรเหล็ก (Steel Tape Measure) : ตัวสายตลับเมตรผลิตจากวัสดุสเตนเลส จึงทำให้มีความทนทาน กันน้ำ ไม่ขึ้นสนิม และยังสามารถทนความร้อนได้ดี โดยรูปแบบของตลับเมตรเหล็ก มีให้เลือกได้ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ รองรับการใช้งานตั้งแต่ระดับทั่วไป จนถึงงานก่อสร้างแบบบิ๊กเบิ้ม
  • ตลับเมตรไฟเบอร์กลาส (Fiberglass Tape Measure) : ตัวสายตลับเมตรผลิตจากวัสดุไฟเบอร์กลาส ซึ่งมีความคุณสมบัติเป็นฉนวนกันไฟ กันน้ำ ทนสารเคมี ไม่ขึ้นสนิม จึงทำให้ตลับเมตรชนิดนี้จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีสำหรับการใช้งานหลากหลายประเภท ช่วยป้องกันไม่ให้ไฟดูดและยังสามารถหยิบจับได้สะดวกเนื่องจากน้ำหนักเบา แต่ส่วนมากมักมาเป็นตลับเมตรขนาดใหญ่ จึงเหมาะกับงานวัดระยะหรืองานก่อสร้างขนาดกว้าง

4. กรรไกรตัดท่อ (Pipe Cutter)

อุปกรณ์นี้ บางคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ เพราะงานท่ออาจเป็นเรื่องไกลตัวใครของหลายคนไปสักหน่อย แต่ต้องบอกเลยว่า กรรไกรตัดท่อ ได้กลายมาเป็นนวัตกรรมโฉมใหม่ที่ช่วยให้งานท่อนั้นง่าย สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น! โดยอุปกรณ์ตัดท่อ หรือ กรรไกรตัดท่อ ลักษณะนี้จะสามารถตัดท่อพลาสติกหรือยางได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่ PE, CPVC, PVC, Poly หรือ PEX ก็ได้ มีลักษณะเป็นกรรไกรงุ้มโค้งเข้ากับรูปทรงของท่อน้ำ แค่สอดให้ตรงตำแหน่งและตัด ก็สามารถตัดแยกท่อพลาสติกหรือท่อยางได้อย่างง่ายดาย สำหรับท่อพลาสติก กรรไกรตัดท่อชนิดนี้จะไม่ทิ้งขุย หรือ รอยถาก เหมือนกับการใช้เลื่อยตามวิถีดั้งเดิม ที่สำคัญ ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการทากาวระหว่างข้อต่อของท่อได้อีกด้วย แถมทุ่นแรงการตัดต่อหรือซ่อมแซมงานท่อน้ำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

เครื่องมือช่าง - อุปกรณ์ช่างพื้นฐาน - กรรไกรตัดท่อ (Pipe Cutter)

ฉะนั้น ‘กรรไกรตัดท่อ’ จึงเป็นอุปกรณ์งานช่างอีกหนึ่งชิ้นที่ควรค่าแก่การมีติดบ้านเอาไว้ เพราะหากเกิดปัญหาท่อน้ำในบ้านรั่วไหล หรือ อยากจะตัดแต่งสายยางรดน้ำ กรรไกรตัดท่อตัวนี้ก็จะเป็นตัวช่วยที่ดีและช่วยทุ่นแรงไปได้ไม่น้อยเลย

5. คีม (Pliers)

‘คีม’ อุปกรณ์คู่บ้านและคู่ควรแก่การเป็นเครื่องมือช่างพื้นฐานอีกอย่างหนึ่ง มีคุณสมบัติทั้ง ยึด จับ ดัด ดึง วัตถุแข็ง ๆ ที่มือเราไม่สามารถดัดงอหรือปรับแต่งได้ด้วยมือเปล่า ครอบคลุมตั้งแต่งานเบาจนไปถึงงานซ่อมแซมหนัก ๆ เช่น ดัดลวด ขันน็อต หรือยึดจับสายไฟขนาดเล็ก คีมก็ถือเป็นอุปกรณ์ที่จะมาช่วยทุ่นแรงได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไป คีมจะมีขนาดและรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งจะรองรับการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงเข้าไปอีก

เครื่องมือช่าง - อุปกรณ์ช่างพื้นฐาน - คีม (Pliers)
  • คีมตัดข้าง : หรือที่มักคุ้นชินในชื่อ ‘คีมปากจระเข้’ ตัวคีมมีลักษณะค่อนข้างสั้น หัวตัด มีซี่ฟันปลาค่อนข้างตื้นเพื่อยึดจับสิ่งของ ในขณะเดียวกันก็มีหัวตัดด้านข้างเพื่อตัดวัตถุ เช่น สายลวด หรือ สายไฟ ฉะนั้น คีมประเภทนี้จึงมีคุณสมบัติจับยึดและตัดได้ในอันเดียว เป็นประเภทที่นิยมใช้งานมากที่สุด
  • คีมปากแหลม : หรือ คีมปากจิ้งจก มีลักษณะขากรรไกรคีมที่เรียวยาว เหมาะแก่งานซ่อมแซมที่มีพื้นที่จำกัด มีคุณสมบัติดัด จับ ยึด หรือตัดวัตถุได้
  • คีมล็อก : ส่วนมากมักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ออกแบบมาเพื่อยึดจับเป็นการเฉพาะ ล็อกวัตถุไม่ให้หมุนหรือขยับ สามารถปรับระดับให้เข้ากับวัตถุ น็อต หรือ สกรู ได้
  • คีมปอกสายไฟ : ออกแบบมาเพื่อการใช้งานปอกสายไฟเป็นการเฉพาะ มาพร้อมด้ามจับที่เป็นฉนวนกันไฟฟ้า และปากคีมที่มีลักษณะเป็นซี่โค้งเว้าให้เข้ารูปกับสายไฟ
  • คีมปากกลม : ขากรรไกรคีมด้านนอกมีลักษณะกลมยาว แต่ขากรรไกรคีมด้านในมีลักษณะแบนเรียบเข้าหากัน ด้ามจับมักห่อหุ้มด้วยพลาสติกยาง นิยมใช้ในงานสายไฟ หรือ งาน IT
  • คีมปากนกแก้ว : ตัวปากคีมมีลักษณะงุ้มเข้าหากันคล้ายกับปากของนกแก้ว ออกแบบมาเพื่อการตัดโดยเฉพาะ แต่ก็สามารถใช้คีบจับได้เช่นเดียวกัน นิยมใช้ตัดของแข็ง เช่น ลวดขนาดใหญ่ หรือ คีบจับนอต / ตะปู
  • คีมปากขยาย : คีมที่มีลักษณะใช้งานเฉพาะ มีลักษณะแตกต่างไปจากประเภทอื่น ๆ ขากรรไกรคีมสามารถปรับให้แคบหรือกว้างได้ ซี่ฟันด้านในออกแบบมาเพื่อยึดจับได้ดีเยี่ยม นิยมใช้กับงานเครื่องกล

เครื่องมือช่างระดับพื้นฐานทั้ง 5 อย่างถือเป็นของ Must Have ที่เหล่าพ่อบ้านแม่เรือน หรือหนุ่มสาวชาวคอนโดทั่วไป ควรมีติดบ้านกันไว้ เพราะงานบ้าน – งานช่าง ก็อาจไม่เข้าใครออกใคร มีอุปกรณ์จำเป็นติดไว้ ในยามฉุกเฉินจะได้สามารถซ่อมแซมหรือปรับแต่งกันได้อย่างทันท่วงที!

จัดระเบียบห้องน้ำให้ดูดีน่าใช้ พร้อมไอเทมตัวช่วยเด็ด!

ของใช้ในห้องน้ำ จัดระเบียบห้องน้ำให้ดูดีน่าใช้ พร้อมไอเทมตัวช่วยเด็ด!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘ห้องน้ำ’ คือองค์ประกอบสำคัญหนึ่งของบ้าน ที่เราใช้เป็นประจำ เนื่องจากในแต่ละวัน เราต่างเข้าใช้ห้องน้ำบ่อยครั้งเหลือเกิน ไม่ว่าจะช่วงเช้าหรือช่วงสิ้นสุดของวัน ตั้งแต่การอาบน้ำชำระสิ่งสกปรก ตลอดจนการเข้าใช้เพื่อทำธุระหนัก – เบา จึงทำให้ ห้องน้ำ เปรียบเสมือนอีกโลกหนึ่งของบ้านที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันสุด ๆ และเมื่อขึ้นชื่อว่า ‘ห้องน้ำ’ หลายคนก็ต้องถวิลหาความสะอาด สะดวกสบาย และประโยชน์ใช้สอยจาก ของใช้ในห้องน้ำอย่างคุ้มค่า เพราะหากเดินเข้าไปแล้วเจอเข้ากับความไม่เป็นระเบียบ ก็อาจสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ หรือไม่ก็อาจนำไปสู่สุขอนามัยที่ไม่ดีได้ในอนาคต! ดังนั้น ‘เรื่องระเบียบการจัดวาง’ ในห้องน้ำจึงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องคำนึงถึงกันอย่างจริงจัง!

5 เทคนิคในการจัดระเบียบห้องน้ำ ให้เรียบร้อย สะอาดตาและน่าใช้งานอยู่เสมอ!

1. แยกส่วนให้ชัดเจน

การแยกส่วนพื้นที่ใช้สอยให้ชัดเจน ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ต้องจัดการ หากห้องน้ำของเรามีพื้นที่อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ และโซนอาบน้ำแยกกัน เราก็ควรจะต้องมีวินัยในการจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้ให้อยู่ในโซนนั้น ๆ ไม่วางสิ่งของปนกัน หรือหากห้องน้ำของเรามีพื้นที่จำกัด ก็ควรมีตู้เก็บของ หรือ ชั้นวางของ เพื่อแบ่งสัดส่วนให้เป็นระเบียบ

2. เลือกสิ่งจำเป็น ทิ้งสิ่งส่วนเกิน

หลายคนอาจประสบปัญหา ‘เสียดายของ’ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การมีของใช้ในห้องน้ำที่เยอะเกินไป จนเกินแก่ความจำเป็น จะนำมาสู่ความไม่เป็นระเบียบของห้องน้ำได้ ฉะนั้น เราจำเป็นต้องคัดเลือกของใช้ และผลิตภัณฑ์ที่ใกล้หมดหรือไม่ค่อยได้ใช้ ออกไปจากพื้นที่ใช้สอยประจำวัน ทิ้งสิ่งของที่ไม่จำเป็น เพื่อเพิ่มพื้นที่และความเป็นระเบียบน่าใช้ให้กับห้องน้ำแสนสุข

3. จัดระเบียบตู้เก็บของบิ้วอิน

ห้องน้ำบางบ้านจะมีดีไซน์ที่มาพร้อมกับตู้เก็บของแบบบิ้วอินเสร็จสรรพ และถึงแม้ว่าตู้จะถูกปิดอยู่และภายนอกอาจดูเรียบร้อยแล้ว แต่เภายในก็ควรที่ต้องมีระเบียบวินัยในการจัดเก็บด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนมากแล้วข้าวของเครื่องใช้ในตู้ ควรจัดเก็บเป็นสิ่งของที่ไม่สามารถโดนน้ำได้เพื่อรอการใช้งาน ฉะนั้น การจัดเก็บและแบ่งสัดส่วนภายในตู้เก็บของที่ดี จะสามารถช่วยแบ่งเบาพื้นที่วางของภายนอกหรือบนอ่างล้างหน้าได้ จุของได้มากและเป็นประโยชน์มากเท่าไหร่ ห้องน้ำของคุณก็จะดูมีระบบระเบียบมากขึ้นอีกระดับ!

4. หาอุปกรณ์เสริมเพิ่มประโยชน์ใช้สอย

หากสัดส่วนของห้องน้ำพอเหมาะพอดีแล้ว การหาอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มพูนประโยชน์ใช้สอยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ห้องน้ำดูมีระเบียบได้อย่างง่ายดาย เช่น ตะขออเนกประสงค์ ที่สามารถแขวนสิ่งของเครื่องใช้ยามอาบน้ำได้ หรือจะ แท่นวางของ – วางสบู่ ที่ช่วยให้แยกของใช้ออกมาอย่างอิสระ นอกจากจะเพิ่มประโยชน์ใช้สอยแล้ว ก็ยังสามารถเพิ่มความสะดวกสบายเวลาใช้งานห้องน้ำได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ไอเทมเสริมยุคใหม่ ยังสามารถนำมาเป็นของตกแต่งห้องน้ำให้สวยเก๋ ดูมีสไตล์ได้อีกด้วย!

5. หมั่นดูแลความสะอาด

แน่นอนว่าหากจัดระเบียบห้องน้ำ เรื่องดูแลความสะอาดก็ต้องสำคัญ ขยะในห้องน้ำควรมีการจัดวางที่ทิ้งให้มีระยะห่างและหมั่นเก็บกวาดอยู่บ่อย ๆ นอกจากนี้ ภายหลังการอาบน้ำหรือใช้งาน ควรมีการทำความสะอาดทุก ๆ ครั้ง เพื่อให้ห้องน้ำสะอาดและน่าใช้งานอยู่เสมอ และเมื่อห้องน้ำมีความสะอาด ก็มักดูมีระเบียบขึ้นทันตา รวมถึงเพิ่มสุขอนามัยที่ดีให้กับห้องน้ำและสุขภาพของเราด้วย

ของใช้ในห้องน้ำแนะนำ ที่จะเปลี่ยนห้องน้ำคุณให้สะดวกขึ้นกว่าเดิม!

หากว่าคุณจัดระเบียบห้องน้ำให้เหมาะสมและลงตัวแล้ว การหาของใช้ในห้องน้ำที่มีประโยชน์ ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมาก และไม่เพียงแต่ข้าวของเครื่องใช้จะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเดียวเท่านั้น หากสิ่งของเหล่านั้นสามารถกลายเป็นของตกแต่ง ทำให้ห้องน้ำดูเก๋ขึ้นไปอีก ก็คงเป็นอะไรที่ดีไม่น้อยเลยว่าไหม!

ฉะนั้นวันนี้เราจะมาชี้เป้า ‘ของใช้ในห้องน้ำ’ แนะนำจากแบรนด์ญี่ปุ่น Basupo กับ 4 ไอเทมเด็ด เคล็ด(ไม่)ลับ ที่จะช่วยยกระดับห้องน้ำเดิม ๆ ของคุณให้มีมิติและใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า! แถมดีไซน์เรียบเก๋ โมเดิร์นสมัยใหม่ สไตล์ญี่ปุ่น!

ตะขอแขวนผ้า (Bath Hook)

ตะขอแขวนผ้า หรือ ตะขออเนกประสงค์จากแบรนด์ Basupo ที่มาด้วยดีไซน์น้อยแต่มาก มีลักษณะโค้งเว้ามน ให้ความรู้สึกสบายตา ด้วยรูปร่างโค้งเรียบทำให้ตัดกับฉากมุมในห้องน้ำ เพิ่มมิติและลูกเล่นทำให้องค์ประกอบโดยรวมของห้องดูไม่แข็งทื่อจนเกินไป

รายละเอียด

ตะขอแขวนผ้า มาพร้อมกับตัวยึดติดผนังแบบสุญญากาศ หมดกังวลเรื่องการเจาะหรือทำลายผนังให้หมดสวย ด้วยตัวยึดติดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงทำให้ตะขอแขวนผ้าอันนี้ สามารถจัดวางได้ตามใจต้องการ หากลองจัดวางแล้วไม่ถูกใจ ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้แบบอิสระ นอกจากนั้น ตะขออเนกประสงค์นี้ยังสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 600 กรัม!

ส่วนสีสันก็ไม่ได้มีแค่เดิมๆ เพราะแบรนด์ Basupo เขาจัดให้แบบหลากหลายที่คุณสามารถ Custom ได้ตามใจต้องการ! จะสีเดียวเรียบ ๆ หรือจะสลับสีคูล ๆ ก็ได้ทั้งนั้น โดยมีมาให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 5 สี ได้แก่

    • สีขาว : สียอดนิยม สุดเบสิก เรียบง่าย ดูหรูหรา
    • สีน้ำตาล : ให้ความสุขุม นุ่มลึก มีมิติ
    • สีเขียว / ฟ้า / ชมพู : สดใส น่ารัก ให้สีสันที่มีชีวิตชีวา เพิ่มลูกเล่นให้กับห้องน้ำ

ที่ใส่สบู่ (Soap Dish)

ถัดมาที่อีกหนึ่งไอเทมแนะนำ นั่นก็คือ ที่วางสบู่ สไตล์เรียบหรู จาก Basupo ที่มาในรูปแบบโค้งมน ทรงครึ่งวงกลม มีช่องวางสบู่ข้างใน ด้วยดีไซน์โค้งเว้าจึงทำให้ดูสบายตาและดูเข้ากับห้องน้ำได้แทบทุกรูปแบบ ที่วางสบู่ชนิดนี้จะมาพร้อมกับตัวยึดติดผนังแบบสุญญากาศ ที่สามารถติดได้ทั้งผนังห้องน้ำ หรือ กระจก ไม่ต้องเจาะผนังหรือติดเทปกาวใด ๆ ให้วุ่นวายยุ่งยาก เรียกได้ว่า ห้องน้ำใครมีสัดส่วนแบ่งฝั่งด้วยกระจกแบบฉบับคอนโดสมัยใหม่ ก็สามารถนำไปติดเพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอยกันแบบง่ายดาย

และถึงแม้ว่าไอเทมนี้จะมีชื่อบ่งบอกว่าเป็นที่วางสบู่ แต่จริงๆแล้วก็สามารถปรับประยุกต์เป็นที่วางของจุกจิกในห้องน้ำได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะหลายคนหลายบ้านก็อาจเลิกใช้สบู่แบบก้อนกันไป แต่ที่วางสบู่อเนกประสงค์นี้ก็ยังทำประโยชน์ได้อีกหลายอย่างเลยล่ะ!

ที่ใส่สบู่ Basupo
ที่ใส่สบู่ Basupo

ทีเด็ดของ Basupo Soap Dish ยังสามารถทนความร้อนได้สูงสุดถึง 60 องศาเซลเซียส! ส่วนสีสันก็มีให้เลือกด้วยกันอยู่ 2 สี ได้แก่ สีขาว สะอาดตา และ สีน้ำตาล เรียบขรึม สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของสินค้าต่อได้ที่นี่ค่ะ ที่ใส่สบู่ Basupo

ที่ใส่แปรงสีฟัน (Tooth Brush Holder)

หากคุณเคยมีปัญหาวางแปรงสีฟันในแก้วแล้วเอนเอียงไปมา หรือวางแล้วอาจไปโดนสิ่งของรอบข้างให้รำคาญใจ Basupo Tooth Brush Holder อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า! ด้วยการใช้งานที่รองรับการวางแปรงสีฟันโดยเฉพาะ แยกกันกับของใช้อื่นๆ มีช่องระบายน้ำด้านล่าง หมดกังวลเรื่องน้ำขังให้เกิดสิ่งสกปรก เพิ่มความเป็นระเบียบและสุขอนามัยที่ดี

ที่ใส่แปรงสีฟัน Basupo
ที่ใส่แปรงสีฟัน Basupo

นอกจากนี้ Basupo Tooth Brush Holder ยังมาพร้อมดีไซน์เรียบหรู โค้งมน ให้ความรู้สึกผ่อนคลายไม่แข็งทื่อ และยังมีที่ยึดติดแบบสุญญากาศ ไม่ต้องเจาะผนังหรือกำแพงให้เสียหาย เคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระ สะดวกสบาย เหมาะแก่หนุ่มสาวยุคใหม่ หรือ พ่อบ้านแม่บ้านที่อยากยกระดับห้องน้ำให้มีระดับ ที่สำคัญ วัสดุยังสามารถทนความร้อนได้มากถึง 60 องศาเซลเซียส! ส่วนสีสันก็มีให้เลือกกันทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาวเรียบหรู และ สีน้ำตาลที่ดูสุขุมนุ่มลึก

แก้วน้ำสำหรับแปรงฟัน (Clean Cup)

แค่เห็นชื่อ หลายคนอาจจินตนาการไปถึงแก้วน้ำปกติทั่วไปที่มักหาซื้อได้ตามท้องตลาด แต่จริง ๆ แล้ว Basupo Clean Cup เป็นมากกว่าแก้วน้ำแปรงฟันทั่วไป เพราะมาด้วยฟังก์ชันที่สามารถติดผนังหรือกระจกได้ ไม่จำเป็นต้องวางกับอ่างล้างหน้าเหมือนปกติ ประหยัดพื้นที่วางสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆได้อีก!

นอกจากนั้น ดีไซน์ของแก้วน้ำ Clean Cup นี้ก็ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป สามารถใส่ของเหลวได้กว่า 150 ml. เหมาะมือและพอดีกับทุกเพศทุกวัย Basupo Clean Cup มีลักษณะเป็นตัวแก้วแยกกันกับตัวยึดติดสุญญากาศ เวลาใช้งานก็สามารถดึงออกมาจากตัวฐาน และเมื่อเสร็จธุระก็สามารถติดกลับไปที่เดิมได้ การเอียงของแก้วในขณะเก็บยังสามารถเป็นการถ่ายเทน้ำที่ค้างเหลือในแก้วได้อีกด้วย เรียกได้ว่าทุกกลไกมีประโยชน์ในตัวเองทั้งหมดจริง ๆ

แก้วน้ำสำหรับแปรงฟัน Basupo

ส่วนสีสันก็มาพร้อมด้วยกันถึง 5 สี เช่นเดียวกับตะขออเนกประสงค์ ได้แก่ สีขาว – น้ำตาล – ฟ้า – เขียว – ชมพู หลากหลายชนิดที่ว่า อยากซื้อไปปรับแต่งห้องน้ำให้ออกมาสไตล์ไหน จะเรียบหรู ดูมีระดับ หรือ สนุกสนานสีสันสดใสถูกใจเด็ก ๆ Basupo Clean Cup ก็มีให้เลือกพร้อม! ดูรายละเอียดเต็ม ๆ ได้ที่นี่ค่ะ แก้วน้ำสำหรับแปรงฟัน Basupo

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ก็คือไอเทมเด็ดและเคล็ดไม่ลับ ที่อยากบอกต่อในการจัดระเบียบห้องน้ำให้ดูดีน่าใช้ตรงใจคุณพ่อคุณแม่หรือคนรักความสะอาด เพราะเมื่อยกระดับห้องน้ำให้มีระบบระเบียบแล้ว ของใช้ในห้องน้ำหรือไอเทมตัวช่วยดี ๆ เดี๋ยวนี้ก็เข้ามาเป็นทางเลือกที่ดีที่ช่วยให้เราเพิ่มประโยชน์และเพิ่มโหมดน่าใช้ให้กับห้องน้ำแสนสุขได้อีกด้วย!

10 วิธีแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลง ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

10 วิธีแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลง ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

ปัญหาส้วมตัน หรือชักโครกกดไม่ลง นับว่าเป็นปัญหาพื้นฐานที่ทุกบ้านต้องเคยเจอ แม้จะเกิดไม่บ่อยนัก แต่ไม่ว่าจะพบเจอกี่ครั้งก็ยังไม่ชินสักที เพราะชักโครกเป็นที่สำหรับปลดปล่อยของเสีย ดังนั้นหากปล่อยให้ตันหรือกดไม่ลงไปนาน ๆ คงไม่ดีต่อบรรยากาศและสุขอนามัยในบ้านแน่ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะพาทุกคน มาตามหาสาเหตุว่าที่ชักโครกกดไม่ลงนั้นเกิดจากอะไรกันแน่ และแน่นอนว่ารวมถึง 10 วิธีแก้ปัญหาแบบอยู่หมัดด้วย

ชักโครกกดไม่ลง… มีสาเหตุจากอะไร!?

การจะหาสาเหตุที่ชักโครกกดไม่ลงให้เจอ เราก็จะต้องไล่ดูทั้งหมด ตั้งแต่ตัวชักโครกเอง ระบบท่อน้ำ ไปจนถึงระบบปั๊มน้ำเพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ปัญหานี้มักจะเจอเมื่อเราใช้ชักโครกไปสักพัก แล้วพบว่าแม้จะกดที่กดชักโครกลงไปแล้ว แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เกิดขึ้นเลย นั่นเป็นเพราะสายหรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับที่กดชักโครก เกิดการชำรุดหรือเสื่อมสภาพเนื่องจากใช้วัสดุคุณภาพไม่ดี หรือใช้งานมายาวนาน ทำให้ไม่ว่าจะกดเท่าไหร่ น้ำในตัวถังพักน้ำชักโครกก็ไม่ถูกปล่อยลงมาชำระล้างเลยสักนิด

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ชักโครกกดไม่ลง คือการที่ปริมาณน้ำในถังด้านหลังชักโครกมีไม่เพียงพอ สำหรับกดนั่นเอง ปกติแล้วลูกลอยในถังจะเป็นเหมือนวาล์ว สำหรับเปิด-ปิดให้น้ำไหลเข้าถังได้อย่างเพียงพอ หากลูกลอย ลอยลงต่ำจะเป็นการเปิดน้ำให้เติมเข้ามาในถัง และเมื่อลูกลอย ลอยสูงขึ้นก็เท่ากับน้ำมีปริมาณเพียงพอแล้วจึงหยุดเติมน้ำ แต่หากชักโครกที่บ้านมีอาการผิดปกติไปจากนี้ แสดงว่าอาจกำลังเจอกับอาการลูกลอยเสีย หรือสาเหตุอื่น เช่น ปัญหาระบบปั๊มน้ำ

สาเหตุนี้นับว่าพบได้บ่อยมาก เมื่อเจอปัญหาชักโครกกดไม่ลง ซึ่งมักมีที่มาจากพฤติกรรมการใช้งานของคนในบ้านเอง เช่น การทิ้งกระดาษชำระ หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ลงไปในชักโครกจนไปอุดตันอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อน้ำไหลระบายลงไปไม่ได้ น้ำจึงไหลย้อนกลับจนสร้างภาพไม่น่ามองและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ให้กับห้องน้ำ

ภายในชักโครกของเรา นอกจากจะมีท่อระบายน้ำสำหรับระบายสิ่งปฏิกูลแล้ว ยังมีท่อระบายอากาศสำหรับป้องกันไม่ให้ชักโครกส่งกลิ่นเหม็นด้วย แต่หากใช้งานไม่ระวังอาจทำให้ท่อระบายอากาศนี้อุดตันได้ไม่ต่างจากปัญหาท่อระบายน้ำเลย นอกจากนั้นยังอาจมีสาเหตุมาจาก การติดตั้งท่อระบายอากาศที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำด้วย

ถังบำบัด หรือที่เรียกกันว่าบ่อเกรอะ เป็นถังสำหรับรองรับน้ำจากชักโครก สำหรับต้นตอของชักโครกกดไม่ลงซึ่งมาจากถังบำบัดนี้ อาจเป็นไปได้ว่าถังบำบัดถูกติดตั้งไว้ต่ำกว่าท่อระบายน้ำสาธารณะจนไม่สามารถระบายน้ำทิ้งออกได้ดี

ช่างที่ติดตั้งระบบน้ำในห้องน้ำส่วนใหญ่มักจะมีความรู้ และความช่ำชองกันมาพอสมควร ดังนั้นปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ระบบท่อ หรือระบบระบายน้ำ แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะคุณภาพของโถชักโครกเองก็เป็นได้ เช่น การออกแบบระบบไหลเวียนน้ำในชักโครกที่ไม่ดี ก็มีผลทำให้กดชักโครกไม่ลงได้เช่นกัน

10 วิธีแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลง ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

10 วิธีแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลง

ในเมื่อเราหาต้นตอพบแล้ว ต่อมาก็ได้เวลามากำจัดปัญหาเหล่านั้นทิ้งไป ปัญหาชักโครกกดไม่ลงมีทั้งที่แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง กับที่เป็นปัญหาใหญ่จนต้องง้อช่าง วันนี้เราได้รวบรวม 10 วิธีแก้ปัญหาแบบอยู่หมัดมาให้แล้ว

1. ปรับพฤติกรรม

ปัญหาชักโครกกดไม่ลง หรือท่อตันส่วนใหญ่แล้วมักมาจากพฤติกรรมของผู้ใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งกระดาษชำระ ผ้าอนามัย หรือการมีเส้นผมหลุดล่วงลงไปอุดตันโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากอยากแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลงในระยะยาว ผู้ใช้ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ทิ้งสิ่งที่อาจทำให้เกิดการอุดตันเสียก่อน

2. ราดน้ำ

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เหมือนกับเวลาเราใช้โถส้วมที่ต้องอาศัยการราดน้ำหลังเสร็จภารกิจแล้ว สำหรับโถชักโครกก็เช่นเดียวกัน ให้เราเตรียมน้ำใส่ถังประมาณ 10-15 ลิตร จากนั้นเทน้ำจากที่สูงจะทำให้เกิดแรงดันน้ำสูง ช่วยทลายสิ่งอุดตันในชักโครกลงไปได้

3. ลูกยางปั๊มลม 

ไอเทมนี้นับเป็นสิ่งที่มักจะมีติดไว้ในทุกบ้าน เมื่อเจอปัญหาชักโครกกดไม่ลงเมื่อไหร่ แค่หยิบเจ้านี่มาปั๊มบนชักโครกจนกว่าจะไหลลงไป แล้วกดน้ำอีกครั้ง เท่านี้ก็แก้ปัญหาได้ง่าย ๆ แล้ว

4. น้ำยาล้างจานและน้ำร้อน 

แน่นอนว่าบ้านไหน ๆ ก็ต้องมีน้ำยาล้างจานติดบ้านกันอยู่แล้ว และถือว่าเป็นไอเทมสารพัดประโยชน์ที่สามารถนำมาแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลงได้เช่นกัน เพียงแค่เทน้ำยาล้างจานทิ้งไว้ในโถชักโครกประมาณ 15-30 นาที หรือถ้าจะให้ชัวร์ แนะนำให้เทน้ำร้อนตามไปด้วย ทิ้งไว้ไม่เกิน 5 นาทีให้ลองกดชักโครกดู แต่ต้องระวังไม่บีบน้ำยาล้างจานมากเกินไป และน้ำร้อนที่ใช้ไม่ควรเป็นน้ำเดือดเพราะอาจส่งผลเสียต่อโถสุขภัณฑ์ได้

5. เบกกิ้งโซดา น้ำส้มสายชู และน้ำร้อน 

ใครที่เป็นแม่บ้านตัวจริง จะรู้ดีว่าเบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชู เป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์ครอบจักรวาลมาก ๆ ทั้งนำมาประกอบอาหารได้ และยังใช้กำจัดปัญหากวนใจในบ้านได้ด้วย อย่างเรื่องชักโครกกดไม่ลงนี้ เราสามารถใช้เบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง ตามด้วยน้ำส้มสายชูอีก 1 ถ้วยตวงเทลงไป ปล่อยทิ้งไว้สัก 2-3 นาที แล้วค่อยเทน้ำร้อนตามลงไป จากนั้นก็กดน้ำ เท่านี้ก็เรียบร้อย

6. เทปกาว 

วิธีนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าได้ผลจริง ๆ เพียงแค่นำเทปกาวหรือพลาสติกสำหรับแรปปิ้งมาห่อปิดปากโถชักโครกเอาไว้ให้สนิท เมื่อกดชักโครกแล้วจะเห็นได้ว่าเทปกาวหรือพลาสติกนูนขึ้นมา ให้เราใช้มือกดรอยนูนนั้นลงไป แรงดันอากาศจะช่วยผลักสิ่งอุดตันในท่อออก เพื่อความชัวร์แนะนำให้ทำซ้ำ สัก 1-2 ครั้ง

7. เหล็กทะลวงท่อ

เหล็กทะลวงท่อ หรือที่เรียกกันว่างูเหล็ก เป็นอุปกรณ์สำหรับแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลงโดยเฉพาะ ลักษณะเป็นสายยาว ๆ ปลายสุดจะเป็นขดสปริงที่สามารถงอได้ วิธีใช้คือให้สอดงูเหล็กนี้เข้าไปในท่อชักโครกให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นหมุนสายช้า ๆ เมื่อรู้สึกได้ว่าตัวปลายขดสปริงกระทบกับสิ่งอุดตันแล้วให้ทำการดึงสายเข้าออกจนกว่าสิ่งอุดตันจะหลุดไป

8. โซดาไฟ

สารเคมียอดนิยมสำหรับปัญหาท่ออุดตัน แต่ก่อนจะดำเนินการให้เราสวมถุงมือ รวมถึงแว่นตาให้เรียบร้อย วิธีใช้คือให้เรานำโซดาไฟผสมน้ำอุ่นแล้วเทลงไปในโถชักโครก จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เสร็จแล้วให้เทน้ำร้อนตามลงไปอีกที และกดชักโครก เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย 

9. น้ำยาล้างท่อ

หากของที่มีอยู่ในบ้านยังไม่ได้ผล เราขอแนะนำให้ใช้น้ำยาล้างท่อซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับกำจัดปัญหาท่อในชักโครกอุดตันโดยเฉพาะ โดยเฉพาะในกรณีที่มีสิ่งอุดตันในปริมาณมาก วิธีใช้ก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่เทน้ำยาลงไปแล้วปล่อยไว้สักพัก เสร็จแล้วก็กดชักโครกตามปกติ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำยาล้างท่อมีฤทธิ์เป็นกรดอย่างรุนแรง ดังนั้นก่อนใช้ต้องมีการสวมถุงมือป้องกันน้ำยากระเด็นใส่ผิวหนังด้วย

10. เลือกใช้ชักโครกที่มีคุณภาพ

ข้อนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะหากลองทำตามวิธีข้างต้นจนหมดแล้ว ปัญหาชักโครกกดไม่ลงก็ยังไม่หมดไปสักที เราขอแนะนำให้ลองเลือกซื้อชักโครกที่มีคุณภาพดีแต่แรก ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์ สุขภัณฑ์ห้องน้ำ Kudos ที่ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่แข็งแรงทนทาน มีระบบระบายน้ำที่ดี และที่สำคัญยังมอบบริการดี ๆ เช่น ติดตั้งโดยช่างที่มีความชำนาญ รวมถึงยังมีบริการหลังการขายซึ่งจะช่วยให้คำปรึกษาเราเมื่อเกิดปัญหาได้อีกด้วย

ปัญหาชักโครกกดไม่ลงถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกบ้าน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงทำได้ไม่ยาก เช่นการใช้วัสดุที่หาได้ง่าย ๆ ที่บ้านมากำจัดสิ่งอุดตันตามวิธีข้างต้น อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้เอง รวมถึงการเลือกซื้อชักโครกที่มีคุณภาพดีตั้งแต่ต้นถือว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาในระยะยาวได้อย่างดี

แนะนำอ่าน : โถสุขภัณฑ์ ส่วนสำคัญที่ต้องเลือกให้ดี!

วิธีติดตั้งชักโครกให้ปลอดภัย เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว

วิธีติดตั้งชักโครกให้ปลอดภัย เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว

หากชักโครกที่บ้านเริ่มมีอาการชำรุดหรืออุดตันบ่อย นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คงถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนชักโครกเสียใหม่ เพราะหากปล่อยไว้นานไปปัญหาจะยิ่งบานปลาย สร้างบรรยากาศหรือสุขอนามัยที่ไม่ดี ให้กับคนในบ้านของเราได้ แต่หลายคนอาจจะคิดว่านี่เป็นงานใหญ่และคงยุ่งยาก จะต้องจ้างช่างให้มาช่วยติดตั้งให้เท่านั้น แต่จริงๆแล้วเราสามารถเลือกชักโครกคุณภาพดีและติดตั้งเองได้แบบที่ใคร ๆ ก็ทำเองได้

เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์

การเปลี่ยนชักโครกเก่ามาเป็นอันใหม่ที่ดีกว่าเดิม แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะแท้จริงแล้ว เมื่อใช้ไปนานวันเข้า ชักโครกแบบเดิมอาจไม่ได้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเราเหมือนเคย เช่น มีผู้สูงอายุในบ้านเพิ่มขึ้น หรือชักโครกเก่าเกิดการชำรุดจนอาจไม่ปลอดภัยต่อคนในบ้าน แต่ก่อนที่จะเรียนรู้วิธีการติดตั้งชักโครกใหม่ เราต้องเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับถอดชักโครกเดิม และเพื่อการติดตั้งใหม่ให้พร้อมเสียก่อน ได้แก่

    • ตลับเมตร
    • ค้อนหงอน
    • ฟองน้ำและถังใส้น้ำ
    • ถุงมือยาง
    • ปะเก็นแว็กซ์ (Toilet Wax Ring) หรือ ปะเก็นยาง (Toilet Rubber Ring)
    • ขั้วต่อแบบยืดหยุ่น (เป็นบางรุ่นของสุขภัณฑ์)
    • ประแจแบบปรับได้
    • เกรียงโป๊ว
    • มีด หรือคัตเตอร์
    • ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก
    • ปูนซีเมนต์ขาว
    • ซิลิโคนยาแนว (แนะนำเป็นแบบกันเชื้อรา)
วิธีติดตั้งชักโครกให้ปลอดภัย เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว

จัดการถอดชักโครกเดิม!!

1. ปิดวาล์วน้ำ

ก่อนจะถอดชักโครกเดิมออก ห้ามลืมปิดวาล์วน้ำเด็ดขาด ปิดโดยหมุนวาล์วตามเข็มนาฬิกา หรือหมุนไปทางขวาเพื่อเป็นการปิดน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่ถังพักน้ำชักโครก

2. วัดตำแหน่งที่ตั้งของชักโครก

ก่อนที่จะถอดชักโครกเดิมออก เราควรใช้ตลับเมตรมาวัดระยะห่างท่อน้ำทิ้ง ของโถชักโครกเดิมกับผนังก่อนว่าชักโครกใหม่จะนำมาใส่แทนที่ได้พอดีหรือไม่ ปกติแล้วระยะห่างมาตรฐานที่ใช้ได้กับชักโครกแทบทุกประเภทคือประมาณ 30-30.5 เซนติเมตร แต่หากของเดิมอยู่ไกลกว่านี้ อาจจะต้องดูชักโครกใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือมีไซส์พิเศษ

3. กำจัดน้ำออกจากถังพักน้ำชักโครก

เปิดฝาถังพักน้ำด้านหลังขึ้น และกดที่กดชักโครกลงให้น้ำไหลออกจากถังให้ได้มากที่สุด

4. ทำความสะอาดถังพักน้ำ

ขั้นตอนนี้เราจะสวมถุงมือยาง และใช้ฟองน้ำซับน้ำที่ยังเหลืออยู่ในถังพักน้ำออกจนหมด ขั้นตอนคือกดฟองน้ำเพื่อซับน้ำและนำไปบีบน้ำออกใส่ถังที่เตรียมไว้ ทำซ้ำไปจนไม่เหลือน้ำในถังพักน้ำเพื่อความสะอาดเวลาที่ยกชักโครกออก

5. ถอดขั้วต่อออก

ที่ด้านหลังของชักโครกจะมีสายซึ่งต่อกับท่อสำหรับจ่ายน้ำ วิธีคือใช้ประแจหมุนตรงขั้วต่อแบบทวนเข็มนาฬิกา ขั้นตอนนี้อาจหาผ้าหรือถังมารองน้ำขณะถอด เพราะบริเวณนี้อาจยังมีน้ำขังอยู่

6. ถอดนอตชักโครก

ต่อมาให้มองหานอตบริเวณฐานของชักโครก ปกติแล้วจะมีฝาครอบนอตครอบอยู่ ให้นำออกแล้วใช้ประแจคลายนอตโดยหมุนตามทิศทวนเข็มนาฬิกา นำนอตออกให้หมด รวมถึงแหวนรองโลหะ และแหวนรองพลาสติกด้วย

7. ทำลายปูนยาแนวออก

รอบ ๆ ฐานของชักโครกจะมีปูนยาแนวคอยยึดตัวชักโครกกับพื้นเอาไว้ ให้ใช้มีดหรือคัตเตอร์กะเทาะยาแนวออกให้หมดเพื่อให้ยกชักโครกออกมาได้ง่าย เสร็จแล้วก็ล้างทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อย

8. กำจัดปะเก็นแว็กซ์เดิม

เมื่อยกชักโครกออกไปแล้ว เราจะเห็นปะเก็นแว็กซ์ซึ่งมีลักษณะเป็นยางรูปวงแหวน ใช้ติดใต้ชักโครกเพื่อป้องกันกลิ่นย้อนจากท่อ วิธีเอาออกคือใช้เกรียงโป๊วแซะปะเก็นแว็กซ์ขึ้นมาแล้วนำไปทิ้งโดยห่อกระดาษให้เรียบร้อย ระวังโดนผิวหนังเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

9. ถอดสลักเกลียวเก่าและเปลี่ยนเป็นอันใหม่

ชักโครกใหม่มักมาพร้อมกับสลักเกลียวอันใหม่ด้วย ให้ใช้ประแจขันนอตอันเก่าออก และเปลี่ยนใส่อันใหม่เข้าไปแทนที่

วิธีติดตั้งชักโครกให้ปลอดภัย เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว

วิธีติดตั้งชักโครกใหม่

เมื่อถอดชักโครกเก่าออกไป และทำความสะอาดพื้นที่ตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว ต่อมาก็ได้เวลาติดตั้งชักโครกใหม่กันแล้ว สำหรับการติดตั้งโถชักโครก แบ่งได้เป็นแบบที่ใช้และไม่ใช้ปูนขาว ซึ่งมีวิธีติดตั้งชักโครกทำได้ดังนี้

1. การติดตั้งแบบที่ใช้ปูนซิเมนต์ขาว

  • วัดตำแหน่งเทปูน : ปกติแล้วชักโครกใหม่มักมาพร้อมกระดาษแข็งซึ่งทำเป็นรูปฐานชักโครกเอาไว้วัดขนาดและตำแหน่งการติดตั้งให้พอดี หรือหากไม่มี ให้ลองนำชักโครกมาวางตั้งดู จากนั้นใช้ดินสอวาดเส้นรอบฐานเพื่อใช้เป็นตำแหน่งเทปูน
  • เทปูน : ให้นำเกรียงจุ่มปูนขาว แล้วนำมาก่อตามเส้นที่วาดเอาไว้ โดยอาจก่อให้กว้างกว่าขอบเล็กน้อย
  • ติดปะเก็นแว็กซ์ที่ฐานชักโครก : นำปะเก็นแว็กซ์อันใหม่มาติดบริเวณใต้ฐานชักโครกก่อนนำไปติดตั้ง
  • วางชักโครกลงบนปูนและสลักเกลียว : นำชักโครกใหม่วางลงบนปูนที่เทไว้ให้เรียบร้อย และต้องกะให้พอดีกับตำแหน่งท่อน้ำทิ้ง ยึดฐานให้แน่นโดยการกดตัวชักโครกลงไป ปรับระดับไม่ให้เอียง
  • แต่งยาแนวให้สวยงาม : ใช้นิ้วมือเกลี่ยปูนให้สวยงาม และปล่อยให้แห้ง จากนั้นค่อยใช้ฟองน้ำมาเช็ดบริเวณรอบ ๆ เพื่อจัดการคราบส่วนเกิน
  • ขันนอตสลักเกลียว : ใช้ประแจขันนอตตรงสลักเกลียวที่ฐานให้แน่นพอดีเพื่อไม่ให้ฐานเคลื่อนที่ แต่ไม่ควรขันแน่นมากจนเกินไป
  • ติดตั้งส่วนประกอบอื่น ๆ : นำส่วนประกอบอื่น ๆ ของชักโครกมาติดตั้ง เช่น ตัวถังพักน้ำชักโครก ติดตั้งขั้วต่อให้เรียบร้อย เปิดวาล์วน้ำเพื่อเติมน้ำเข้าสู่ถัง

2. การติดตั้งแบบไม่ใช้ปูนซิเมนต์ขาว

ขั้นตอนส่วนใหญ่จะคล้ายกับแบบที่ใช้ปูนขาว แต่ต่างกันตรงที่วิธีติดตั้งชักโครกแบบนี้จะใช้การยึดกับสลักเกลียวเท่านั้น และยิงซิลิโคนที่ฐานเล็กน้อยเพื่อความมั่นคงของชักโครก

  • ติดปะเก็นแว็กซ์ที่ฐานชักโครก 
  • ติดตั้งชักโครกบนสลักเกลียว 
  • ขันนอตสลักเกลียว
  • ติดตั้งส่วนประกอบอื่น ๆ 
  • ยิงซิลิโคนยาแนวที่ฐาน เพื่อเป็นการยึดฐานชักโครกกับพื้นห้องน้ำให้มั่นคง ใช้ซิลิโคนยาแนวยิงบริเวณรอบ ๆ ฐาน จากนั้นเกลี่ยให้สวยงาม

ข้อควรระวังในการติดตั้งชักโครก

แม้ว่าการติดตั้งชักโครกนั้นไม่ได้ถือเป็นเรื่องที่ยากจนเกินไป แต่หากพลาดไปนิดเดียวก็อาจทำให้ต้องเสียเวลาได้เหมือนกัน ข้อควรระวังในการติดตั้งชักโครกด้วยตัวเองมีดังนี้

  • วัดระยะห่างของท่อน้ำทิ้งให้ดีก่อนซื้อชักโครกใหม่ 

ระยะมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 30-30.5 เซนติเมตรก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าได้กับชักโครกทุกยี่ห้อ ดังนั้น ก่อนซื้อชักโครกใหม่ ควรวัดระยะให้แน่ใจก่อน หากชักโครกติดตั้งไม่ตรงกับท่อ อาจทำให้เกิดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ไหลย้อนกลับเข้ามาในห้องน้ำได้ 

  • ผสมปูนขาวในอัตราส่วนที่พอดี

ควรผสมปูนขาวในอัตราส่วนตามที่แนะนำไว้บนบรรจุภัณฑ์ เพราะหากผสมเหลวเกินไปจะทำให้ไม่สามารถยึดเกาะตัวชักโครกได้

  • ระวังเรื่องการติดตั้งปะเก็นแว็กซ์

เมื่อติดตั้งปะเก็นแว็กซ์ไปครั้งนึงแล้วจะไม่สามารถถอดเพื่อใช้ใหม่ได้อีก นั่นเท่ากับว่า หากมีการติดตั้งผิดพลาด จะต้องถอดปะเก็นแว็กซ์นั้นออกแล้วทิ้งไปทันที ดังนั้นการติดตั้งควรจะมั่นใจจริง ๆ และควรซื้อปะเก็นแว็กซ์สำรองไว้ด้วย

  • ไม่ควรขันนอตสลักเกลียวแน่นเกินไป

แน่นอนว่าเราควรขันนอตบริเวณฐานให้แน่นเพื่อไม่ให้ชักโครกเคลื่อนที่ได้ แต่การขันแน่นเกินไปอาจทำให้ตัวฐานชักโครกเกิดรอยร้าวจนชำรุดได้

  • ทดสอบการรั่วซึม

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ควรตรวจสอบดูว่ามีน้ำรั่วซึมจากจุดไหนหรือไม่ โดยการทดลองกดน้ำดูหลาย ๆ ครั้ง หากพบว่ามีน้ำรั่วซึม ให้ลองตรวจสอบดูที่บริเวณข้อต่อ หรืออาจขันนอตบริเวณฐานให้แน่นขึ้น แต่ถ้าหากยังคงมีน้ำรั่วอยู่ อาจจะต้องถอดชักโครกออกมาและเช็กที่ปะเก็นแว็กซ์ให้ดีว่าติดตั้งได้แน่นพอหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการติดตั้งชักโครกที่เราสามารถติดตั้งเองได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องง้อช่าง แต่หากใครยังคงไม่มั่นใจ และต้องการให้ผู้ที่เชี่ยวชาญมาติดตั้งให้มากกว่า แนะนำให้มองหา และพิจารณาสุขภัณฑ์ ที่มีบริการติดตั้งให้จะดีที่สุด อย่างเช่นสุขภัณฑ์ของ Kudos เพราะนอกจากเราจะไม่ต้องเปลืองแรงแล้ว ยังได้ความมั่นใจว่าทั้งชักโครกและขั้นตอนการติดตั้งจะมีคุณภาพจริง ๆ อีกทั้งยังมีบริการหลังการขายคอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาอย่างดีด้วย

สายฉีดชำระ เลือกซื้ออย่างไร ให้สายน้ำไหลแรงแต่นุ่มละมุน

สายฉีดชำระ เลือกซื้ออย่างไร ให้สายน้ำไหลแรงแต่นุ่มละมุน

สุขภัณฑ์ที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องมีในห้องน้ำนั้น นอกจากชักโครก ฝักบัวอาบน้ำ หรืออ่างล้างหน้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์เล็ก ๆ อีกอย่างหนึ่งที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นคือ “สายฉีดชำระ” แม้เมื่อลองเทียบกับสิ่งอื่นในห้องน้ำแล้ว สายฉีดชำระดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความสำคัญเท่า แต่เชื่อเลยว่าหากให้เลือกระหว่างห้องน้ำที่มีเพียงแค่กระดาษชำระ กับห้องน้ำที่มีสายฉีดชำระให้ หลายคนคงถูกใจห้องน้ำแบบหลังมากกว่าแน่นอน

แต่ในความถูกใจ เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเจอปัญหาสายฉีดชำระที่มีแรงดันน้ำสูงเกินไปแน่ ๆ เลยใช่ไหมหล่ะ ดังนั้นบทความในวันนี้ เราจึงมีเคล็ดลับสำหรับการเลือกสายฉีดชำระดี ๆ ทั้งด้านคุณภาพ และการใช้งานที่ตอบโจทย์มาฝากกัน

ปัญหาที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับสายฉีดชำระ

แต่ก่อนที่จะไปเลือกสายฉีดชำระที่ตอบโจทย์ เราควรมาศึกษากันก่อนว่าปัญหาเกี่ยวกับสายฉีดชำระที่เรามักพบเจอ มีอะไรบ้าง

  • ไม่ทนทาน

สายฉีดชำระบางยี่ห้อ ตอนแรก ๆ ก็ใช้ดีอยู่หรอก แต่นานวันเข้า สายยางส่งน้ำหรือหัวสายฉีดชำระก็เริ่มแตก ส่วนของก้านกดก็หักจนใช้งานไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสายฉีดชำระที่ใช้อยู่ อาจทำจากวัสดุที่ไม่มีคุณภาพ หรือเป็นวัสดุที่มีความคงทนต่ำ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ ก็คงต้องดูพฤติกรรมของผู้ใช้งานร่วมด้วย เช่น มักนำหัวสายฉีดชำระไปกระแทกกับอะไรแรง ๆ หรือไม่ หรือมักปล่อยให้ท่อสายส่งน้ำ งอจนแตกอยู่บ่อย ๆ หรือเปล่า

  • น้ำรั่ว

บางทีอาจเจอปัญหาที่ว่ามีน้ำรั่ว น้ำซึม ไหลออกจากหัวสายฉีดชำระตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ ซึ่งสร้างความกวนใจเป็นอย่างมาก ทั้งทำให้ห้องน้ำดูไม่สะอาด แล้วยังทำให้เปลืองน้ำอีก หลัก ๆ แล้วสาเหตุนี้มักมาจากสายฉีดชำระไม่สามารถรับแรงดันน้ำสูง ๆ ได้ หรือมาจากการไม่ได้ติดตั้งวาล์วเปิดปิดน้ำ ที่สามารถปรับแรงดันน้ำได้ซึ่งเรียกว่า สต๊อปวาล์ว (Stop Valve) หรืออาจมีสาเหตุมาจากส่วนประกอบภายในหัวสายฉีดเกิดการชำรุด เช่น ยางโอริงขาด ซึ่งเป็นอุปกรณ์เอาไว้กันรั่วซึม เป็นต้น

  • ระดับความแรงน้ำไม่พอดี

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาหนักอกสำหรับผู้ใช้งาน เพราะบางทีก็เจอสายฉีดชำระที่เบาเกินไป หรือแรงเกินไปก็มี ปัญหานี้อาจเกิดมาจากการที่เราไม่ได้ติดตั้ง สต๊อปวาล์ว (Stop Valve) ทำให้มีระดับแรงดันน้ำไม่พอดี ซึ่งหากติดตั้งแล้ว เราจะสามารถมาปรับความแรงน้ำจากตรงนี้ได้

ส่วนประกอบของสายฉีดชำระ

ส่วนประกอบของสายฉีดชำระ

สายฉีดชำระเป็นไอเทมเล็ก ๆ ในห้องน้ำก็จริง แต่ก็มีความสำคัญชนิดที่ว่าขาดไปไม่ได้ ดังนั้นเราจึงควรเลือกสายฉีดชำระที่มีคุณภาพเพื่อให้ใช้งานได้นาน ๆ และตอบโจทย์เรามากที่สุด แต่การจะเลือกสายฉีดชำระดี ๆ ได้สักอัน ก็จำเป็นต้องทราบส่วนประกอบกันก่อน

1. หัวฉีดชำระ : ส่วนนี้นับเป็นหัวใจสำคัญสำหรับสายฉีดชำระ หลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งตามวัสดุที่ใช้ได้เป็น 3 ประเภท

  • ทองเหลือง

แบบนี้มักเป็นที่นิยม เพราะมีความสวยงาม ดูหรูหรา อีกทั้งยังแข็งแรงคงทน ไม่เป็นสนิมได้ง่าย แต่ข้อเสียคือราคาจะสูงกว่าแบบอื่น

  • หัวสเตนเลส

วัสดุจากสเตนเลสให้ความคงทนเช่นเดียวกับแบบโครเมียม แต่สิ่งที่ต่างกันและนับเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งก็คือจะเป็นสนิมได้ง่าย ดังนั้นจึงอาจต้องเปลี่ยนเมื่อมีสนิมเกิดขึ้น เพื่อสุขอนามัยที่ดี

  • หัวพลาสติก

หัวสายฉีดชำระประเภทนี้จะมีน้ำหนักเบา และราคาย่อมเยากว่าสองแบบแรก อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่วัสดุทำจากพลาสติก เมื่อใช้ไปนาน ๆ จึงแตกหักได้ง่าย ไม่คงทน

  • หัวพลาสติกชุบโครเมียม (Acrylonitrile Butadiene Styrene: ABS) 

เป็นการนำเทอร์โมพลาสติกมาชุบเคลือบด้วยโครเมียม ทำให้ได้หัวสายฉีดชำระที่มีความทนทาน ทนกระแทกได้ดี ขณะเดียวกันก็ดูสวยงามหรูหรา ไม่เป็นสนิม

2. หัวกดสายฉีดชำระ : เป็นตัวเปิดปิดน้ำเมื่อเราต้องการใช้งาน หลัก ๆ แบ่งได้เป็น 2 แบบ

  • แบบก้านกด 

เป็นหัวกดที่เราพบได้ทั่วไปสำหรับสายฉีดชำระ ข้อดีคือให้ความสะดวกสบายในการใช้งาน ควบคุมปริมาณน้ำได้ แต่ขณะเดียวกัน หากใช้วัสดุไม่ดีก็อาจแตกหักได้ง่าย

  • แบบปุ่มกด

ลักษณะเป็นปุ่มกดให้น้ำไหลออกมาทีเดียว ข้อดีคือเราไม่ต้องกดตลอดเวลา ทำให้น้ำไหลออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ดูสวยงาม หมดข้อกังวลเรื่องก้านกดหัก ข้อเสียคือเราอาจไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำที่ออกมาได้ 

3. ข้อต่อส่วนบน : เป็นข้อต่อที่เชื่อมส่วนหัวกับสายฉีดเข้าด้วยกัน โดยทั่วไปแล้วมักจะมีให้มาเป็นชุดกับส่วนอื่น ๆ แต่บางครั้งวัสดุของข้อต่อที่แถมมาอาจไม่ได้คงทนนัก ดังนั้นจึงอาจเกิดการแตกหักได้ง่าย วิธีแก้ก็คือหาซื้อข้อต่อมาเปลี่ยนใหม่

4. สายหัวฉีดชำระ : สายฉีดเองก็มีหลากหลายประเภทให้เลือกเช่นกันตามความต้องการในการใช้งาน แบ่งได้หลัก ๆ ดังนี้

  • สายพลาสติก หรือสายยาง PVC

ลักษณะเป็นเหมือนสายยางขนาดเล็ก ข้อดีคือมีราคาย่อมเยา ทนแรงดันน้ำได้ดี และไม่เป็นสนิม แต่ข้อเสียคือความยืดหยุ่นมีน้อยทำให้สายอาจแตกหักได้ง่ายหากไม่ดูแลให้ดี

  • สายโลหะถัก

ลักษณะเป็นสายสีเงินทำจากโลหะ ข้อดีคือมีความยืดหยุ่นดีที่สำคัญยังให้ความหรูหราสวยงามอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือ หากไม่เลือกโลหะที่เป็นโครเมียม เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจมีสนิมเกิดขึ้นได้ และยังมีราคาแพงกว่าแบบแรกอีกด้วย

5. สต๊อปวาล์ว (Stop Valve) : อย่างที่อธิบายไปแล้วว่าสต๊อปวาล์วนี้จะเป็นตัวเปิดปิดน้ำให้เข้ามาสู่ชักโครกหรือสายฉีดชำระ ทั้งยังช่วยควบคุมแรงดันไม่ให้น้ำแรงเกินไป ดังนั้นส่วนนี้จึงมีความสำคัญมากไม่แพ้กับส่วนด้านบนเลย

เลือกสายฉีดชำระอย่างไรให้น้ำไหลแรงแต่นุ่มละมุน

เลือกสายฉีดชำระอย่างไรให้น้ำไหลแรงแต่นุ่มละมุน

เมื่อศึกษาข้อดีและข้อเสียของสายฉีดชำระแต่ละแบบไปแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลามาเลือกสายฉีดชำระกันสักที เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงต้องการสายฉีดชำระที่ให้น้ำแรง แต่ขณะเดียวกันก็ต้อง นุ่มละมุนไม่ทำร้ายผิว ฉีดแล้วไม่เจ็บ ดังนั้นเราจึงมีเคล็ดลับดี ๆ เพื่อตามหาสายฉีดชำระที่ใช่ของทุกคน

1. สามารถรับแรงดันน้ำได้ดี

สายฉีดชำระจะปล่อยน้ำให้ไหลแรงออกมาได้ก็ต้องเริ่มจากมีแรงดันน้ำที่ดีก่อน หากเรามีวาล์วเปิดปิดน้ำที่ปล่อยน้ำแรงดันสูงมาได้แล้ว แต่สายฉีดชำระกลับไม่สามารถรับแรงดันได้ดีพอ ก็อาจทำให้หัวฉีดชำระ หรือส่วนหัวของสายฉีดเกิดการชำรุดจนใช้งานไม่ได้ ปกติแล้วตามบ้านพักอาศัยทั่วไปควรใช้สายฉีดชำระที่รับแรงดันน้ำได้ตั้งแต่ 1.5 บาร์ขึ้นไป และควรรับได้สูงสุดถึง 4.0 บาร์

Building Types

Water Pressure (bar)

Residential Home

1.5 – 3.5

Residential Home (Shower Installed)

2.0 – 3.5

Apartment

1.5 – 3.5

Condominium

1.5 – 3.5

Luxury Condominium

2.0 – 4.0

Office Building/Rental space

1.5 – 3.5

Hotel

2.0 – 4.0

Factory

1.5 – 4.0

สายฉีดชำระจะปล่อยน้ำให้ไหลแรงออกมาได้ก็ต้องเริ่มจากมีแรงดันน้ำที่ดี หากเรามีวาล์วเปิดปิดน้ำที่ปล่อยน้ำแรงดันสูงได้แล้ว แต่สายฉีดชำระกลับไม่สามารถรับแรงดันได้ดีพอ ก็อาจทำให้สายฉีดเกิดการชำรุดจนใช้งานไม่ได้ ปกติแล้วตามบ้านพักอาศัยทั่วไปควรใช้สายฉีดชำระที่รับแรงดันน้ำได้ตั้งแต่ 1.5 บาร์ขึ้นไป และควรรับได้สูงสุดถึง 4.0 บาร์

2. วัสดุแข็งแรงทนทาน

เมื่อรับแรงดันน้ำได้ดีแล้ว แน่นอนว่าวัสดุของสายฉีดชำระก็ต้องตอบโจทย์ด้วย เช่น ควรใช้สายฉีดที่มีวัสดุทำจากโครเมียม หรือ ABS ซึ่งมีความทนทานดี รับน้ำแรงดันสูงได้ และไม่เกิดสนิม เพื่อให้น้ำไหลแรงอย่างมีคุณภาพ ทั้งยังใช้ได้ยาวนานอีกด้วย

3. หัวกดน้ำที่ช่วยให้น้ำไหลอย่างต่อเนื่อง

หลายคนอาจเคยเจอปัญหา เวลากดน้ำจากสายฉีดชำระแล้ว น้ำไหลออกมาไม่ต่อเนื่องจนทำให้รู้สึกหงุดหงิด ดังนั้นอาจจะต้องลองเลือกสายฉีดชำระที่มีหัวกดให้น้ำไหลออกมาได้แบบไม่ติดขัด เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน

4. รูน้ำที่ช่วยให้น้ำไหลอย่างนุ่มละมุน

หากเน้นเลือกแค่ว่าสายฉีดชำระต้องรับน้ำแรงดันสูง ๆ เท่านั้น แต่มองข้ามเรื่องรูปล่อยน้ำว่าต้องดีไซน์ให้สามารถรองรับ และปล่อยน้ำออกมาได้อย่างเหมาะสมไป ปัญหาที่อาจตามมาก็คือ น้ำที่ถูกปล่อยออกมาอาจจะแรงมากจนทำร้ายผิวของเราได้ ทุกคนเคยมรประสบการณ์ว่าฉีดชำระเเล้วรู้สึกเจ็บ รู้สึกสะดุ้งกันหรือเปล่า นั่นอาจเป็นเพราะสายฉีดชำระมีรูปล่อยน้ำที่ไม่รองรับกับเเรงดันน้ำก็เป็นได้ ดังนั้นเราควรพิจารณาการออกแบบรู ของหัวสายฉีดชำระด้วยว่ามีคุณสมบัติช่วยให้น้ำไหลแรง แต่นุ่มละมุนหรือไม่

สายฉีดชำระ แม้จะเป็นเพียงอุปกรณ์เล็ก ๆ ในห้องน้ำ แต่ก็มีความสำคัญและช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเราควรใส่ใจเลือกสายฉีดชำระที่ใช่ของตัวเอง โดยต้องคำนึงถึงวัสดุที่คงทนแข็งแรง รองรับแรงดันน้ำได้ดีเพื่อให้น้ำไหลแรง แต่ในขณะเดียวกันน้ำที่ไหลออกมาก็ควรมีความนุ่มละมุนไม่ทำร้ายผิว อย่าง สายฉีดชำระของ Kudos ที่คำนึงถึงปัจจัยและคุณสมบัติต่างๆ ที่สายฉีดชำระซักอันควรมี โดยมาพร้อมดีไซน์ทันสมัย สวยงาม ใช้วัสดุ ABS ที่แข็งแรงทนทาน ใช้ระบบปุ่มกดเปิดปิดน้ำแทนก้านกด รองรับแรงดันน้ำได้มากถึง 5.0 บาร์ บวกกับมีหัวสายฉีดแบบ GENTLE FLOW ให้สายน้ำไหลสม่ำเสมอ ให้สัมผัสที่นุ่มละมุน ทั้งยังช่วยประหยัดน้ำได้อีกด้วย

10 ต้นไม้ปลูกในห้องนอนได้ ทั้งสวยงาม และช่วยให้สุขภาพดี

10 ต้นไม้ปลูกในห้องนอนได้ ทั้งสวยงาม และช่วยให้สุขภาพดี

ห้องนอน พื้นที่ที่เงียบสงบที่เป็นดั่งสวรรค์ในการชาร์จพลังให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ห้องนอนที่ดี ควรจะเป็นห้องนอนที่เราสามารถพักผ่อนได้ หลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน นอกจากเตียงนอนที่จะช่วยให้เราได้นอนหลับอย่างสบายยิ่งขึ้นแล้ว องค์ประกอบอื่น ๆ ที่แวดล้อมอยู่ในห้องนอน ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน สิ่งที่จะทำให้บรรยากาศสดชื่น ร่มเย็น และผ่อนคลายมากขึ้น ก็คือความเขียวขจีของต้นไม้นั่นเอง

แต่ทั้งนี้ ยังมีความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า การปลูกต้นไม้ในห้องนั้นไม่ดี และหลายคนก็ยังคงคิดแบบนั้น เพราะจากที่เราได้เรียนกันตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า โดยปกตินั้น ต้นไม้จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อทำการสังเคราะห์ด้วยแสง และปล่อยก๊าซออกซิเจนในช่วงเวลากลางวัน ส่วนช่วงเวลากลางคืน อันเป็นช่วงเวลาที่คนเราก็กำลังหลับใหล ต้นไม้จะหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าไป และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ด้วยหลักการของต้นไม้เหล่านี้ จึงทำให้ ต้นไม้ปลูกในห้องนอนที่ดูเป็นมิตรก็กลายเป็นตัวร้ายในการแย่งอากาศบริสุทธิ์จากเราไปทันที จึงทำให้ใครหลายคนยังคงมีความกังวลอย่างมากในการตัดสินใจปลูกต้นไม้สักต้นในห้องนอน เพราะคิดว่าต้นไม้เหล่านี้ จะทำลายสุขภาพของคุณระหว่างกำลังนอนหลับนั่นเอง

CAM Plant ต้นไม้ปลูกในห้องนอนได้

“ในตอนกลางคืน ต้นไม้ปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาน้อยมาก เมื่อเทียบกับคน หรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน จึงถือว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หากจะปลูกต้นไม้ไว้ในห้องนอน”

แต่หากยังมีความกังวลอยู่ ต้นไม้บางชนิด ไม่ได้ใช้หลักการสังเคราะห์ด้วยแสงในตอนกลางวัน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนกลางคืนเสมอไป เรามาลองมาทำความรู้จักกับ ต้นไม้กลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่า “CAM Plant” กันดีกว่า CAM Plant เป็นต้นไม้กลางคืน หรือต้นไม้อวบน้ำ ที่สามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตอนกลางคืนได้  ใครที่กำลังมองหา ต้นไม้มงคล ต้นไม้ปลูกในห้องนอน  CAM Plant  ก็สามารถเป็นตัวเลือกที่ทำให้คุณตัดสินใจปลูกต้นไม้ในห้องได้ง่ายขึ้นทันทีแบบไม่ต้องรีรอ

CAM Plant ต้นไม้ปลูกในห้องนอนได้

” CAM Plant หรือ Crassulacean Acid Metabolism “ คือ ต้นไม้กลางคืนที่มีคุณสมบัติในการเผาผลาญกรด Crassulacean เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่แห้งแล้งได้ โดยต้นไม้กลุ่มนี้ จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ปากใบในช่วงเวลากลางคืน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวจะถูกแปลงเป็นกรดอินทรีย์ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาในช่วงเวลากลางวันเมื่อปิดปากใบ ต้นไม้กลุ่ม CAM หรือต้นไม้อวบน้ำมักจะมีลักษณะเฉพาะตัว หรือที่เรียกว่า ต้นไม้อวบน้ำ เช่น มักจะมีใบหนา มีจำนวนใบลดลง ปากใบมักจะจมอยู่ในดินเพื่อลดการคายน้ำในช่วงสภาวะที่มีความแห้งแล้ง ดังนั้น ต้นไม้ปลูกในห้องนอนกลุ่ม CAM จึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่แห้งแล้งได้เป็นอย่างดี และไม่ต้องรดน้ำมากนัก เช่น กล้วยไม้ กระบองเพชร ต้นหยก เป็นต้น

ดังนั้น หากต้องการปลูกต้นไม้ในห้องนอนสักต้น ควรจะคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้

  • ประการแรกเลยก็คือ ต้องเป็นต้นไม้ที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนกลางคืนได้ และไม่แย่งออกซิเจนในการหายใจของผู้ที่พักอาศัย อย่างต้นไม้กลุ่ม CAM Plant ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็ถือว่าตอบโจทย์ข้อนี้ได้อย่างดีเลยทีเดียว
  • ประการที่สอง ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกในห้อง ต้องเป็นต้นไม้เลี้ยงง่าย ไม่ต้องใช้แดดจัด ๆ มากนัก สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม เนื่องจากในห้องนอน เป็นพื้นที่แห่งการนอน จึงมักจะเป็นพื้นที่ที่แสงไม่ค่อยเข้าถึง หากเลือกต้นไม้ที่ต้องได้รับแสงแดดจัด ๆ ทั้งวัน อาจทำให้ต้นไม้มีใบซีดเพราะขาดแสง
  • ประการสุดท้าย เลือกต้นไม้ที่ไม่ต้องการ การดูแลมากมายนัก หลังจากวันที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน หากต้องใช้เวลามากในการดูแลต้นไม้ ก็อาจทำให้เวลาพักผ่อนลดน้อยลงไปอีก หากเลี้ยงต้นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ง่าย โตง่าย เพียงแค่รดน้ำ หรือให้น้ำอย่างเพียงพอ ก็ทำให้ต้นไม้ในห้องนอนของคุณสวยงามตลอดทั้งปี

ต้นไม้ปลูกในห้องนอนได้ ทั้งสวยงามและช่วยให้สุขภาพดี

10 ต้นไม้ที่ควรปลูกในห้องนอน ที่นอกจากจะช่วยเสริมให้ห้องนอนของคุณมีความสวยงามแล้วนั้น ต้นไม้ปลูกในห้องนอนยังช่วยให้คุณมีอากาศบริสุทธิ์ในการหายใจและนอนหลับสบาย มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เพียงเลือกต้นไม้ที่ถูกชนิด ถูกสายพันธุ์ ดังนี้

Cactus

ต้นไม้ตระกูลกระบองเพชร หรือ Cactus มีลักษณะอวบน้ำ สามารถเก็บน้ำไว้ได้ดี

ต้นไม้ตระกูลกระบองเพชร หรือ Cactus เป็นต้นไม้ในกลุ่ม CAM Plant มีลักษณะอวบน้ำ สามารถเก็บน้ำไว้ได้ดี เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่เติบโตในพื้นที่แห้งแล้ง และประสบปัญหาขาดน้ำ ต้นแคคตัสจึงมีการปิดปากใบในเวลากลางวัน และเปิดปากใบในเวลากลางคืน เพื่อลดการสูญเสียน้ำออกไปกับการคายน้ำนั่นเอง ต้นแคคตัสจึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในการปลูกไว้ในบ้าน หรือในห้องนอน เพราะนอกจากจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว เจ้าต้นแคคตัสยังมีหลากหลายสายพันธ์ุ ที่แต่ละสายพันธุ์มีรูปร่างลักษณะเฉพาะตัว จึงมีความสวยงาม และสามารถใช้ตกแต่งบนโต๊ะ หรือบนชั้นวางในห้องนอนได้อย่างลงตัว แต่ทั้งนี้ ก็มีข้อควรระวังในการเลี้ยงแคคตัส คือควรจะให้ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ และไม่รดน้ำมากจนเกินไป จึงจะทำให้ต้นแคคตัสเจริญเติบโตได้ดี และแตกหน่อออกมาได้อย่างสวยงาม

Jade Plant

ต้นกุหลาบหิน และต้นใบเงิน หรือ Jade Plant มีลักษณะของใบจะค่อนข้างอวบ

ต้นกุหลาบหิน และต้นใบเงิน หรือ Jade Plant ต้นไม้กลุ่มนี้ก็ยังคงเป็นต้นไม้กลุ่ม ต้นไม้ปลูกในห้องนอน CAM Plant เช่นกัน ลักษณะของใบจะค่อนข้างอวบ และมีน้ำกักเก็บสะสมอยู่เยอะ เหมาะสำหรับการตกแต่งบนโต๊ะ หรือชั้นวางเช่นเดียวกับกระบองเพชร ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยให้อากาศในห้องบริสุทธิ์และถ่ายเทได้สะดวกมากยิ่งขึ้นได้เช่นเดียวกัน

Aloe Vera

ว่านหางจระเข้ หรือ Aloe Vera อีกหนึ่งต้นไม้อวบน้ำที่นิยมปลูกคู่บ้านเรือนในไทย

ว่านหางจระเข้ หรือ Aloe Vera อีกหนึ่งต้นไม้อวบน้ำที่นิยมปลูกคู่บ้านเรือนในไทย ด้วยสรรพคุณที่มีความเย็น ช่วยลดอาการบวม และสามารถสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแม้กระทั่งผิวไหม้แดดได้อย่างดีเยี่ยม หลายครั้งจึงเห็นผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้ที่ผลิตออกมาเป็นกระปุกให้ใช้งานเพื่อลดอาการแสบไหม้ได้ทั่วไปในท้องตลาดอย่างมากมาย นอกจากนี้ ว่างหางจระเข้ ยังเป็นต้นไม้กลุ่ม CAM ที่คายออกซิเจนตอนกลางคืนและยังมีคุณสมบัติในการดูดซับฟอร์มัลดีไฮด์ที่ความเข้มข้นต่ำได้ดี สามารถปลูกไว้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย

Snake Plant

ต้นลิ้นมังกร หรือ Snake Plant เป็นพืชกลุ่ม CAM ที่มีลักษณะเป็นกาบ มีใบแข็งรูปร่างเหมือนลิ้นงู

ต้นลิ้นมังกร หรือ Snake Plant เป็นพืชกลุ่ม CAM ที่ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน เพราะต้นลิ้นมังกรจะมีลักษณะเป็นกาบ มีใบแข็งรูปร่างเหมือนลิ้นงู และมีลวดลาย และสีสันของใบที่แตกต่างกัน ด้วยความสูงของต้นที่กำลังพอดี จึงทำให้สามารถนำไปจัดวาง หรือตกแต่งในห้องนอนได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการวางไว้บนโต๊ะ หรือวางไว้บนพื้นข้างเตียงก็สวยงามเก๋ไก๋ไปอีกแบบ นอกจากนี้ ลิ้นมังกรยังเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย สามารถเติบโตได้หลายปีโดยไม่ต้องเปลี่ยนกระถาง แค่รดน้ำทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ มีรูระบายน้ำที่เพียงพอ มีแสงส่องถึง เท่านี้ก็สามารถเติบโตได้เเล้ว  จึงเป็นอีกต้นไม้ที่เหมาะจะนำมาตั้งไว้ในห้องนอนเพื่อช่วยฟอกอากาศ และช่วยดูดซับสารพิษด้อีกทางด้วย

Orchid

ต้นกล้วยไม้ หรือ Orchid เป็นต้นไม้ หรือดอกไม้ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม มีคุณสมบัติในการฟอกอากาศ

ต้นกล้วยไม้ หรือ Orchid เป็นต้นไม้ หรือดอกไม้ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม แต่นอกจากความสวยงามแล้ว ต้นกล้วยไม้ ยังมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด เพราะกล้วยไม้คือต้นไม้อีกหนึ่งชนิดในกลุ่ม CAM Plant ดังนั้น คุณสมบัติในการฟอกอากาศ จึงดีเยี่ยมไม่แพ้ต้นไม้อวบน้ำชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ กล้วยไม้ยังมีรากที่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ และสามารถคายออกซิเจนออกมาในตอนกลางคืน รวมถึงมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษ ประเภทแอลกอฮอล์ อาซีโตน คลอโรฟอร์ม และฟอร์มัลดิไฮด์ ได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น กล้วยไม้ยังเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย และมีดอกทนทานอยู่นาน เพียงแค่แขวนในพื้นที่ที่เหมาะสม มีอากาศถ่ายเท และให้ปุ๋ยกล้วยไม้บ้าง ก็สามารถใออกดอกสวยงามได้

Spider Plant

ต้นเศรษฐีเรือนใน หรือ Spider Plant หนึ่งในต้นไม้มงคล ที่มีคุณสมบัติที่ช่วยดูดซับสารพิษ

ต้นเศรษฐีเรือนใน หรือ Spider Plant หนึ่งในต้นไม้มงคล ต้นไม้ปลูกในห้องนอน ที่สามารถช่วยเติมความสดชื่นให้กับห้องนอนของคุณ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยดูดซับสารพิษ เช่น ไซลีน และฟอร์มัลดิไฮด์ ได้ดี เหมาะแก่การนำมาปลูกในห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์ใหม่ สามารถช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ และเติมเต็มอากาศบริสุทธิ์ให้กับห้องนอนของคุณได้ ต้นไม้ชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแสงอ่อน ๆ มีความชื้นปานกลาง เลี้ยงง่าย รดน้ำแค่สัปดาห์ละครั้ง และด้วยตัวใบจะมีความพลิ้วไหวตามแรงลม ก็ทำให้นอกจากจะมีประโยชน์แล้ว ยังน่ารักและใช้เพื่อตกแต่งห้องนอนให้สวยงามได้อีกด้วย

Peace Lily

ต้นเดหลี หรือ ดอกลิลลี่แห่งสันติภาพ มีใบที่มันวาว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงน้อย

ต้นเดหลี หรือ ดอกลิลลี่แห่งสันติภาพ (Peace Lily) เป็นหนึ่งในไม้กระถางที่นิยมมากที่สุดสำหรับห้องนอน เหตุด้วยใบที่มีความมันวาว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงน้อย และมีรากค่อนข้างทน หากห้องนอนของคุณมีหน้าต่าง การวางต้นเดหลีไว้บริเวณหน้าต่าง จะช่วยเพิ่มการออกดอกที่มีลักษณะสีขาวสวยงาม ซึ่งจะคงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ ต้นไม้ปลูกในห้องนอน เดหลียังสามารถช่วยกรองสารพิษ เช่น เบนซีน แอมโมเนีย ไตรคลอโรเอทิลีน ไซลีน และฟอร์มัลดิไฮด์ ในอากาศได้เป็นอย่างดี และช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศให้ห้องนอนของคุณให้สดชื่นมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น เดหลีจึงถือเป็นดอกไม้ที่น่ารัก สวยงาม และเลี้ยงง่าย เหมาะสำหรับการปลูกไว้ในห้องนอนเช่นเดียวกัน

Devil’s Ivy

ต้นตระกูลพลู พลูด่าง พลูฉลุ สามารถฟอกอากาศและช่วยดูดซับสารพิษในอากาศ ช่วยลดฝุ่น และเชื้อราในอากาศได้

ต้นตระกูลพลู พลูด่าง พลูฉลุ เป็นต้นไม้อีกชนิดที่สามารถฟอกอากาศได้ แถมยังช่วยดูดซับสารพิษในอากาศ ช่วยลดฝุ่น และเชื้อราในอากาศได้ และที่สำคัญ พลูต่าง ๆ เลี้ยงง่าย ปลูกง่ายมาก ไม่ต้องใช้ดินก็ได้ เพียงแค่ปักก้านที่มีข้อปล้อง เจ้าพลูก็พร้อมที่จะแตกรากต่อได้ รวมถึงมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ซึ่งถ้าหากนำมาแขวน หรือประดับไว้ที่ฝาผนังห้องนอน หรือวางไว้ในห้องน้ำ จะสวยงามและทำให้ห้องดูสดชื่นมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งต้นไม้ปลูกในห้องนอนที่น่าสนใจ

Monstera

ต้นมอนสเตร่า ราชินีแห่งไม้ใบ ด้วยลักษณะใบแฉกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความมันวาวสวยงาม

ต้นมอนสเตร่า หรือ Monstera ราชินีแห่งไม้ใบ อีกหนึ่งต้นไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยลักษณะใบแฉกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตัวใบเมื่อได้เช็ดถูอย่างถูกวิธี จะมีความมันวาวสวยงาม และด้วยความโดดเด่นในลวดลายของใบมอนสเตอร่า ลวดลายบนในจึงได้ถูกนำไปออกแบบเป็นลายภาพวาด วอลเปเปอร์ และผลิตออกมาเป็นต้นไม้ปลอมอีกมากมาย นอกจากจุดเด่นด้านความสวยงามแล้ว ต้นมอนสเตร่ายังมีคุณสมบัติในการฟอกอากาศ ช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนในอากาศ ในพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย ใครยังลังเลว่าจะปลูกต้นไหนไว้ในห้องนอน แนะนำว่าหนึ่งในนั้นต้องมีต้นมอนสเตร่า รับรองไม่ผิดหวังเรื่องความสวยงาม และช่วยฟอกอากาศได้ดีแน่นอน

Philodendron

ฟิโลเดนดรอน ต้นไม้ในตระกูลใบด่างสามารถเลื้อยตามวัสดุ หรือตะกร้าที่แขวนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม

ฟิโลเดนดรอน หรือ philodendron ต้นไม้ในตระกูลใบด่างสุดคลาสสิคที่เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาต้นไม้ในห้องนอนที่ไม่จุกจิกวุ่นวาย  ฟิโลเดนดรอนจะมีลักษณะสามารถเลื้อยตามวัสดุ หรือตะกร้าที่แขวนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม  ฟิโลเดนดรอนเป็นอีกหนึ่งต้นที่เลี้ยงง่าย ทนต่อแสงได้หลากหลายแบบ สามารถขยายพันธ์ุและเติบโตในน้ำได้เช่นเดียวกับพลู หรือจะนำมาปลูกในกระถางที่ระบายอากาศได้ดีก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ฟิโลเดนดรอน ยังมีหลากหลายสายพันธ์ุ ซึ่งจะมีสีและลวดลายต่างกัน มีหลายสีที่เป็นต้นที่หายาก ทำให้หลายคนหาซื้อสะสม และมีราคาที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ดังนั้น ถ้าคุณชอบต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณอาจเลือกฟิโลเดนดรอนเป็นตัวเลือก ก็คุ้มค่ากับการครอบครองต้นไม้ที่มีความสวยงามมาก ๆ เลยทีเดียว

การเพิ่มความเขียวขจีเข้าไปในห้องนอนที่คุณรัก อาจสามารถช่วยให้คุณได้เข้าถึงความสงบที่แท้จริงได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่มีแสงธรรมชาติเข้าถึงอย่างเพียงพอ หรือจะเป็นห้องนอนที่มีโคมไฟเพื่อให้แสงสว่าง และไฟระย้าตกแต่งประดับ ก็สามารถปลูกต้นไม้ให้เจริญเติบโตได้ทั้งนั้น เพียงแค่เลือกต้นไม้ให้ถูกชนิด ถูกสายพันธุ์  เพราะการปลูกต้นไม้ในห้องนอน ไม่เพียงแต่จะเป็นการตกแต่งห้องให้สวยงามน่าอยู่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้อากาศในห้องมีความบริสุทธิ์ และช่วยผลิตออกซิเจนในตอนกลางคืนได้อีกด้วย ต้นไม้ปลูกในห้องนอน ทำให้ห้องนอนของคุณกลับมาสดชื่น เหมาะสำหรับการนอนหลับที่สนิทอย่างแท้จริง

หากมีไอเดียแล้วว่าจะปลูกต้นไม้แบบไหนไว้ในห้องนอนดี สิ่งที่ยังต้องคำนึงอีกอย่างหนึ่ง นอกจากคุณสมบัติเรื่องการฟอกอากาศ หรือการตกแต่งเพื่อความสวยงาม นั่นก็คือ การดูแลรักษาให้ต้นไม้ปลูกในห้องนอน ที่คุณปลูกสามารถเจริญเติบโต และงอกงามได้ในห้องนอนของคุณ คุณอาจจะต้องเสียเวลาสักนิด ในการศึกษาลักษณะของต้นไม้แต่ละชนิด ว่าเติบโตได้ดีในแสงแบบไหน ชอบน้ำมากไหม ต้องใส่ปุ๋ยหรือไม่ ต้องตัดแต่งกิ่งใบมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ต้นไม้สวยงาม และคงทนอยู่กับคุณได้นาน ๆ ดังนั้น การปลูกต้นไม้ในห้องนอนที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ความจริงแล้ว ก็เป็นเรื่องที่คุณต้องให้เวลาในการใส่ใจกับมันมาก ๆ เช่นกัน ต้นไม้จึงจะสวยงาม และสร้างคุณประโยชน์ให้กับห้องนอนของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แนะนำอ่านต่อ : เลือกกรรไกรตัดกิ่งอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน

นักมีบ้านมือใหม่ เลือกต้นไม้อย่างไรให้เป็นมิตรทั้งบ้าน และคน

5 ต้นไม้น่าปลูก ฟอร์มสวยและดี ควรมีประดับบ้าน!

การจะมีบ้านสักหลัง ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่ว่าจะขั้นตอนใดก็ต้องใส่ใจ และประณีตมาก ๆ ตั้งแต่การคิดหาออกแบบดีไซน์ในอย่างที่ใช่ – สไตล์ที่ชอบ ไปจนถึงการก่อร่างสร้างโครงขึ้นมาเป็นสิ่งปลูกสร้างสักหลังหนึ่ง และแน่นอนว่า รากฐาน คงจะเป็นหัวใจสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่สมัครเล่น ตลอดจนกูรูเรื่องบ้าน ก็ต้องยกให้รากฐานคือสิ่งที่ต้องละเอียดอ่อนที่สุด! แต่ทว่า เมื่อใส่ใจในจุดที่สำคัญที่สุดแล้ว ก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อกระบวนการอันสำคัญรองลงมาอย่างการตกแต่ง

“การตกแต่งบ้าน” หลายคนอาจนึกไปถึงการวางเฟอร์นิเจอร์อย่างไรให้มีประโยชน์ใช้สอยให้มากที่สุด หรือวางอย่างไรให้เหมาะแก่ไลฟ์สไตล์ของผู้พัก สิ่งเหล่านั้นก็เป็นอีกส่วนของขั้นตอนสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าไม่แพ้กัน เห็นจะเป็นการจัดวางของตกแต่งสีเขียวรอบบ้านที่เรียกว่า ‘ต้นไม้น่าปลูก’ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บ้านและสวน แทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปซะแล้ว เพราะอย่างน้อย ๆ แทบทุกบ้านก็ต้องมีต้นไม้อย่างน้อยสักต้น คอยเป็นร่มเงาเล็กใหญ่ให้พอพักผ่อนหย่อนใจได้บ้าง หรือในบางที หลายคนมักปลูกต้นไม้เอาไว้บริโภคผลผลิต นั่นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน  มากไปกว่านั้น หากใครเป็นสายรักต้นไม้ตัวยงอยู่แล้วล่ะก็ การเฟ้นหาต้นไม้น่าปลูกมาไว้รอบบ้านก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไร หนำซ้ำ มีแต่จะงอกต้นไม้ใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

แต่การปลูกต้นไม้เอาไว้ในอาณาบริเวณบ้าน กลับไม่ได้มีแค่เพียงประโยชน์เสมอไป เพราะหากเหล่าเจ้าของบ้านมือใหม่ อยากจัดวางต้นไม้ตามอำเภอใจ โดยไร้ซึ่งความรู้ต่อพืชชนิดนั้นมาก่อน บอกเลยว่า อาจมีผลเสียต่อบ้านตามมาแน่ ๆ เพราะทุกคนรู้หรือไม่ว่า ต้นไม้ใหญ่ – กลางบางชนิด ต่อให้มีร่มเงาดีแค่ไหน ใบกิ่งก้านจะสวยเท่าไหร่ แต่รากของต้นไม้เหล่านั้นอาจชอนไชเข้าไปเบียดเสียดกับรากฐานของบ้านจนเกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้! รวมไปถึง ต้นไม้บางชนิดอาจมีฤทธิ์ดึงดูดแมลงจนก่อความรำคาญให้กับผู้พักอาศัยได้ในที่สุด ฉะนั้นการจัดวางและเลือกซื้อต้นไม้มาใช้ตกแต่งบ้าน จึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป

ในวันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่าต้นไม้ชนิดไหน เหมาะ หรือ ไม่เหมาะกับบ้าน พร้อมกับเทคนิคบวกเคล็ดไม่ลับเล็กน้อย สำหรับนักมีบ้านมือใหม่ให้สามารถเลือกสรรต้นไม้น่าปลูกได้ถูกใจ เป็นมิตรกับทั้งคนและบ้าน!!

5 ต้นไม้น่าปลูก ฟอร์มสวยและดี ควรมีประดับบ้าน!

ปัจจัยสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเป็นปัญหา “ เลือกเป็นให้ประโยชน์ ให้โทษหากเลือกไม่เป็น ”

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้า ใช่ว่าการปลูกต้นไม้จะให้แต่ประโยชน์และข้อดีไปเสมอ ก่อนจะเลือกสรรไม้พันธุ์ให้ร่มเงาสักต้น เราควรศึกษาธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนั้น ๆ ให้ละเอียดถี่ถ้วนซะก่อนก็จะเป็นผลดีต่อบ้านและคนอาศัยในระยะยาวมาก ๆ ปัจจัยที่สำคัญไม่ใช่แค่เพียงฟอร์มสวยถูกใจ หรือคุณสมบัติในการให้ร่มเงาที่ดีกว่า แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ คือปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ระบบรากชอนไช

รากฐานเป็นหัวใจของบ้านฉันใด รากต้นไม้ก็เป็นหัวใจสำคัญของพืชพันธุ์ไม้ฉันนั้น แต่สำหรับไม้พันธุ์ให้ร่มเงาส่วนใหญ่ หลายคนอาจใส่ใจในเรื่องของการแตกกิ่งก้านใบเป็นพิเศษซะมากกว่า ซึ่งความจริงแล้ว “ราก” คือสิ่งที่ควรศึกษาให้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้เองจะเป็นตัวการใหญ่ที่มักเป็นปัญหากวนใจของเหล่านักปลูกมือสมัครเล่นอยู่เสมอ ไม้ยืนต้นให้ร่มเงาบางชนิดมีระบบรากที่ชอนไชและมักแผ่กระจายเป็นวงกว้างตามการแตกขยายของกิ่ง เช่น หูกระจง ชมพูพันธ์ทิพย์ หรือ หางนกยูงฝรั่ง  ไม้พันธุ์เหล่านี้มีโครงสร้างรากที่แข็งแรงและแผ่ขยายไปเป็นแนวราบ หากปลูกในพื้นที่กว้างขวางมากคงไม่เป็นปัญหา แต่หากจะปลูกใกล้ตัวอาคารหรือบ้าน ถือเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะเมื่อใดที่ต้นไม้เหล่านั้นเติบโตใหญ่ โครงสร้างบ้านอาจถูกระบบรากรบกวนจนแตกร้าวได้ และถึงแม้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหารากชอนไชได้ด้วยการตัดแต่งราก (Root Trimming) นั่นก็คงเป็นวิธีที่ลำบากไปสักหน่อยสำหรับมือใหม่ และต้องอาศัยความชำนาญระดับหนึ่ง

ในทางกลับกัน ไม้พันธุ์บางชนิดมีระบบรากแผ่ขยายเป็นแนวดิ่ง เช่น ต้นหูหนู ที่มีอีกชื่อว่า ต้นสั่งทำ หรือจะ ต้นล่ำซำ พันธุ์ไม้เหล่านี้จะไม่แผ่ขยายรากเป็นแนวราบ มักจะไม่ส่งผลกระทบถึงรากฐานของตัวอาคาร ทำให้การเลือกปลูกต้นไม้ที่มีระบบรากเป็นแนวดิ่ง เป็นทางเลือกที่ดีกว่าพอสมควร

2. กิ่ง ก้าน ใบ ร่วงบ่อย

ไม่ใช่แค่ราก ที่คอยจะเป็นปัญหา แต่หากเลือกปลูกไม้พันธุ์ที่มักผลัดใบผลัดดอกบ่อย ๆ ก็จะเป็นปัญหาอีกเหมือนกัน พันธุ์ไม้บางชนิดมีดีที่ฟอร์มสวย พุ่มใหญ่ ให้ร่มเงาจุใจ แต่หากใบขยันร่วงก็คงสร้างความรกให้กับบ้านเร็วขึ้นกว่าเดิม เช่น ไผ่ หูกระจง ปีป อโศกอินเดีย หรือแม้แต่ ชมพูพันธ์ทิพย์ ก็มักจะผลัดดอกใบอยู่บ่อยครั้ง บางชนิดยังมีกิ่งก้านที่เปราะบาง ร่วงหล่นง่าย พร้อมสร้างความเสียหายให้กับสิ่งปลูกสร้าง เช่น ตีนเป็ดขาว ชมพูพันธ์ทิพย์ ยี่โถ เป็นต้น

3. กลิ่นก็แรง แมลงก็เยอะ!

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มักเป็นตัวการกระทบต่อผู้พักอาศัยเสมอคือเรื่องของกลิ่นและแมลง เช่น ต้นตีนเป็ดขาว สุดยอดไม้พันธุ์ที่ออกดอกมีกลิ่นสุดแสนจะเวียนหัว ถึงแม้ตีนเป็ดขาวจะมีร่มเงาที่กำลังดี แต่กลิ่นของมันอาจสร้างผลกระทบต่อจมูกของเราได้มากเช่นกัน บางคนถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียนก็มีมาแล้ว หรือแม้แต่ต้นปีปที่ออกดอกชวนหอม แต่หากใครไม่สันทัดกับกลิ่นของมัน บ่อยเข้าอาจสร้างความรำคาญได้ สำหรับแมลง ตัวการสุดแสบก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรศึกษา ไม่ว่าจะต้นโพธิ์ หูกวาง หรือ หูกระจง ก็มักมีแรงดึงดูดอ่อน ๆ ต่อสัตว์เล็กสัตว์น้อยและแมลงทั้งหลาย โดยเฉพาะ หูกระจง ด้วยใบที่เล็กและเยอะ จึงเป็นที่นิยมของเหล่าหนอนบุ้งหลากหลายพันธุ์ บ่อยครั้ง เรามักพบเจอปัญหาหนอนบุ้งบุกต้นหูกระจง กระทบทั้งต้นไม้และผู้อาศัย จนต้องหาวิธีแก้ไขกันเจ้าละหวั่น เพราะฉะนั้น การเลือกต้นไม้ที่ให้กลิ่นอ่อนหรือน้อยที่สุด และเลี่ยงต้นไม้ที่ดึงดูดแมลง จึงจะเป็นวิธีเซฟบ้านและคนได้ดีทีเดียว

4. เลือกขนาดต้นไม้ให้สัมพันธ์กับพื้นที่

ไม้พันธุ์ที่ให้ร่มเงา มักมีขนาดให้เลือกอย่างหลากหลาย จะพุ่มต่ำ พุ่มสูง แตกกิ่งเป็นแนวกว้างหรือตั้งขึ้นไป หรือที่ในวงการต้นไม้มักใช้แทนว่า “เรือนยอด” บางชนิดมีเรือนยอดเรียวสูง บางชนิดก็มีเรือนยอดเป็นพุ่มต่ำ แต่ละชนิดก็มีความเหมาะสมต่อพื้นที่บริเวณบ้านที่แตกต่างกันไป เช่น

    • พื้นที่จำกัดและแคบ: หากพื้นที่ของคุณมีที่ว่างเพื่อจัดสวน ประมาณ 2 – 3 เมตร ควรปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ขนาดเล็ก ที่มีเรือนยอดแคบ ไม่กว้างขวาง เพื่อการจัดวางจะไม่ดูหนาแน่นจนเกินไป เช่น ตีนเป็ดน้ำ แก้วมุกดา น้ำเต้าต้น เป็นต้น
    • พื้นที่จำกัดขนาดกลาง: หากพื้นที่ว่างของคุณมีขนาดอยู่ประมาณช่วง 120 ตารางวา ควรปลูกไม้พันธุ์ให้ร่มเงาที่มีขนาดกลาง มีเรือนยอดกว้างขวางแต่ไม่มากเกิน จะให้ร่มเงาได้ดีและไม่หนาแน่นจนเกินไป เช่น แคนา ปีป ตีนเป็ดน้ำ หูหนู เป็นต้น
    • พื้นที่กว้างและใหญ่: หากนักมีบ้านมือใหม่คนไหน เผื่อพื้นที่ไว้ทำสวนและปลูกต้นไม้แบบเต็มที่ เรื่องข้อจำกัดของขนาดต้นไม้ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร คุณสามารถเลือกปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาตั้งแต่ขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่ได้ตามต้องการ เช่น กันเกรา โคลงเคลงออสเตรเลีย จิกทะเล มะฮอกกานี เป็นต้น

5 ต้นไม้น่าปลูก ฟอร์มสวยและดี ควรมีประดับบ้าน!

ไม้ยืนต้นชนิดนี้ไม่ได้มีดีแค่ร่มเงา แต่ยังเป็นต้นไม้ฟอร์มสวย มีเรือนยอดเป็นพุ่มอยู่ทรง ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งบ่อยก็สวยเช้งได้นาน ที่สำคัญ ยังเป็นไม้พันธุ์ไม่ผลัดใบ รูปแบบของใบมีขนาดไม่เล็กไปไม่ใหญ่มาก ฉะนั้นไร้กังวลเรื่องใบก้านร่วงหล่นได้เลย

เรื่องระบบรากก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะรากของแก้วมุกดาจะไม่ชอนไชให้กวนใจบ้าน ปลูกเป็นไม้ประดับก็ว่าดี ให้ร่มเงาก็ว่าเด่น นอกจากนี้ แก้วมุกดา ยังเป็นไม้พันธุ์ที่ให้ทั้งดอกและผล โดยดอกของแก้วมุกดาจะมีขนาดกลางๆ  เพียง 4 – 8 เซนติเมตร พร้อมให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ส่วนผลของมัน มักมีขนาดเล็ก เพียง 2 – 4 เซนติเมตรเท่านั้น

ต้นไม้น่าปลูก อย่าง แก้วมุกดา หรือ โกงกางเขา จึงเป็นไม้ยืนต้นฟอร์มสวยชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเพื่อประดับบ้านได้ดี มีร่มเงาเพิ่มความร่มรื่น ดูแลง่าย ไร้กังวลเรื่องปัญหาในภายหลัง (Photo Ref : www.ku.ac.th)

ต้นไม้น่าปลูก ต้นนี้มีลักษณะใบเรียงตัวสวย เขียวชอุ่มตลอดทั้งปี มีความเป็นต้นไม้โมเดิร์นฟอร์มงามที่เหมาะแก่การจัดวางเพื่อประดับและให้ร่มเงา เนื่องจากลักษณะของเรือนยอดที่เป็นพุ่มเรียวปลาย จึงดูใหญ่แต่ไม่เกะกะ แผ่ร่มเงาได้ดี ที่สำคัญ ล่ำซำจะไม่ค่อยผลัดใบ จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับใครที่ไม่ชอบเก็บกวาดบ่อย ๆ เพียงแต่ต้องคอยหมั่นตกแต่งกิ่งบ้างพอสมควร

ต้นล่ำซำ หรือ ต้นหูหนู จึงเหมาะแก่ทั้งพื้นที่จำกัดและพื้นที่กว้าง ที่มากไปกว่านั้น ต้นไม้น่าปลูก อย่าง ต้นล่ำซำ ยังมีชื่อที่เป็นมงคล ตามความเชื่อแล้วการปลูกต้นล่ำซำเอาไว้ในบ้าน จะนำพาความเจริญรุ่งเรืองและความประสบผลสำเร็จมาสู่ผู้พักอาศัยตามชื่อ “ล่ำซำ” อีกด้วย (Photo Ref : kaset.today)

ถึงแม้จะมีชื่อที่คล้ายกันมากแต่ก็มีความต่างอยู่มากพอสมควร ตีนเป็ดน้ำเป็นไม้ยืนต้นให้ร่มเงาที่ดีอีกชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบอินเดียและตอนใต้ของจีน ลำต้นและพุ่มมีขนาดเล็กจนถึงกลาง สามารถเติบโตได้สูงถึง 12 เมตร เป็นไม้พันธุ์ที่ออกทั้งดอกและผล ขนาดของผลมีขนาด 6 – 7 เซนติเมตรและดอกสีขาวจะไม่ส่งกลิ่น มักออกดอกเป็นช่อ ขนาด 8 – 35 เซนติเมตร

ที่สำคัญ ตีนเป็ดน้ำจะไม่ผลัดใบ ระบบรากไม่ชอนไชเท่าไม้ยืนต้นอื่น ๆ ได้ประโยชน์ทั้งร่มเงา ความสวยงาม ไม่รบกวนทั้งกลิ่นและแมลง แถมยังเป็นไม้ประดับฟอร์มดี ที่เด่นเรื่องร่มเงาอีกด้วย (Photo Ref : medthai.com)

นอกจากจะเป็นต้นไม้ให้ร่มเงาแล้วนั้น ส่วนผลจะเป็นลูกกลมเล็กสีเขียว – ส้ม – แดงมาในช่อหลาย ๆ ลูก ซึ่งแต่ละลูกมีขนาดเพียง 0.5 – 0.8 เซนติเมตรเท่านั้น ดูมีสีสันงดงามแต่ไม่มากจนเกินไป ด้วยลักษณะต้นที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้เกิดร่มเงาที่ใหญ่ตามไปด้วย เพิ่มความร่มรื่นให้กับพื้นที่บ้าน

ถือเป็นต้นไม้น่าปลูกที่ต้องอาศัยขอบเขตบริเวณสวนที่กว้างขวางระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าต้นกันเกรา สามารถให้ร่มเงาที่ถึงใจจริง ๆ สำหรับใครที่อยากได้ต้นไม้ใหญ่ ให้ร่มเงาเยอะ กันเกราก็คงเป็นไม้พันธุ์อีกชนิดที่ตอบโจทย์พอสมควร (Photo Ref : www.phargarden.com)

ม่วงมงคล เป็นไม้พุ่มที่ออกดอกสีสันสวยงาม โดยมีสีม่วงเข้มอร่ามทั้งต้น สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี แถมยังให้ร่มเงาได้ดีไม่แพ้ไม้ยืนต้นอื่น ๆ ที่พิเศษไปกว่านั้น ม่วงมงคลเป็นไม้ที่ไม่ค่อยผลัดใบ จะไม่มีปัญหาใบร่วงหล่นจนรกให้กวนใจแน่ ๆ นอกจากความสวยงามและขนาดที่พอเหมาะพอดีแล้วนั้น จากชื่อแล้วก็ถือว่ามีความเป็นสิริมงคลอยู่ไม่น้อย หลายคนต่างเชื่อว่า การปลูก โคลงเคลงออสเตรเลีย หรือ ม่วงมงคล จะนำซึ่ง โชคลาภและความเป็นสิริมงคลมาให้แก่ผู้อยู่อาศัยอีกด้วย! (Photo Ref : www.myhomemygardening.com)

ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าของบ้านจะเลือกปลูกต้นไม้สายพันธุ์ใด ในเรื่องการดูแล ใส่ปุ๋ย กำจัดแมลง ตัดแต่งกิ่งใบ หรือราก ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ต้นไม้เล็กใหญ่เติบโต แข็งแรง ให้ร่มเงา และสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเจ้าของบ้านได้อย่างเต็มที่ ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในการแต่งบ้านและปลูกต้นไม้ ที่ KUDOS เรามีอุปกรณ์ตัดแต่งสวนและต้นไม้คุณภาพสูงหลากหลายรายการให้คุณนำไปสร้างสรรค์กับงานสวนของคุณได้.