Category Archives: ไลฟ์สไตล์

6 วิธีจัดบ้านเสริมฮวงจุ้ย จัดยังไงให้สวยรวยทรัพย์และถูกหลักออกแบบ!

6 วิธีจัดบ้านเสริมฮวงจุ้ย จัดยังไงให้สวยรวยทรัพย์และถูกหลักออกแบบ!

เป็นกันไหม จะสร้างสิ่งปลูกสร้างอะไรสักอย่าง เราก็มักจะหาฤกษ์งามยามดีอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่า การเริ่มต้นด้วยฤกษ์ที่ดี มักจะมีแต่สิ่งดี ๆ ตามมาในภายหลัง เช่นเดียวกับการสร้างบ้าน นอกจากฤกษ์ต้องงามยามต้องดี ก็จะต้องมีศาสตร์และศิลป์ ในการจัดวางองค์ประกอบด้วยถึงจะครบถ้วนกระบวนความ และแน่นอนว่าศาสตร์ที่เราได้ยินกันบ่อยเหลือเกินในการก่อสร้าง คงจะหนีไม่พ้น เรื่องของฮวงจุ้ย ศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความเชื่อและธรรมชาติ เพื่อเสริมความมั่งคั่งและสมดุลของผู้อยู่อาศัย

ถ้าจะให้พูดกันตามตรง คนเราจะสร้างบ้านทั้งที ก็อยากให้มีความเพรียบพร้อม บ้านต้องสวยดี ราศีต้องจับ อะไรประมาณนั้น หลายคนก็เลยพึ่งพาทั้งหลักความเชื่อและความจริงผสมปนกันไป จะว่างมงายก็ไม่ใช่ เพื่อความสบายใจก็ไม่เชิง เพราะความจริงแล้ว ฮวงจุ้ย มีข้อดีมากมายที่แฝงเอาไว้ภายใต้ความเชื่อสุดขลัง แถมบางหลักการยังสะท้อนถึงวิธีออกแบบบ้านที่ควรจะเป็นอีกด้วย

วันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับหลักฮวงจุ้ยในการตกแต่งบ้านยุคใหม่ พร้อมกับการ 6 วิธีที่น่าหยิบมาใช้ ให้การจัดบ้านสวยถูกใจ หลักฮวงจุ้ยก็ได้ หลักการออกแบบก็มี

ฮวงจุ้ย กับ การออกแบบบ้าน

เรามาว่ากันที่หลักฮวงจุ้ยและการออกแบบบ้านกันก่อน ทำความเข้าใจกันอย่างกระชับพอให้ทราบถึงหลักฮวงจุ้ยที่หลายคนยกให้มีความหมายต่อการจัดบ้านมาก ๆ ซึ่งแต่เริ่มเดิมที ฮวงจุ้ย คือศาสตร์การออกแบบที่เน้นไปในทางการสร้างสมดุล ระหว่างตัวบ้าน ธาตุทั้ง 4 และธรรมชาติ โดยจะมีการคำนวณสัดส่วนตั้งแต่พื้นที่จัดตั้ง องค์ประกอบการจัดวาง รวมไปถึงการตกแต่งและออกแบบภายใน ซึ่งหลักการภายในศาสตร์ทั้งหมดก็เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล เสริมความมั่งคั่ง รวมไปถึงการอยู่ดีกินดี มีความสุขตลอดการอยู่อาศัย สร้างความสุขกายสบายใจเป็นพิเศษ

และถึงแม้ว่าฮวงจุ้ย จะเป็นความเชื่อที่ดี แต่ก็มีหลายหลักการเสียเหลือเกินที่ไปขัดต่อการออกแบบที่ควรจะเป็น นั่นก็เลยไปสร้างความวุ่นวายใจให้กับเหล่าสถาปนิกอีกที จนหลายกรณีก็มักมีเรื่องให้โต้เถียงทางความคิดกันไม่น้อย ฉะนั้น เจ้าของบ้านก็จะต้องเลือกหยิบใช้หลักฮวงจุ้ยที่เข้ากันได้กับหลักการออกแบบด้วย จึงจะดีที่สุด

6 หลักการจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ยที่น่าหยิบมาใช้

 

1. ประตูทางเข้าบ้าน ปราการด่านแรกรับสิ่งดี ๆ

ฮวงจุ้ยแรกที่เหล่านักสร้างหรือปรับปรุงบ้าน น่าหยิบหลักการมาใช้คือ ฮวงจุ้ยประตูเข้าบ้าน ป้อมปราการด่านแรกที่ใช้เดินทางเข้าออกหรือรับแขกนี่แหละสำคัญ โดยหลักของฮวงจุ้ยที่ดี ประตูบ้านจะต้องดันเข้าไปด้านใน เพราะหากเป็นการผลักออก ในทางความเชื่อจะเป็นการผลักพลังงานที่ดีออกไปจากตัวบ้าน ส่วนในทางโครงสร้าง การที่ประตูผลักเข้าด้านในจะให้ความเป็นส่วนตัวกับผู้อยู่อาศัยมากกว่ายามแขกมาเยือน การที่ประตูดันออกมาด้านนอก เวลาเปิด คนข้างนอกหรือแขกก็จะสามารถมองเห็นด้านในได้ เปิดอ้าซ่าชนิดที่ว่าแง้มมาหน่อยเดียวก็เห็นข้างในเสียหมด และประตูทางเข้าบ้าน จะต้องไม่มีสิ่งของวางกีดขวางให้รกรุงรัง เพื่อการเปิดรับพลังงานดีๆ นอกจากนี้ยังดูผ่อนคลายสบายตาอีกด้วย

2. ประตู – หน้าต่าง จัดวางให้ดี ไม่เป็นทางผีผ่าน!

หากใครเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า “ประตูบ้านห้ามวางตรงกัน ไม่งั้นจะเป็นทางผีผ่าน” นั่นแหละคือหลักฮวงจุ้ยเต็มเปาเลย เพราะฮวงจุ้ยจัดบ้านที่ดี ประตูบ้านทั้งนอกและในไม่ควรจะวางตรงกันหรือทะลุหากันได้ เชื่อว่าจะนำแต่ความโชคร้ายเข้ามา แต่ในทางหลักการออกแบบ การวางประตูไม่ให้ซ้อนกัน จะวางคนละด้าน หรือ เยื้องกันซ้ายขวา ก็จะดีกว่ามาก เพราะในแง่ของการใช้งานจริง จะทำให้มีสัดส่วนมากขึ้น มีระดับการปิดกั้นสายตา ให้ความเป็นส่วนตัวของผู้อาศัย รวมไปถึงส่งต่อลมให้ระบายไปได้ทั่วทิศกว่าเช่นกัน
สำหรับหน้าต่างของบ้าน ฮวงจุ้ยบ้านที่ดี ต้องมีหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อเปิดรับแสงสว่างจากภายนอก รับลมรับทรัพย์ ช่วยขับไล่พลังงานลบ นอกจากนั้น การมีบานหน้าต่างที่ใหญ่ยังช่วยให้เราเซฟพลังงานไฟในบ้านไปได้อีกเยอะ ดีไซน์บ้านแบบนี้ นอกจากจะถูกหลักฮวงจุ้ยที่ดี ยังเป็นไปตามหลักการแต่งบ้านแบบ Eco-Friendly Design อีกด้วย ดึงเอาพลังงานดีจากธรรมชาติมาใช้ สะดวกกายสบายใจ แถมได้ฮวงจุ้ยรับทรัพย์ไปเต็ม ๆ

3. บันไดบ้าน ทางผ่านพลังงานดี

หลายคนอาจเคยฝันอยากมีบันไดวนหรู ๆ หรือบันไดที่มีความอลังวังเวอร์ แต่เอาเข้าจริง บันไดบ้านที่ตรตามหลักฮวงจุ้ยที่ดี ต้องไม่อยู่กลางบ้าน เพราะเชื่อว่าจะไปบดบังพลังงานดีให้อ่อนแรงลง อยู่อาศัยแล้วจะไม่ราบรื่น ไหนจะบันไดที่ไม่ควรมีทางขึ้นสองฝั่ง เพราะเป็นภาพจำที่เรามักเห็นตามเมรุในวัด จะยิ่งสื่อไปในเชิงไม่ดีเอาเสียมาก ๆ ดูแล้วปราศจากความสุขเข้าไปใหญ่ และเมื่อมองถึงหลักความเป็นจริง สมัยนี้การมีบันไดกลางบ้านไม่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลในเรื่องเปลืองพื้นที่บ้าน ทำให้สัดส่วนดูคับแคบ ฉะนั้น การสร้างบันไดไว้ชิดฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จึงเป็นการเพิ่มพื้นที่บ้าน ประหยัดพื้นที่ใช้สอย ดูโล่งโปร่งสบาย แค่มองก็น่าพึงพอใจ ยังไม่นับรวมกับหลักฮวงจุ้ยที่ดี เพิ่มการถ่ายเทพลังงานจากล่างสู่บนเก๋ ๆ แถมสะดวกต่อการเดินเหินอีกด้วย

4. ห้องนอน จัดวางให้ดี มีแต่สุข

มาถึงห้องนอน ตัวเอกที่สำคัญที่สุดในการอยู่อาศัย หลายคนมักเชื่อเรื่องหัวนอนปลายเท้า ชาวโบราณส่วนใหญ่มักห้ามปรามไม่ให้หันหัวเตียงไปทางทิศใต้ เพราะอาจเป็นทิศที่สื่อไปในเชิงความตาย หรือไม่ก็อาจไปเชื่อมเข้ากับมิติพิศวง ซึ่งเอาเข้าจริง ทิศใต้เป็นทิศที่สะสมความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้มากที่สุดในยามกลางวัน และมักคลายร้อนออกในยามกลางคืน ถ้าเกิดเราหันเตียงนอนไปในทิศใต้ อาจต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่ร้อนสะสมตลอดทั้งวัน จนทำให้การนอนหลับของเราไม่สบายตัว และเกิดเจ็บป่วยเอาได้ นอกจากนี้ เตียงนอนจะต้องไม่วางกลางห้อง เพื่อความสมดุลของพลังงาน ในทางเดียวกันก็เพื่อสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ไม่เปลืองพื้นที่ และส่งผลให้ห้องนอนดูโล่งสบาย สุขใจยามอยู่อาศัยได้จริง

สระว่ายน้ำและน้ำพุ เสริมความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง

 

5. สระว่ายน้ำและน้ำพุ เสริมความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง

หากใครเคยได้ยินหลักฮวงจุ้ยที่ว่า “หน้าน้ำหลังภูเขา” ก็คงจะรู้ดีว่า การสร้างบ้านของคนยุคก่อน ๆ มักหยิบองค์ประกอบของธรรมชาติเพื่อมาเสริมหลักฮวงจุ้ยของคนในบ้านให้มั่งคั่งร่ำรวย แต่พอเป็นยุคสมัยนี้ คงยากที่จะไปหาทำเลสร้างบ้านตามแนวเขา แนวลำธาร หลายคนเลยเลือกสร้างบ้าน ที่อย่างน้อย ๆ ให้มีสัดส่วนของธาตุน้ำผสมอยู่ ส่วนมากมักมาในรูปแบบ สระว่ายน้ำบ้าง สระน้ำย่อม ๆ หรือแม้แต่ น้ำพุ ที่ประดับตกแต่งไว้โซนหน้าหรือกลางลาน เสริมความมั่งคั่ง นำพาความโชคดีเข้าสู่บ้าน เพราะเชื่อว่าธาตุน้ำจะเป็นพลังงานดีที่คอยหมุนเวียนแต่สิ่งดี ๆ ให้ไหลมาเทมา ในแง่ของการอยู่อาศัย น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราผ่อนคลายได้ และยังช่วยถ่ายเทอากาศภายในให้สดชื่น ยามเบื่อหน่าย หรือรู้สึกเหนื่อย ธรรมชาติยังงสามารถบำบัดสุขภาพทางใจของเราได้ดีอีกทางหนึ่งด้วย

6. ปลูกต้นไม้ เสริมดวง ฮวงจุ้ยเฮง

ต่อเนื่องจาก หลักฮวงจุ้ยหน้าน้ำหลังภูเขา ที่เราได้กล่าวถึงการเสริมธาตุน้ำเข้ามาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของบ้าน คราวนี้ก็คงเป็นเรื่องภูเขาเลากาและป่าไม้สีเขียว ตามหลักฮวงจุ้ยนอกจากน้ำ การเลือกปลูกต้นไม้ประดับบ้าน จะยิ่งเป็นการส่งเสริมพลังงานดีให้เพิ่มมากขึ้น เสริมสมดุลและเป็นการเกื้อหนุนบ้านไปในตัว ซึ่งต้นไม้ในสมัยนี้มีความหมายที่ดีมาก หรือที่เรารู้จักในนาม ‘ต้นไม้มงคล’ แต่ละต้นก็จะเหมาะสมในลักษณะที่ต่างกันไป ในแง่ของการอยู่อาศัย ต้นไม้จะช่วยทำให้บ้านร่มเย็นขึ้น มีการหมุนเวียนอากาศให้ถ่ายเทสะดวก เพิ่มทั้งพลังงานบวกต่อสุขภาพกายและใจได้แบบทันที

ถึงแม้หลักฮวงจุ้ยบางอย่างอาจขัดกับแนวคิดของสถาปนิกไปบ้างในบางกรณี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า การจัดหรือตกแต่งบ้านสมัยนี้ ยังคงนิยมหาฮวงจุ้ยปัง ๆ มาเสริมพลังบวกให้กับการอยู่อาศัยเสมอ และถึงแม้ว่าศาสตร์ของฮวงจุ้ย จะเป็นความเชื่อ แต่ทั้ง 6 ข้อด้านบนก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ทั้งความเชื่อและความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็สามารถไปด้วยกันได้ในแง่การใช้งานจริงนั่นเอง

8 Beauty Gadgets ของสาวยุคใหม่

8 Beauty Gadgets ของสาวยุคใหม่

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่า เทคโนโลยีมีบทบาทขึ้นมากหลายต่อหลายเท่า โดยเฉพาะกับสาว ๆ อย่างเรา ที่เกิดมาในยุคเทคโนโลยีรุ่งเรือง เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ล้วนออกแบบมาให้ล้ำหน้าล้ำสมัยอยู่เสมอ ไม่เว้นแต่ตัวช่วยในเรื่องความสวยความงาม ไอเทมเด็ด แกดเจ็ตเด็ดปัง ทยอยออกมารองรับการใช้งานเพื่อสะดวกสบายมากขึ้น และยังมีฟังก์ชันทรงประสิทธิภาพอีกเพียบ เรียกได้ว่าซื้อแค่ 1 ก็อาจได้ถึง 10 คุณประโยชน์ เอ้า จะว่าไปก็ปังใช่เล่นนะสาว ๆ ฉะนั้น ถึงคราวที่สาวยุคใหม่ จะต้องอัปเกรดบิวตี้ไอเทมเดิม ๆ เพื่อมาเสริมรูทีนการดูแลผิว – ดูแลร่างกายให้สวยสดใสในฉบับของตัวเองกันแล้วล่ะ


วันนี้ Kudos จึงมีไอเทมเด็ด แกดเจ็ตปัง ๆ ที่มัดรวมมาให้กว่า 8 รายการ ไอเทมที่จะมาช่วยประทานพรความสวยความงามของสาวๆด้วยนวัตกรรมสุดล้ำตั้งแต่เส้นผม ผิวกาย จรดปลายเท้า และยังรู้สึกคุ้มค่าต่อการลงทุนอีกด้วย !

1. ฝักบัวละอองหมอก (Mist Shower)


เริ่มต้นความสวยกันตั้งแต่ขั้นตอนการชะล้างสิ่งสกปรก ใครจะไปคิดว่าแค่ฝักบัวอาบน้ำทั่วไปจะมาเสริมความสวยและการดูแลผิวพรรณของสาวๆได้ ก็ต้องมาทำความรู้จักกับ ฝักบัวละอองหมอก กันก่อน ฝักบัวละอองหมอก เป็นนวัตกรรมใหม่ส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นดินแดนสุดไฮเทค ซึ่งเจ้าฝักบัวละอองหมอกเนี่ย มีความพิเศษตรงที่สายน้ำที่ออกมาจะเป็นละอองละเอียดพิเศษคล้ายหมอก ด้วยอนุภาคที่เล็กมาก ๆ ทำความสะอาดเข้าถึงรูขุมขนได้ดีกว่า บวกกับกระแสน้ำที่แรงแต่อ่อนโยนต่อผิว ทำให้ทำความสะอาด ผิวหน้า เส้นผม และผิวกายได้อย่างสะอาดหมดจน สาวคนไหนเป็นประเภทที่โดนนิดโดนหน่อยก็ระคายเคือง บอกเลยว่าฝักบัวตัวนี้จะซอฟต์หวาน นุ่มนวลกับผิวเราได้จริง ๆ ไม่เพียงเท่านั้น อนุภาคละอองหมอกยังช่วยทำให้อุณหภูมิน้ำถูกปรับให้ต่ำลงกว่าปกติ เพื่อให้ได้น้ำที่อุณหภูมิเหมาะสมกับผิวหน้า ไม่ทำร้ายผิว แถมยังเซฟน้ำไปด้วยอีกหนึ่ง เหมาะกับสาวยุคใหม่ที่รักผิว รักษ์โลกสุด ๆ

2. ฝักบัวกรองคลอรีน (Chlorine Filter Shower)


ไปกันต่อกับเรื่องฝักบัว นวัตกรรมที่สาวหลายคนอาจไม่คุ้นเคย เราเลยจะพาไปดูกันอีกหนึ่งตัวช่วย นั่นก็คือ ฝักบัวกรองคลอรีน สาว ๆ รู้หรือไม่ว่า ? การอาบน้ำที่ยังมีคลอรีนตกค้าง ไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้น แถมยังเป็นอันตรายต่อผิวอีกด้วย อาจทำให้ผิวแห้งผิวเสียได้ ในรายที่แพ้คลอรีนอาจถึงขั้นเกิดผดผื่น คัน มีการระคายเคือง เป็นเรื่องให้นอกจากจะต้องเสียเงิน เสียเวลารักษาแล้ว ยังต้องเสียใจกับการเสียผิวสวยกันอีก ฝักบัวกรองคลอรีน เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มาเพื่อขจัดสารตกค้างเหล่านั้น ช่วยกรองคลอรีนที่หลงเหลือในน้ำประปาที่สามารถทำร้ายโปรตีนที่เป็นเกราะป้องกันผิวและเส้นผมของเราช่วยให้เส้นผม ผิวหน้าและผิวกาย สุขภาพดีขึ้นได้ อาบแล้วไม่รู้สึกผิวแห้งผาก ผมไม่แข็งกระด้าง ที่สำคัญ ด้วยนวัตกรรมจากญี่ปุ่นก็มีแถมเรื่องประหยัดน้ำไปอีกหนึ่งต่อผิวดีได้ก็ต้องเซฟค่าใช้จ่ายด้วย ไอเทมสุดปัง !

เครื่องล้างหน้า (Facial Brush)

 

3. เครื่องล้างหน้า (Facial Brush)

ตัวช่วยที่สายแต่งหน้าต้องมี เป็นเหมือนไอเทม Must Have เลยก็ว่าได้กับเครื่องล้างหน้า ไอเทมตัวนี้จะมีการผสมเทคโนโลยีเข้ามาช่วยที่แตกต่างกันไป ในหลายรุ่นจะเป็นคลื่นเสียงที่ออกแรงสั่น ร่วมกับการล้างหน้าเพื่อกระตุ้นให้สิ่งสกปรกถูกขจัดออกไปได้ด้วยแรงสะเทือนเหล่านั้น มักมาในรูปแบบอุปกรณ์คล้ายแปรงซิลิโคนเป็นขนขนาดเล็ก เนื่องจากตัวซิลิโคนจะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียนั่นเอง นอกจากนี้ Facial Brush มักมาพร้อมฟังก์ชันการปรับระดับแรงสั่นให้ตอบโจทย์ความต้องการของสาว ๆ ใครอยากนุ่มนวลเบา ๆ ไม่ระคายเคืองหน้าก็ได้ ใครอยากลองฟีลแบบทำความสะอาดหมดจดให้เกลี้ยงเกลาสมใจก็ได้หมด ซึ่งนอกจากมีประสิทธิภาพล้างหน้ามากกว่าใช้มือถูแล้ว ตัวซิลิโคนยังสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไป รวมถึงนวดหน้าได้ระดับเบื้องต้นอีกด้วย


4. ไดร์เป่าผม Supersonic (Multi-Function Hair Dryer)


ไม่ว่าจะสาวผมสั้นผมยาว การมีไดร์เป่าผมติดห้องเอาไว้ ยังไงก็ช่วยให้สะดวกสบายมากกว่า และหากสาวคนไหนยังติดใจกับไดร์รูปแบบเดิมๆ บอกเลยว่า พลาดแล้วล่ะ ! เพราะปัจจุบัน ไดร์เป่าผมที่เรารู้จัก ได้ยกระดับตัวเองไปเป็นไดร์เป่าผมแบบหลากประโยชน์ Multifunctional Hair Dryer เป็นที่เรียบร้อย หลายแบรนด์เพิ่มเติมเสริมแต่งเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปอย่างชาญฉลาด ทำให้สาว ๆ สามารถเป่าผมเปียกโชกให้แห้งได้ภายใน 5 นาทีเท่านั้น ! ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิด 5 นาทีแห้งมีอยู่จริง นั่นก็เพราะเทคโนโลยีที่เรียกว่า แอร์มัลติพลายเออร์ (Air Multiplier) อันจะส่งผลถึงแรงเป่าที่มากถึง 3 เท่าของปกติ แถมยังช่วยลดผมชี้ฟู ผมไม่ยุ่งเหยิง ไดร์ที่เป่าแล้วสวยเลย ในเวลาเร่งรีบแบบนี้ แล้วสาวคนไหนจะไม่เลิฟ !


5. เครื่องนวดหน้า (Smart Facial Toning)


เป็นปกติที่สาว ๆ working women จะทำงานหนักจนร่างกายเหนื่อยล้าใบหน้าเสื่อมโทรม แต่โทรมแล้วจะมีวิธีดูแลรักษายังไงให้ผ่อนคลายไปพร้อมๆกับการทรีตเมนต์ดี ๆ อีกหนึ่งสิ่งที่สาวยุคใหม่ควรมีสักชิ้น นั่นก็คือ เครื่องนวดหน้า อุปกรณ์ตัวช่วยที่จะมาเสริมรูทีนการดูแลผิวเช้า-เย็น นอกจากจะช่วยผลักวิตามินจากครีมบำรุงให้มุ่งตรงสู่ชั้นผิวหนัง ก็ยังช่วยนวดหน้าผ่อนคลายความอ่อนล้าของผิวหน้าให้กลับมาเต่งตึงได้ ด้วยการหยิบใช้เทคโนโลยีกระแสไฟฟ้าร่วมกับแสง LED ในหลายฟังก์ชันที่มีในเครื่องนวดหน้าสมัยใหม่ ยิ่งตอบโจทย์รูทีนรู้ใจให้ครบองค์รวมการฟื้นฟูผิวหน้าของสาว ๆ ได้เป็นอย่างดี


6. เครื่องพ่นไอน้ำสำหรับใบหน้า (Facial Streamer Machine)


อีกหนึ่งไอเทมที่อาจไม่จำเป็นต้อง Must Have แต่ถ้าหากว่ามี จะยิ่งช่วยเสริมเติมความชุ่มชื้นให้กับสาวผิวแห้งได้เป็นอย่างดีทีเดียว เครื่องพ่นไอน้ำ ที่มีเทคโนโลยีสำหรับทรีตเมนต์ใบหน้าโดยเฉพาะ เป็นที่นิยมมากในหมู่สาวชาวเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ด้วยคุณประโยชน์ที่ช่วยเสริมการบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ช่วยลดสิ่งสกปรกและปัญหาอุดตันตามรูขุมขน ฟังก์ชันสตรีมมิ่งเป็นไอหมอกนี้ ลองนึกภาพเราไปนวดหน้าตามสปาชั้นนำ ที่เราจะได้รับการนวดแบบฉ่ำ ๆ ไอร้อนแผ่วเบากำลังดี เจ้าเครื่องนี้ก็สามารถทำได้ในขนาดย่อม ๆ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูบำรุงใบหน้า ยังช่วยให้เพิ่มการไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น ออกซิเจนถูกเติมเข้าเซลล์ผิวได้อย่างทั่วถึง เครื่องพ่นไอน้ำสำหรับใบหน้า จึงเหมาะมากที่จะเข้ามาเป็นไอเทมเด็ด – แกดเจ็ตดีของสาว ๆ ยุคใหม่ ลงทุน 1 ครั้งได้สปาหน้าแบบอันลิมิเต็ด !

เครื่องกันคิ้วไฟฟ้า (Electric Eyebrows Trimmer)

 

7. เครื่องกันคิ้วไฟฟ้า (Electric Eyebrows Trimmer)


“คิ้วคือมงกุฎของใบหน้า” สาวยุคใหม่คงไม่อยากมีคิ้วรกไป ไม่เป็นทรง แต่บทจะหยิบใบมีดโกนมากันบ่อยๆ ก็ เสี่ยงบาดผิว ระคายเคืองอีก ไหนจะความที่ไม่ชำนาญ จะกันคิ้วทีก็ต้องไปร้านเป็นการเฉพาะ สาวยุคไฮเทคทั้งที ก็ต้องมีเครื่องกันคิ้วไฟฟ้าแล้วไหม !? เพราะเจ้าอุปกรณ์กันคิ้วสุดล้ำเทคโนโลยีที่มีพร้อมด้วยระบบไฟฟ้า ถูกออกแบบมาเพื่อการกันคิ้วโดยเฉพาะ ไม่ต้องกลัวกันแล้ววืด กันแล้วแหว่ง ดีไซน์ถูกจัดแจงให้ง่ายต่อการใช้งาน กำจัดขนคิ้วได้อย่างอ่อนโยน มีติดห้องไว้ ก็สามารถกันคิ้วบ่อยได้ตามใจต้องการ แถมใช้งานง่าย ไม่เสี่ยงบาดคิ้ว ทุ่นแรงไปได้ขนาดนี้ มีหรือจะพลาด !


8. เครื่องเลเซอร์กำจัดขน (Hair Removal Machine)


เรื่องขน ๆ มักคอยวนเวียนกวนใจสาว ๆ และถึงแม้การเกิดของขนจะเป็นเรื่องปกติ แต่สาวหลายคนก็คงไม่พึงปรารถนาจะมีขนมากมายให้รำคาญใจเล่น จะเข้าคอร์สก็ไม่สะดวก จะไปแว็กซ์ก็เจ็บตัว ก็ต้องพึ่งพาสิ่งของสุดไฮเทค ที่เรียกว่า เครื่องเลเซอร์กำจัดขน ! ในหลายรุ่นมักใช้เทคโนโลยี IPL หรือ Intense Pulse Light เป็นการใช้ลำแสงที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อกำจัดและแก้ไขปัญหาขนเฉพาะจุด ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะทำงานด้วยการยิงแสงไปที่เมลานินหรือเม็ดสีในรูขุมขนของเรา ก่อนจะทำลายโคนรากและทำลายวงจรการงอกใหม่ของขน ทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกของขนครั้งใหม่ น้อยมากหรือไม่งอกเลย สะดวกสบายทำได้ที่บ้าน ไม่ต้องเวียนไปคลินิกความงามบ่อย ๆ ประหยัดเงินสุด ๆ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 8 ไอเทมเด็ด ที่ Kudos มานำเสนอแก๊งสาว ๆ ในวันนี้ ก็ต้องบอกว่า ไอเทมทันสมัยที่เหมาะกับบิวตี้รูทีนของผู้หญิงสตรองอย่างเรา มีอีกนับไม่ถ้วนเลยจริง ๆ บางชิ้นบางอันเหมาะมากกับการหาตำนำมาใช้ เพราะไม่ใช่แค่สะดวกสบาย แต่ยังช่วยให้ความสวยของเราปังขึ้นอีกหลายเท่า เอาเป็นว่าสาวยุคไอทีเทคโนโลยีล้ำ ๆ ก็ต้องสรรหาตัวช่วยใหม่ ๆ มาเสริมบิวตี้รูทีนกันแล้วล่ะ

เลือกก๊อกน้ำอ่างล้างจานอย่างไร พ่อบ้านแม่บ้านถูกใจ ใช้งานเหมาะสม

เลือกก๊อกน้ำอ่างล้างจานอย่างไร พ่อบ้านแม่บ้านถูกใจ ใช้งานเหมาะสม

อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆอย่าง ‘ก๊อกน้ำ’ อุปกรณ์ที่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันอยู่แล้วเป็นปกติ ในแง่มุมของการใช้งาน ก๊อกน้ำนับเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานมากที่สุดในครัวเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อมองลึกไปในแง่ความพิถีพิถันในการเลือกซื้อ ก๊อกน้ำมักถูกตีค่าเป็นแค่ชิ้นเล็ก ๆ ที่หลายคนไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนักในการเลือกซื้อ แต่เชื่อหรือไม่ว่า แค่การเลือกก๊อกอ่างล้างจานดี ๆ สักชิ้น สามารถช่วยให้งานครัวของเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านสะดวกขึ้นมาได้แบบหลายเท่า ช่วยให้เราประหยัดน้ำ รวมไปถึงการสร้างสุขลักษณะที่ดีต่อสุขภาพของคนในครอบครัว ฉะนั้น แค่การเลือกก๊อกน้ำ ก็สามารถส่งผลต่อวิถีชีวิต การใช้งานในบ้านหรือครัวของเราได้ไม่น้อยเลยจริง ๆ การเลือกซื้อก๊อกน้ำประจำบ้าน โดยเฉพาะก๊อกน้ำประจำอ่างล้างจาน จึงเป็นสิ่งที่ควรพิถีพิถันกับการเลือกไม่ต่างกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่น ๆ ในบ้าน

วิธีเลือก ‘ก๊อกน้ำ’ อ่างล้างจานให้ตอบโจทย์การใช้งาน ต้องพิจารณาจากอะไร ?

ในปัจจุบัน ก๊อกน้ำสำหรับงานครัว มีตัวเลือกที่หลากหลายมาก ๆ ไม่ว่าจะทั้งก๊อกน้ำปกติทั่วไปหรือก๊อกน้ำสมัยใหม่ ที่มีการเสริมเทคโนโลยีเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้น การเลือกก๊อกน้ำล้ำ ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะดี หรือเหมาะสมกับครัวของเราเสมอไป ดังนั้นเราควรที่จะต้องรู้ และเข้าใจถึงความแตกต่างของก๊อกน้ำแต่ละแบบ และปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา จึงสามารถเลือกก๊อกน้ำที่ถูกต้องและถูกใจ ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง

1. การติดตั้ง (Faucet Installation)

การติดตั้งก๊อกน้ำทั่วไปที่เราพบเจอมักเป็นแบบติดไปกับอ่างล้างจาน ซึ่งความจริงแล้ว ก๊อกน้ำสามารถติดตั้งได้ 3 จุดด้วยกัน ได้แก่

  • ติดตั้งลงบนเคาน์เตอร์ : มักพบในครัวทันสมัย มีลูกเล่นและดีไซน์ที่โดดเด่น ต้องติดตั้งแยก
  • ติดตั้งลงบนอ่างล้างจาน : พบได้ในอ่างล้างจานทั่วไป เป็นดีไซน์ที่พบได้บ่อย
  • ติดตั้งลงบนผนัง : พบได้บ่อยในครัวเชิงพาณิชย์ แต่สามารถใช้ได้ในงานครัวบ้านเช่นกัน โดยเฉพาะครัวที่มีพื้นที่จำกัด การติดตั้งลงบนผนังจะช่วยเพิ่มพื้นที่อิสระมากขึ้น

2. ขนาดและรูปทรง (Faucet Size and Shape)

ขนาดและรูปทรงของก๊อกน้ำมีส่วนสำคัญมากต่อการใช้งาน โดยทั่วไปจะมีแบบทรงเตี้ยและทรงสูง โดยทรงเตี้ยหรือโค้งต่ำ มักเหมาะกับการใช้งานทั่วๆไป ไม่ค่อยได้ใช้ล้างหม้อขนาดใหญ่หรือภาชนะที่ต้องเผื่อระยะสูง ๆ ทรงเตี้ยจะทำให้ตัวก๊อกน้ำไม่ไปบดบังการมองเห็นและตกแต่งง่ายเข้ากับอ่างล้างจานได้ทั่วไป ส่วนทรงสูงหรือโค้งสูง มักมีดีไซน์ที่สวยโดดเด่น มีรูปแบบไปในทางมินิมอลและเรียบหรู มักมีทั้งรูปทรงตัว L และตัว U เหมาะกับการใช้งานที่ต้องเผื่อพื้นที่กว้าง ๆ สำหรับชำระล้างภาชนะขนาดใหญ่

ก๊อกน้ำอ่างล้างจาน

 

3. ความสูงและการวัดระยะ ( Height and Measurements)

ก่อนเลือกซื้อก๊อกน้ำประดับอ่างล้างจานชิ้นโปรด เราจำเป็นต้องกะระยะการจัดวางก๊อกน้ำเสียก่อน โดยมีหลาย ๆ ส่วนที่จำเป็นจะต้องวัดและกะระยะให้ดีก่อนติดตั้ง

  • ระยะห่างจากผนัง เพื่อไม่ให้ก้านปัดหรือวาล์วน้ำเกิดติดขัดระหว่างการใช้งาน
  • ระยะจากตัวอ่างล้างจาน หากต้องติดตั้งแยกลงบนเคาน์เตอร์
  • ระยะที่ต้องเผื่อในการใช้งาน ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกว่าจะใช้ก๊อกทรงสูงหรือเตี้ย
  • ระดับความลึกของอ่าง ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกระยะของตัวก๊อกน้ำด้วยเหมือนกัน
  • ระดับความสูงของผนัง สำหรับก็อกน้ำที่จะติดตั้งลงบนผนัง

ส่วนใหญ่ ก๊อกน้ำที่เหมาะกับห้องครัว มักมีรูปแบบทรงสูง สำหรับครัวที่มีการใช้งานเชิงพาณิชย์หรือใช้งานหนักและบ่อย การใช้ก๊อกน้ำทรงสูงประมาณ 18 นิ้ว หรือ 24 นิ้วจะนับว่าตอบโจทย์ไม่น้อย

4. วาล์วก๊อกน้ำ (Faucet Valves)

วาล์วก๊อกน้ำ เป็นองค์ประกอบสำคัญซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการไหล รวมไปถึงอุณหภูมิน้ำ ในประเทศไทยมักนิยมก๊อกน้ำที่มีวาล์วเปิด-ปิดเพียง 1 หัวเท่านั้น หรือ Single-handle Faucet แต่กับบางห้องครัวที่มีความทันสมัยก็จะมีการเพิ่มฟังก์ชันของวาล์วน้ำ เป็น 2 – 3 วาล์วเพื่อรองรับการใช้งานครัวเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบาย

  • วาล์วแบบหมุน : ปกติจะมาในรูปแบบทรงกลม อาจมีแฉกมนๆเพิ่มขึ้นมาเพื่อง่ายต่อการจับใช้ สามารถหมุนได้รอบเพื่อควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่หมุนได้รอบแทบจะ 360 องศา เลยทำให้สามารถหมุนปรับระดับความแรงได้ตามการใช้งาน ประหยัดน้ำได้ดี
  • วาล์วแบบก้านปัด : เป็นรูปแบบที่นิยมใช้งานแพร่หลาย มักมาในลักษณะเป็นก้าน หรือ คันโยก เมื่อจะใช้งานก็เพียงแค่บิดก้านซ้ายขวา หรือ ขึ้นลง เพื่อควบคุมปริมาณการไหลของน้ำและการเปิด-ปิด
  • วาล์วแบบมือจับเดี่ยว : มักมีทั้งแบบหมุน คันโยก หรือก้านปัด มีฟังก์ชันการเปิด-ปิดและควบคุมน้ำในอันเดียวกัน บางรุ่นสามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำในตัวได้ ใช้งานง่าย ความคล่องตัวสูง
  • วาล์วแบบมือจับคู่ : มีได้ทั้งแบบหมุนและแบบก้านปัด ตัววาล์วมักถูกจัดวางขนาบข้างของตัวท่อหลักของก๊อกน้ำอีกทีหนึ่ง มีดีไซน์ที่ทันสมัย และสามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำร้อน-เย็นได้จาก 2 ฝั่ง

5. คุณสมบัติพิเศษ (Faucet Features)

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับครัวสมัยใหม่ หรือ ครัวโมเดิร์น คือการเลือกก๊อกน้ำที่มาพร้อมฟีเจอร์พิเศษ ช่วยเสริมกิจกรรมการล้างจานให้ไม่น่าเบื่อ นอกจากดีไซน์จะสวย ประโยชน์สอยก็มากตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันก๊อกน้ำที่มีฟังก์ชันแบบครบ ๆ มีให้เลือกหลากหลาย ได้แก่

  • ก๊อกน้ำแบบยืดหดได้ (Pull-Down / Pull Out Faucet) : ก๊อกน้ำชนิดนี้มีฟีเจอร์ที่สามารถดึงเฉพาะหัวก๊อกน้ำออกมาได้อย่างอิสระ พร้อมกับสายชำระล้างที่ติดมาด้วย ทำให้สามารถปรับทิศทางได้ทั่วอ่าง มักมาพร้อมวาล์วน้ำแบบคันโยกและปุ่มเสริมพิเศษ ก๊อกน้ำแบบนี้จึงมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์หลากหลาย ทั้งล้างภาชนะ ล้างผัก-ผลไม้ได้แบบทั่วถึง
  • ก๊อกน้ำมีสายสเปรย์เสริมข้าง ๆ (Side Sprayer Faucet) : ก๊อกน้ำชนิดนี้ จะมีความพิเศษกว่าชนิดทั่วไป นอกจากตัวก๊อกน้ำปกติ จะถูกเสริมด้วยสายฉีดแบบสเปรย์ด้านข้าง เพื่อแยกกับการล้างจานแบบเดิม ปรับทิศทางได้อย่างอิสระ วันไหนจะใช้ฟังก์ชันเดิม ๆ ก็ได้ แต่วันไหนใช้งานหนักก็สามารถดึงสายพ่นแยกออกมาใช้ได้เลย
  • ก๊อกน้ำอัจฉริยะ (Smart Faucet) : เป็นก๊อกน้ำที่ใส่เทคโนโลยีเข้าไปเสริมความสะดวกสบายแบบขั้นกว่า ก๊อกน้ำชนิดนี้มักมีฟังก์ชันสุดล้ำ เช่น สามารถควบคุมด้วยเซนเซอร์ (Motion Sensor Faucet)

ตัวเลือกในหมวดหมู่ของก๊อกน้ำอัจฉริยะ นอกเหนือจากฟังก์ชันก์การใช้งานแบบล้ำสมัย ในหลายประเภทมักมาพร้อมนวัตกรรมเสริมเรื่องความสะอาดปลอดภัย เพราะในยุคสมัยที่เราตระหนักถึงสิ่งสกปรกและสารพิษที่อาจปนเปื้อนมากับภาชนะหรือผักผลไม้ การเลือกซื้อก๊อกน้ำที่มีนวัตกรรมช่วยเรื่องกรองสิ่งสกปรกและสารตกค้าง จะยิ่งช่วยให้เราเซฟสุขภาพตนเองและครอบครัวได้ไม่น้อย แต่แน่นอนว่า ก๊อกน้ำอัจฉริยะอาจมาพร้อมกับราคาที่สูงตามประโยชน์ใช้สอย จะดีกว่าไม่น้อยทีเดียวถ้าเราสามารถหาฟีเจอร์เสริมมาติดกับก๊อกน้ำธรรมดาของเราได้เองที่บ้าน อย่าง KUDOS Water Q ปากก๊อกกรองน้ำ อุปกรณ์เสริมนวัตกรรมส่งตรงจากญี่ปุ่น ที่สามารถนำมาติดตั้งกับก๊อกน้ำตัวเดิมที่บ้านได้ ปากก๊อก Water Q ตัวนี้สามารถกรองสารปนเปื้อนที่มากับน้ำได้ถึง 80% ทนร้อน ทนกระแทก ใช้งานได้ทั้งล้างจาน ล้างผักผลไม้ ผักสลัด หรือใช้ล้างหน้า บ้วนปากแปรงฟันก็ยังได้ เพราะคุณสมบัติที่สามารถขจัดสารอันตรายตามกรมควบคุมมลพิษได้มากถึง 5 ชนิด ! ยิ่งทำให้มั่นใจขึ้นในความปลอดภัยต่อสุขภาพ เปลี่ยนก๊อกตัวเดิมเสริมให้ล้ำสมัยด้วยนวัตกรรมในราคาที่แสนจะเป็นมิตร

จากทั้ง 5 ข้อที่ได้กล่าวไปจะเห็นได้ว่า แค่การเลือกก๊อกน้ำให้เหมาะกับการใช้งาน ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตการล้างจานและสุขอนามัยในห้องครัวได้เยอะเลย พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจร้องว้าวไปเลยว่า อาณาจักรก๊อกน้ำเองก็กว้างใหญ่ไม่ใช่น้อย แถมตัวเลือกที่มีก็สามารถคัดเลือกดู เพื่อมองหาตัวเลือกที่ดีที่สุดได้ คราวนี้เหล่าพ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่ น่าจะได้วิธีและแนวทางในการเลือกก๊อกน้ำที่ถูกใจและเหมาะกับอ่างล้างจานกันแล้ว บอกเลยว่า เลือกทั้งทีเอาให้ดีและใช้งานไปได้นาน ๆ

รีโนเวทห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ มีอะไรบ้างที่ควรรู้ ?

รีโนเวทห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ มีอะไรบ้างที่ควรรู้

เมื่อพูดถึงเรื่องราวของช่วงอายุและความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ก็ต้องยอมรับว่า ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมชราวัยมากขึ้นไปทุกที ชนิดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะแต่เริ่มเดิมที ประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว และในปัจจุบัน สังคมไทยเราก็กำลังตบเท้าเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า Complete Aging Society นั่นเป็นสัญญาณที่กำลังบ่งบอกว่า ประชากรไทยกำลังจะมีผู้สูงวัยในอัตราถึง 20% จากทั้งหมด และยังมีสิทธิ์แตะ 30% ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า เรียกได้ว่า ประชาชนพลเมืองไทยจะต้องอาศัยร่วมกับผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหนึ่งในหลายคนเหล่านั้นก็อาจเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือ ญาติผู้ใหญ่ ของเรานั่นเอง

ฉะนั้น การตระเตรียมสิ่งดี ๆ ตลอดจนที่พักอาศัยให้กับเหล่าผู้สูงวัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะ ที่พักอาศัย หรือ บ้าน เปรียบเสมือนเคหสถานที่สำคัญมากที่สุดในยามบั้นปลายชีวิตหรือในวัยเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ที่เริ่มวางแผนที่อยู่อาศัยกว่า 75% ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน ไม่เพียงแต่จะต้องปลอดภัย แต่บ้านยุคใหม่จะต้องส่งเสริมสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะ “ห้องนอน” ที่เรียกได้ว่า มีแค่ Senior-Friendly ไม่พอ ต้องมาพร้อมกับ Eco-Friendly ด้วยถึงจะตอบโจทย์ผู้สูงวัยยุคใหม่

วันนี้ Kudos เลยจะพาทุกคนไปศึกษและเรียนรู้เกี่ยวกับห้องนอนสำหรับผู้สูงวัย มีอะไรบ้างที่ควรรู้ หรือให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จะสร้างใหม่หรือรีโนเวทห้องนอนให้กับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่อย่างไรให้ตอบโจทย์ ตลอดจนการเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาปรับใช้กับห้องนอนวัย 60+ ให้ครบองค์ประกอบ พร้อมอยู่!

5 สิ่งสำคัญที่ควรคำนึง ก่อนรีโนเวทห้องนอนโฉมใหม่ให้ผู้สูงอายุ

ส่วนใหญ่แล้ว ผู้สูงวัยในยามบั้นปลายชีวิต มักเลือกจะอยู่บ้านเดิมมากกว่าจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่ แน่นอนว่าแนวทางแก้ไขของลูกหลาน ก็ต้องจัดแจงมารีโนเวทเพื่อรองรับ แต่บทจะอัปเกรดไปเลยทั้งหลังก็คงมีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร ฉะนั้น การปรับปรุงเฉพาะส่วนจึงนิยมมากสำหรับการรีโนเวทบ้านให้ผู้สูงอายุ และนี่คือ 5 สิ่งและ 5 ส่วนที่ควรคำนึงถึงก่อนการลงมือรีโนเวท

5 สิ่งสำคัญที่ควรคำนึง ก่อนรีโนเวทห้องนอนโฉมใหม่ให้ผู้สูงอายุ

 

1. เตียงนอน เช็กระดับสูงต่ำให้ดี ไม่มีปวดหลัง

“เตียงนอน” หัวใจหลักที่เสริมความเป็นห้องนอนให้สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับคนสูงวัย รูปแบบเตียงจะต้องไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหลังหรือข้อเข่าเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นอาการที่มักเกิดเป็นปกติในผู้สูงอายุ ความสูงของเตียงที่ดีที่สุด เช็กได้ง่าย ๆ ให้ผู้สูงวัยลองนั่งบนเตียง หากเท้าแตะพื้นและเข่าทำมุม 90 องศา นั่นเท่ากับว่า เตียงนั้นคือเตียงที่ดีต่อญาติผู้ใหญ่ของคุณที่สุด อีกทั้ง ความหนาของฟูกที่นอนก็สำคัญ ฟูกที่ดีจำเป็นต้องมีความหนาแน่นสูงเพื่อให้นอนสบาย ช่วยเสริมการจัดแนวกระดูกสันหลังยามใช้งานได้ ได้ทั้งความปลอดภัยและสุขภาพไปในตัว

2. พื้นห้อง ต้อง Safety สุดๆ

สำหรับคนสูงวัย จะเดินเหินแต่ละที อาจมีสะดุดหกล้มได้ง่าย ๆ “พื้นห้อง” จึงจำเป็นต้องมีความปลอดภัยสูงจริง ๆ ตั้งแต่การเลือกวัสดุที่กันลื่นและเป็นมิตร เช่น พื้นไม้ลามิเนต ไม้ก๊อก พื้นยาง และเสริมทัพด้วยการปูพรมอีกชั้น ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มผิวสัมผัสให้นุ่มนวล หรือหากสะดุดหกล้มในบางครั้ง จะลดแรงกระแทกได้

3. แสงสว่างที่เพียงพอและครอบคลุม

แสงสว่าง สำคัญเสมอกับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยในยามที่สายตาไม่ได้มองชัดเจนเท่าแต่ก่อน ห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องมีการติดตั้งระบบไฟที่ครอบคลุมและสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน ควรเสริมระบบไฟเฉพาะจุด เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการหาสิ่งของ หรือเดินเหินตอนกลางคืน ลดโอกาสในการสะดุด หรือหกล้ม

4. ราวหรือที่จับ ต้องกระชับ ใกล้มือ

ลูกบิดประตูแบบเดิมอาจเป็นอันตรายและเสี่ยงต่อการจับพลาดได้ในผู้สูงอายุ ฉะนั้น การปรับเปลี่ยนราวจับหรือลูกบิดประตู จึงต้องคำนึงมากในการรีโนเวทห้องนอน ควรขยับมาใช้ลูกบิดแบบคันโยกที่จับถนัดมือและออกแรงน้อยในการเปิด เสริมด้วยราวทางเดินยาวในผู้สูงอายุที่อาจมีปัญหาเรื่องการเดิน

5. โทนสีและดีไซน์

เชื่อหรือไม่ว่า สี มีส่วนสำคัญมากสำหรับห้องนอน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะโทนสีของห้องมีส่วนส่งเสริมอารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยได้ การเลือกใช้สีห้องนอน โทนพาสเทล ขาวนวล หรือ น้ำตาลอ่อน ๆ จะเข้ากันดีกับผู้สูงวัย เนื่องจากสีเหล่านี้มักให้ความสบายตา สบายใจ และผ่อนคลายกว่าโทนอื่น ๆ

 5 เทคโนโลยีน่าใช้ เสริมดีไซน์ห้องนอนผู้สูงอายุให้อัจฉริยะ

5 เทคโนโลยีน่าใช้ เสริมดีไซน์ห้องนอนผู้สูงอายุให้อัจฉริยะ

 

ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป อะไร ๆ ก็ต้องปรับอัพเกรดให้ดียิ่งขึ้น และยิ่งกับบ้านยุคใหม่ในหมู่ผู้สูงอายุ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้บ้านกลายเป็น Smart Home ทันสมัย จะยิ่งทำให้ลูกหลานมั่นใจได้ว่า พ่อแม่ หรือ ญาติผู้ใหญ่ จะสามารถอยู่อาศัยในวัยเกษียณได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัยหายห่วง และนี่คือ 5 เทคโนโลยีที่น่าหยิบมาใช้ ไม่เพียงแต่จะทำให้บ้านน่าอยู่อาศัย แต่ยังเสริมความปลอดภัยให้รัดกุมขึ้นเป็นเท่าตัว !

1. ระบบไฟอัจฉริยะ (Smart Lighting)

ระบบไฟที่ต้องใช้สวิตช์เปิด-ปิดแบบเดิม ๆ อาจไม่สะดวกอีกต่อไป หากผู้สูงวัยต้องลุกไปเปิดปิดบ่อย ๆ ไหนจะเวลาเข้า-ออกห้องน้ำยามค่ำคืน กว่าจะเดินมาถึงสวิตช์ไฟได้ อาจไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก ฉะนั้น ระบบไฟอัจฉริยะสมัยใหม่ จะมาตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและความสะดวกอย่างถึงที่สุด ซึ่งระบบไฟอันทันสมัย มักมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น

  • ไฟทางเดิน แบบเซนเซอร์ (Motion Active Sensor Light) : สำหรับห้องนอน มักอยู่บริเวณขอบล่างของเตียง หรือ ติดผนัง เพื่อให้แสงสว่างเฉพาะที่ ไม่ใช้สวิตช์เปิดปิด แค่เพียงเดินผ่าน ไฟทางเดินเหล่านี้ก็สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ เป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงวัยที่ลุกเข้าห้องน้ำยามกลางคืน เพราะแค่ลุกจากเตียง หรือ เดินผ่าน ไฟก็จะสว่างเห็นทางเดินสู่ห้องน้ำ ไม่ต้องเปิดไฟดวงใหญ่ให้รบกวนคนอื่น
  • หลอดไฟ อัจฉริยะ (Smart Light) : มักปรากฏคล้ายหลอดไฟทั่วไป แต่มีคุณสมบัติที่สั่งการได้ด้วยมือถือหรือเสียง ในบางรุ่นจะสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิด ตามกิจวัตรของผู้อาศัยได้ ทำให้เซฟทั้งความปลอดภัยและค่าไฟฟ้าไปในตัว
  • โคมไฟอัจฉริยะ (Smart Lamp) : นอกเหนือจากระบบไฟหลักภายในห้อง โคมไฟ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนรีเควสว่าต้องมี จะดีกว่าเดิม หากยกระดับมาปรับใช้โคมไฟอัจฉริยะ ที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียง หรือ รีโมตคอนโทรล

2. ปลั๊กไฟอัจฉริยะ (Smart Plugs)

ปลั๊กไฟอัจฉริยะ เป็นเทคโนโลยีทางเลือก ที่เหมาะกับการรีโนเวทอย่างที่สุด เพราะ ปลั๊กไฟสุดเจ๋ง หรือ Smart Plug มีคุณสมบัติช่วยเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเดิม ๆ ที่ไม่อยากซื้อใหม่ให้สามารถควบคุมจากระยะไกลได้ อาจผ่านเซนเซอร์ หรือ รีโมตคอนโทรล ซึ่งสามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่าง เช่น โคมไฟ เครื่องปรับอากาศ พัดลมตั้งพื้น หรือโทรทัศน์ แค่เพียงจับคู่ปลั๊กไฟอัจฉริยะเข้ากับสมาร์ตโฟน ก็สามารถเปิด-ปิด ตั้งเวลาอุปกรณ์นั้นๆได้ เทียบเท่า Smart Light หรือ Smart Device อื่นๆ นับว่าคุ้มค่าและทดแทนได้ในราคาที่ย่อมเยากว่าระดับหนึ่งเลยทีเดียว

3. อุปกรณ์วัดการนอนหลับ (Sleep Tracker)

ผู้สูงวัย เมื่อยิ่งแก่ตัวไปการนอนหลับอาจเสี่ยงอันตรายมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว หลายครั้งมักเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินยามหลับใหล เทคโนโลยีตัวใหม่ที่ชื่อว่า Sleep Tracker หรือ “อุปกรณ์วัดการนอนหลับ” จะเข้ามามีบทบาทโดยการติดตามการนอน ผ่านระบบที่ทันสมัย ไม่ต้องสวมใส่อุปกรณ์ ไม่ต้องใช้สายวัดชีพจรให้วุ่นวาย แต่เทคโนโลยีชนิดนี้ มีเพียงแค่ แผ่นอุปกรณ์ขนาดเล็กกะทัดรัด ทำการติดตั้งไว้ใต้ที่นอน เท่านี้ ระบบก็สามารถตรวจจับชีพจรตอนหลับได้ ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังวัดคะแนนการนอนหลับว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับไหน มีความผิดปกติหรือไม่ มีอัลกอริทึมวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพไปในตัวได้อีกด้วย !

4. ระบบฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Contact)
เพื่อความปลอดภัยอย่างสูงสุด ห้องนอนผู้สูงอายุสมัยใหม่ ควรจะมีระบบ SOS อัจฉริยะ เป็นพิเศษ โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง ระบบฉุกเฉินอัจฉริยะ สามารถมีรูปแบบได้ทั้งนาฬิกาติดข้อมือ อุปกรณ์ติดผนัง บริเวณเตียงนอน หรือ ห้องน้ำ เพื่อสะดวกต่อการขอความช่วยเหลือในยามคับขัน สัญญาณสามารถส่งเสียงหรือส่งตรงหาลูก-หลานบนมือถือได้

5. ระบบล็อกประตูอัจฉริยะ (Smart Door Lock)

หลายบ้านอาจมีผู้สูงวัยอาศัยตามลำพังเป็นครั้งคราว ช่วงเวลาเหล่านั้นหากบ้านหรือประตูห้องนอนไม่ถูกล็อกกลอนให้ดี อาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยตามมาได้ เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเสริมความปลอดภัยอีกด้านสำคัญ นั่นคือ ระบบล็อกประตูอัจฉริยะ ในกลุ่ม Smart Door Lock เพราะไม่เพียงง่ายแต่การหยิบจับ เปิดปิด แต่ยังช่วยแก้ปัญหาหลงลืมกุญแจได้ด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย ไม่จำกัดเฉพาะ Smart Door Lock ที่ใช้กุญแจแบบคีย์การ์ด หรือพาร์สเวิร์ดเท่านั้น แต่สามารถควบคุมการเข้าออก เปิดปิดได้ผ่านสมาร์ตโฟนจากทางไกลกันเลยทีเดียว เรียกว่าสะดวกสุด ๆ หมดห่วงเรื่องความปลอดภัย ลูกหลานเช็กได้ สะดวกสบายกว่าหลายเท่า

ถึงอย่างนั้น การรีโนเวทห้องนอนให้เหมาะกับผู้สูงวัย ยังมีปัจจัยอีกหลายด้านที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ รวมไปถึงยังมีเทคโนโลยีที่น่านำมาปรับใช้ให้กับเหล่าคุณพ่อคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่ อีกหลายแขนงที่น่าสนใจมากๆ คราวหน้า Kudos จะนำข่าวสารดี ๆ แง่มุมไหนมาตีแผ่ใหม่ โปรดติดตามพวกเราไว้ด้วยน้า~

6 เทคโนโลยีน่าใช้ เสริมบ้านผู้สูงวัยให้ปลอดภัยและทันสมัยสุด ๆ

6 เทคโนโลยีน่าใช้ เสริมบ้านผู้สูงวัยให้ปลอดภัยและทันสมัยสุด ๆ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในยุคสมัยปัจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากจริง ๆในการจัดแต่งบ้าน อุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ เข้ามาเสริมความเป็นบ้านที่ทันสมัยมากขึ้น จนเกิดเป็นคำว่า Smart Home บ้านที่ครบพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ผนวกกับนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อยกระดับบ้านแบบเดิม ๆ ให้ปลอดภัยและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ สมาร์ตโฮมที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ จริง ๆ แล้วไม่ได้เหมาะกับแค่คนรุ่นใหม่เท่านั้น เพราะฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและสะดวกสบายสูงสุด ทำให้ยังเหมาะสมอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยสิ่งของที่เรียบง่ายแต่ทรงคุณประโยชน์ นั่นเอง จึงทำให้เทรนด์การรีโนเวทบ้านแก่ผู้สูงอายุ หันมาปรับใช้เทคโนโลยีสมาร์ตโฮม รวมถึงนวัตกรรมผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน ข้าวของเครื่องใช้มักถูกอัปเกรดให้รองรับความปลอดภัยแบบแน่นเปรี๊ยะ วันนี้ Kudos เลยจะมาแนะนำเทคโนโลยีที่น่าใช้ เพื่อมาเสริมองค์ประกอบบ้านให้สะดวกสบายและทันสมัยแบบสุด ๆ

บทบาทของเทคโนโลยี ดีต่อบ้าน ดีต่อผู้สูงอายุ

หากเป็นในอดีต เทคโนโลยีอาจเป็นเรื่องไกลตัวของผู้สูงวัย แต่ไม่ใช่กับยุคสมัยนี้ เพราะนวัตกรรมที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยี ถูกพัฒนาให้เข้าถึงง่ายและใช้งานได้ง่ายจึงเหมาะกับทุกช่วงวัย แม้กระทั่งผู้สูงอายุ อุปกรณ์เสริมเทคโนโลยี หรือ Smart Device ที่ใช้คู่กับสมาร์ตโฮม นอกจากจะมีประโยชน์โดยตรงกับบ้าน ในอีกทางหนึ่ง ยังส่งผลดีและมีส่วนช่วยเหลือการเป็นอยู่ของผู้สูงอายุให้มีคุณภาพมากขึ้นด้วย ทั้งในการกินอยู่ หลับนอน และการใช้ชีวิตในยามบั้นปลาย เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถยกระดับความปลอดภัยของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น แต่การยกระดับที่ว่า จะเป็นในแง่มุมไหนได้บ้าง ?

บทบาทของเทคโนโลยี ดีต่อบ้าน ดีต่อผู้สูงอายุ

 

ความปลอดภัย : Smart Device หลายชิ้นมีส่วนในการยกระดับ – ปรับปรุงความปลอดภัยของผู้สูงวัยอย่างมาก ด้วยฟังก์ชันอัจฉริยะต่างๆ เช่น กลอนประตูอัจฉริยะ ที่สามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์ทางไกลได้ ลูกหลานหายห่วง หรือแม้แต่ ลำโพงอัจฉริยะ ที่สามารถแจ้งเตือนระบบสุขภาพ รวมไปถึงระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ในเสี้ยวนาที

ความสงบ เรียบง่าย : บ้านของผู้สูงวัย จะให้ใช้อุปกรณ์ของเก่าเดิม ๆ ก็อาจวุ่นวายซับซ้อน ใช้เรี่ยวแรงมากไป ฉะนั้น เทคโนโลยีหรือนวัตกรรม มักมาช่วยยกระดับองค์ประกอบต่างๆให้ใช้งานได้อย่างเรียบง่าย Smart Device หลายชิ้นเป็นมิตรกับผู้สูงวัย (Senior-Friendly) ทั้งในแง่การหยิบจับ ความง่ายดายในการใช้ และสามารถทำงานได้แบบอัตโนมัติ

ความสะดวกสบาย ทุ่นแรง : แน่นอนว่า สมาร์ตโฮม มีหน้าที่หลักเพื่อยกระดับความสะดวกสบาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาให้การเคลื่อนไหวร่างกาย เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเสริมใส่ระบบอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น ระบบเซนเซอร์ ระบบสั่งการด้วยเสียง สั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ รีโมตคอนโทรล ก็เพื่อรองรับการใช้งานของเหล่าผู้สูงวัยให้ใช้งานให้ง่ายที่สุดนั่นเอง

แนะนำ 6 ไอเทมล้ำเทคโนโลยีน่าใช้ ที่จะทำให้บ้านผู้สูงวัยปลอดภัยมากกว่าเดิม!

Smart Home

 

1. กลอนประตูดิจิตอล (Digital Door Lock)

หลายครั้งที่ผู้สูงวัยมีปัญหากับกลอนประตู ไม่ว่าจะการจับลูกบิดที่อาจผิดท่าจนถึงขั้นพลาดล้มได้ ไหนจะกุญแจที่หากหลงลืมไปวางทิ้งไว้ ก็คงเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้เหมือนกัน และที่มากไปกว่านั้น หากเกิดหลงลืมที่จะล็อกกลอนก่อนออกไปทำธุระ แม้จะชั่วคราว ก็เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อีก

“กลอนประตูดิจิตอล (Digital Door Lock)” เป็นนวัตกรรมล้ำสมัย ที่ออกแบบมาเพื่อให้การล็อกประตู เปิด-ปิดนั้นง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ด้วยระบบอัจฉริยะที่ไม่ต้องพกกุญแจอีกต่อไป มักมาพร้อมระบบใส่รหัสผ่านรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับมือจับที่กระชับและเรียบหรู ซึ่งจะมีรูปแบบและฟังก์ชันแยกที่แตกต่างกันไปตามระบบที่รองรับ เช่น

  • กลอนล็อกแบบ 2 ระบบ : ถือเป็นแบบพื้นฐานที่ถึงแม้จะมีระบบรองรับน้อยเพียง 2 ระบบ แต่ก็นับว่าครบถ้วนต่อการใช้งานในระดับหนึ่ง ซึ่งรูปแบบนี้ มักรองรับ การล็อกแบบ ใส่รหัสผ่าน และ คีย์การ์ด
  • กลอนล็อกแบบ 3 ระบบ : กลอนประตูดิจิทัลที่มักรองรับ 3 ระบบหลัก ได้แก่ การสแกนลายนิ้วมือ การใส่รหัสผ่าน และแตะคีย์การ์ด
  • กลอนล็อกแบบ 4 ระบบ : รูปแบบนี้จะมีฟังก์ชันที่ครบ ทันสมัย ซึ่งจะรองรับการใช้งานด้วย การใส่รหัสผ่าน สแกนนิ้วมือ คีย์การ์ด และสติกเกอร์บลูทูธหรือ บลูทูธแท็ก

2. ก๊อกน้ำอัตโนมัติ (Smart Faucet)

ก๊อกน้ำอัตโนมัติ หรือ Smart Faucet ที่เราสามารถเรียกอีกอย่างได้ว่า ก๊อกน้ำเซนเซอร์ (Sensor Faucet) ก๊อกน้ำอัจฉริยะเหล่านี้มักมาพร้อมกับระบบเซนเซอร์ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อการใช้งานได้ นั่นหมายความว่า จะเปิด-ปิดสักที ก็ไม่ต้องเอื้อมมือไปปัดก้านหรือลูกบิดอะไรให้ยุ่งยาก แค่ยื่นมือออกไปก็ใช้งานได้ง่าย ๆ แล้ว ที่สำคัญ ก๊อกน้ำแบบเซนเซอร์ยังสามารถช่วยประหยัดค่าน้ำได้ด้วย แถมยังสามารถป้องกันการลืมปิดน้ำจนก่อให้เกิดควาเมสียหายต่อทรัพย์สินอื่น ๆ ได้เช่นกัน

3. เครื่องตรวจวัดอากาศอัจฉริยะ (Smart Air Quality Monitor)

บ้านที่ดีต่อผู้สูงวัย นอกจากจะปลอดภัยต่อตัวแล้วก็ต้องปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย ฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ถือเป็นปัญหาไม่น้อยในสังคมความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่นหรือมลพิษ จึงเป็นตัวเลือกที่น่าลงทุนมากในการสร้างหรือรีโนเวทบ้านให้กับผู้สูงวัย “Smart Air Quality Monitor” หรือ เครื่องตรวจวัดอากาศอัจฉริยะ ไอเทมดี ๆ ที่น่าโดนในยุคนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในบ้านว่าอยู่ในระดับที่ดีหรือไม่ เจ้าเครื่องนี้ยังสามารถ ตรวจจับฝุ่น PM 2.5 ตรวจจับละอองเชื้อโรค และในบางรุ่นยังสามารถวัดคาร์บอนไดออกไซด์ วัดค่าความชื้น และอุณหภูมิขณะนั้นได้ รวมถึงสามารถแสดงผลผ่านหน้าจอเล็ก ๆ ที่สามารถตั้งตกแต่งราวกับนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือน หรือเเม้เเต่ซิงค์จับคู่กับสมาร์ตโฟนเพื่อตรวจเช็กฝุ่น มลพิษ และเชื้อโรคในบ้านได้แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ที่บ้านก็ตาม

4. โถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ (Smart Toilet)

คนสูงวัยและห้องน้ำ แทบจะเป็นของคู่กัน และเนื่องด้วยความลำบากของการเคลื่อนไหว จะเข้าใช้ห้องน้ำยามกลางวันหรือกลางคืน เรื่องความความปลอดภัย และความสะดวกสบายจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะกับหัวใจของห้องน้ำ อย่าง โถสุขภัณฑ์ ที่ต้องมาในรูปแบบโถนั่งมั่นคง และจะดีขึ้นไปอีกถ้าเป็นแบบอัจฉริยะ “โถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ” เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้การใช้ห้องน้ำของคนสูงวัยทั้งสะดวกสบายและปลอดภัยมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยระบบการชำระล้างหลายระดับ ปรับได้ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่สะอาด รวมไปถึงระบบเป่าลมอุ่น และฝารองนั่งอุ่น ที่เอื้อให้เกิดความสบายและเป็นมิตรต่อสุขภาพ

ส่วนเรื่องความปลอดภัยไม่ต้องพูดถึง โถสุขภัณฑ์อัตโนมัติส่วนใหญ่มักมีระบบป้องกันไฟฟ้ารั่วอย่างมีมาตรฐาน พร้อมระบบเสริมความปลอดภัยแบบหลายชั้น ทั้งตัววัสดุที่ทนทานแข็งแรง แสงไฟในตัวเองยามค่ำคืน ระบบเซนเซอร์และรีโมตควบคุม ที่สำคัญ มีนวัตกรรมประหยัดน้ำและขจัดกลิ่นอีกด้วย เรียกได้ว่านอกจากสะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุดแล้ว ยังมีแนวคิด Eco-Friendly ที่ใส่ใจโลกแบบสุด !

5. ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Lighting System)

แสงสว่างเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งอื่นใด สำหรับผู้สูงอายุ ในยามกลางวันว่าสำคัญแล้วแต่กลางคืนนั้นสำคัญกว่า ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ก็มักมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เช่น

  • หลอดไฟอัตโนมัติ เป็นรูปแบบที่นิยมมาก เพราะติดตั้งง่ายและเอามาเสริมระบบไฟเก่าที่มีได้อีกด้วย หลอดไฟอัตโนมัตินี้ สามารถสั่งการผ่านสมาร์ตโฟนได้ หรือ ควบคุมได้ง่ายๆผ่านรีโมตคอนโทรล
  • ไฟทางเดินระบบเซนเซอร์ เป็นไอเทมที่น่าสนใจมากในผู้สูงอายุ เพราะไม่เพียงควบคุมผ่านระบบเซนเซอร์ที่ชาญฉลาด ไฟทางเดินนี้ยังสามารถส่องสว่างลงบนพื้นอัตโนมัติเป็นทางทอดยาว โดยที่ไม่ต้องเปิดไฟดวงหลักด้วย
  • ปลั๊กไฟอัตโนมัติ นอกเหนือจากหลอดไฟอัตโนมัติ ปลั๊กไฟอัจฉริยะ เป็นอีกตัวเลือกที่จะมาช่วยให้ระบบไฟฟ้าเดิมๆในบ้านกลายเป็นสมาร์ตโฮมได้ เพราะปลั๊กไฟอัจฉริยะนี้ เมื่อนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าใด ก็จะทำให้สามารถควบคุมและสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ผ่านแอปพลิเคชัน หรือ รีโมตคอนโทรลได้

6. อุปกรณ์แจ้งเตือนภาวะฉุกเฉิน (Emergency Alert Devices)

เรื่องไม่คาดฝันมักเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ที่ต้องอยู่อาศัยในบ้านพักตามลำพังในยามที่ลูกหลานอาจต้องออกไปข้างนอก เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินทางอุบัติเหตุหรือสุขภาพได้ ฉะนั้น การหยิบอุปกรณ์เสริมเทคโนโลยีที่รองรับ Emergency Alert ติดบ้านเอาไว้จึงเป็นแนวทางแก้ไขที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง Emergency Alert Device อาจมีหลายรูปแบบ เช่น

  • ลำโพงมอนิเตอร์ (Smart Speaker) : สามารถสั่งการด้วยเสียง หากตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน สามารถขอความช่วยเหลือผ่านการกดปุ่มที่ลำโพงหรือกดพูดขอความช่วยเหลือกับลูกหลานได้
  • เครื่องตรวจควันอัจฉริยะ (Smart Smoke Detector) : สามารถตรวจจับควันไฟและส่งสัญญาณเตือน พร้อมกับแจ้งเตือนไปยังสมาร์ตโฟนของลูกหลานได้อีกด้วย
  • เซนเซอร์ตรวจจับการหกล้ม (Fall Detection Sensor) : เป็นอุปกรณ์เสริมภายในบ้านผู้สูงอายุที่ทำหน้าที่คล้ายกับเซนเซอร์นิรภัย เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวในบ้าน แต่สำหรับสมัยใหม่ อุปกรณ์เหล่านี้จะเพิ่มฟังก์ชันที่ซับซ้อนลงไป นั่นก็คือ การตรวจจับการล้มของร่างกายมนุษย์ ทำให้เราสามารถรู้ได้ในทันที หากมีความผิดปกตินี้เกิดขึ้นภายในบ้าน ระบบจะสามารถแจ้งเตือนไปยังครอบครัว หรือ หน่วยกู้ภัยได้อีกด้วย

‘เทคโนโลยี’ อาจดูห่างไกลจากผู้สูงวัยไม่น้อย แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความปลอดภัยที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมเทคโนโลยีก็มีข้อดีและประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ฉะนั้น บ้านไหนมีผู้หลักผู้ใหญ่และกำลังจะมีแพลนรีโนเวทบ้านให้ไฉไลกว่าเดิม ก็อย่าลืมหยิบใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาอัปเกรดบ้านผู้สูงวัยให้ปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น!

จัดระเบียบโซนทำงาน ช่วง WFH อย่างไรให้ไอเดียกระฉูด

จัดระเบียบโซนทำงาน ช่วง WFH อย่างไรให้ไอเดียกระฉูด

ถึงแม้สถานการณ์ COVID – 19 จะผ่านไปอยู่ในระดับที่ดีกว่าอดีตมาก แต่รูปแบบการใช้ชีวิตของเราทุกคนก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นแบบ New Normal ไปซะแล้ว เช่นเดียวกับสังคมการทำงาน หลายบริษัทห้างร้านก็อาจเรียกคืนพนักงานสู่ออฟฟิศ แต่กับบางบริษัทก็ยังคงมีนโยบาย ทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home กันแบบลากยาวไม่มีกำหนด ไหนจะชาวฟรีแลนซ์ ผู้บุกเบิกการทำงานจากบ้านมาแต่ไหนแต่ไร กลายเป็นว่าวัยทำงานส่วนใหญ่ต้องปรับตัวให้ชินกับการทำงานรูปแบบใหม่ให้ได้ในยุคปัจจุบัน ถึงอย่างนั้น การทำงานจากสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่า ‘บ้าน’ แม้จะมีความยืดหยุ่นสูง สะดวกและได้เปรียบเรื่องเวลา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค เพราะวงจรชีวิตของชาว WFH อาจต้องเผชิญกับความยืดหยุ่นที่มากเกินไป ไหนจะการจัดระเบียบของบ้านที่ไม่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ความ Productive หรือแรงกระตุ้นในการทำงานนั้นหดหาย กลายเป็นว่า เกิดอาการเบื่อหน่ายและไม่มีไอเดียจะสร้างผลงานใหม่ ๆ ได้ดีเหมือนเดิม

และรู้หรือไม่ว่า แค่การปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการจัดโซนทำงานที่บ้านใหม่ให้พร้อมต่อการ WFH นับเป็นแนวทางแก้ไขที่ช่วยได้มากทีเดียว วันนี้ Kudos เลยจะพาทุกคนมาดู ‘ฮาวทูการจัดระเบียบโซนทำงานที่บ้านในช่วง WFH’ จัดอย่างไรให้ทำงานได้คล่องสมใจ ไอเดียกระฉูด!

10 เคล็ดไม่ลับ กับการจัดระเบียบโซนทำงานที่บ้าน ให้ WFH อย่าง Productive !

10 เคล็ดไม่ลับ กับการจัดระเบียบโซนทำงานที่บ้าน ให้ WFH อย่าง Productive !

 

1. หามุมหรือโซนที่เหมาะที่สุด

สำหรับชาวคอนโด หอพัก หรือแม้แต่บ้าน ที่ไม่ได้มีสัดส่วนรองรับการทำงานเป็นพิเศษ สิ่งที่ควรใส่ใจเป็นอันดับแรก คือการแยกโซนให้ชัดเจนระหว่างเตียงนอน จุดพักผ่อนนั่งเล่น และโต๊ะทำงาน จากนั้นให้หามุมหรือพื้นที่ที่เหมาะสมในการวางโต๊ะทำงานสักตัว ซึ่งมุมนั้นอาจพิจารณาจากความสะดวกสบาย ไม่รู้สึกอึดอัด อาจเป็นมุมที่มีแสงธรรมชาติส่องถึง และต้องห่างไกลจากสิ่งรบกวนใจ โดยสามารถจัดชิดริมหน้าต่าง ชิดผนัง หรือ ทแยงมุมกับฝั่งประตู มุมทำงานที่ใช่ จะสร้างพลังงานที่ดีให้พร้อมต่อการ WFH

 

2. เปิดรับแสงสว่างจากธรรมชาติ

ถึงแม้ชาวฟรีแลนซ์หลายคนจะชอบทำงานยามกลางคืน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แสงสว่างยามกลางวันที่สดใส ก็ให้ความรู้สึกที่ดีไปอีกแบบ การหันโต๊ะเข้าหาแสงธรรมชาติ สามารถช่วยให้เราได้รับพลังงานใหม่ ๆ ช่วยเสริมความผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดจาการเพ่งหน้าจอทำงาน แถมยังช่วยให้เรามีสมาธิจดจ่อกับงานได้มากขึ้น และที่สำคัญ แสงจากธรรมชาติ ยังมีประโยชน์ต่อสายตาได้ดีกว่าแสงสังเคราะห์

 

3. จัดหา Network Router ดี ๆ

สิ่งคู่กายของเหล่าชาว WFH นอกเหนือจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การมีอินเทอร์เน็ตดี ๆ ที่เอื้อต่อการทำงานอย่างไม่ขาดตอน คือการสร้างสภาพแวดล้อมทำงานที่ดีในระดับหนึ่ง นอกจากนั้น เราจำเป็นต้องจัดวางเร้าเตอร์ให้อยู่ในจุดที่กระจายสัญญาณได้ดี หากอุปกรณ์มีสายไฟระโยงระยางต้องจัดเก็บให้เป็นระเบียบ ไม่เกะกะโต๊ะทำงาน เพราะนั่นอาจสร้างความไม่เป็นระเบียบ ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการทำงานมาก

 

4. รูปแบบโต๊ะและประโยชน์ใช้สอย

โต๊ะทำงาน คือแก่นสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ ทั้งในออฟฟิศและบ้าน แต่การจัดหาโต๊ะทำงานสักตัว จำเป็นต้องใส่ใจในขนาดโต๊ะและประโยชน์ใช้สอยเป็นพิเศษ บางบ้านมีพื้นที่ทำงานกว้างขวาง ก็สามารถจัดวางโต๊ะขนาดใหญ่ที่รองรับการทำงานแบบ Multitasking ได้ สามารถวางอุปกรณ์ให้ครบพร้อมในที่เดียว แต่สำหรับใครที่มีพื้นที่จำกัด จำเป็นต้องมองหาขนาดโต๊ะที่เล็กลงมาแต่พร้อมไปด้วยฟังก์ชัน ทั้งลิ้นชัก ช่องเก็บของ เพื่อที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์ใช้สอยได้คุ้มค่า สามารถหยิบของสำคัญใกล้ตัวได้ โดยไม่ต้องลุกจากที่ให้เสียเวลา มากไปกว่านั้น ปัจจุบัน มีโต๊ะทำงานที่ออกแบบมาให้ปรับระดับได้ แถมรองรับการยืนทำงานเสริมสุขภาพได้อีกด้วย

เทคนิคจัดระเบียบบ้าน

 

5. เก้าอี้ดีต่อใจ ไม่ปวดหลัง

‘เก้าอี้’ เฟอร์นิเจอร์ที่วัยทำงานยุคนี้ให้ความใส่ใจมาก ๆ นอกจากจะต้องดีต่อใจ ก็ต้องดีต่อสุขภาพตามมาด้วย เพราะในบริบทการทำงานจากบ้าน หลายครั้งที่การโฟกัสงานมากๆมักพาให้เรานั่งยาวติดต่อกันนานหลายชั่วโมง บทจะลุกเดินไปมาแค่ครู่เดียวก็กลับมานั่งต่อ นั่นเท่ากับว่า การทำงานจากบ้าน เราใช้เวลาไปกับการนั่งมากกว่าตอนทำงานที่ออฟฟิศซะอีก ฉะนั้น จะทำงานอย่าง Productive เราก็ต้องลงทุนกับเก้าอี้ที่ดีต่อเราทั้งในแง่ความสบายและสุขภาพ ต้องมีการออกแบบมาให้ถูกต้องตามการยศาสตร์ (Ergonomics) ที่จะให้ประโยชน์โดยตรงต่อร่างกายและนั่นจะส่งผลให้เรามีสมาธิกับงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด    

 


6. เตรียมอุปกรณ์และจัดระเบียบโซนเก็บของ

การทำงานจากบ้าน เราควรเตรียมพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงานราวกับว่าเรานั้นกำลังทำงานที่ออฟฟิศสักแห่ง ความพร้อมตรงนี้จะช่วยให้เราหยิบใช้อุปกรณ์ได้อย่างสะดวกทันใจ ไม่เสียจังหวะ รวมถึงการจัดระเบียบโซนเก็บของให้เรียบร้อย การหากล่องอเนกประสงค์สักใบหรือชั้นวางมินิมอลเรียบ ๆ เพื่อเป็นพื้นที่วางเอกสารหรือสิ่งของจำเป็นที่เตรียมไว้ จะเป็นการแยกโซนใช้งานและโซนจัดเก็บได้เป็นอย่างดี หมดปัญหาวางกองบนโต๊ะจนรกรุงรัง

 


7. ใส่ Mood & Tone ที่ใช่ในสไตล์ที่ชอบ

การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช่ในแบบที่ชอบ มักส่งผลต่อความอารมณ์ความรู้สึกให้คล้อยตามไปในทางที่ดีเสมอ ฉะนั้น การทำงานจากที่บ้าน เราต้องแปลงโฉมพื้นที่เหมาะสมนั้นให้เป็นสวรรค์แห่งการทำงานให้ได้ ด้วยการเลือก Mood & Tone ที่ตรงสไตล์ เริ่มด้วยการเลือกสีโปรดในโทนสบายตา วัสดุผิวสัมผัสของโต๊ะทำงานก็มีส่วน โดยเฉพาะกับวัสดุจากไม้ มักให้ความเรียบง่าย สบายๆ แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจไปในตัว นอกจากนี้การตกแต่งพื้นที่โดยรอบที่เข้ากัน สามารถผลักดันให้เราขยันทำงานได้มากขึ้นอีกด้วย !

 


8. ต้นไม้สีเขียว ช่วยเยียวยา

อีกหนึ่งความจริงที่ว่า ธรรมชาติมักเยียวยาเราได้เสมอ… บ่อยครั้งที่การทำงานจากบ้าน ผลักดันให้เราโฟกัสกับงานจนเลยเวลาพักผ่อน ตกตะกอนจนเกิดเป็นความตึงเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ และต้นไม้ใบเขียวขนาดเล็กนี่เองที่สามารถช่วยเยียวยาเราได้อย่างเหลือเชื่อ เคยมีการวิจัยระบุว่า การวางต้นไม้บนโต๊ะทำงานสามารถทำให้เราผ่อนคลายและบรรเทาอาการเครียดได้เพียงแค่มองเห็น นอกจากนี้การปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติฟอกอากาศ ก็จะยิ่งช่วยให้คุณภาพภายในพื้นที่ทำงานของเรานั้นน่าอยู่มากขึ้น ได้ฟีลความเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายอยู่เสมอ 

 


9. จัดมุมพักผ่อนเฉพาะ

ถัดจากมุมทำงานที่ต้องแยกตัวชัดเจนกับเตียงนอน เราควรอย่างยิ่งที่ต้องหา จุดพักผ่อนเล็กๆ อย่างมุมห้องหรือโซฟาโปรด ทำการแยกส่วนให้แน่ชัดเพื่อสร้างนิสัยการทำงานเป็นเวลาและไม่ลืมที่จะพักผ่อนเป็นเวลาด้วย มุมพักผ่อนส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเอนเตอร์เทนมากมาย แต่ต้องสามารถรองรับการนั่งพักอย่างสบาย เป็นมุมดื่มกาแฟยามเช้าหรือสายได้ และเป็นมุมที่เราจะได้ละทิ้งตัวงานมาครู่หนึ่ง

 


10. สร้างบรรยากาศและกลิ่นหอม

นอกเหนือจากองค์ประกอบสำคัญ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือ สีเขียวจากธรรมชาติ การสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงคลอเบาๆ จะยิ่งสร้างความตื่นตัวให้เราได้อยู่เสมอ ผนวกกับกลิ่นหอมอ่อนๆจากเทียนหอม น้ำมันหอมระเหย หรือ เครื่องพ่นไอน้ำ (Aromatherapy Humidifier) จะยิ่งยกระดับบรรยากาศที่น่าทำงานมาอีกขั้นหนึ่ง เพราะกลิ่นหอม จะส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกอย่างรวดเร็ว ทำให้เรารู้สึกแอคทีฟ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้เราจะ WFH อยู่กับบ้านก็ตาม

แนะนำอ่านต่อ : ทริกดีมีสาระ : จัดระเบียบบ้านให้น่าอยู่อาศัย เพิ่มความสุขกายสบายจิต

และถึงแม้ว่าการทำงานรูปแบบนี้จะไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แน่นอนว่าการ WFH อาจได้ถูกระบุเป็น Workplace Culture แบบใหม่ในหลายบริษัทไปแล้ว ฉะนั้น Kudos หวังว่าทั้ง 10 ไอเดียเด็ด เคล็ดไม่ลับบทความนี้จะช่วยให้ เหล่าชาว WFH ทุกคนได้มีช่วงเวลาการทำงานจากบ้านอย่างมีประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยความสุขที่สุด~

เปิด 10 ไอเดีย ปรับฟังก์ชันครัวขนาดเล็ก ให้จิ๋วแต่แจ๋ว

เปิด 10 ไอเดีย ปรับฟังก์ชันครัวขนาดเล็ก ให้จิ๋วแต่แจ๋ว

ในยุคสมัยที่วัยทำงานหรือครอบครัวขนาดเล็ก เลือกอยู่อาศัยตามคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด ตลอดจนบ้านทาวน์โฮมสไตล์ใหม่ที่ไม่ได้มีพื้นที่มากนัก แต่เน้นฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้สอยและคุ้มค่ากับพื้นที่ ส่งผลให้ครัวสมัยนี้ มักมีพื้นที่ใช้สอยเล็กลงตามไปด้วย แต่เมื่อพื้นที่ถูกทำให้แคบลง นั่นไม่ได้หมายความว่า ประโยชน์ใช้สอยจะน้อยตามขนาดพื้นที่ เพราะจริง ๆ แล้ว การมีครัวขนาดเล็ก ก็สามารถเลือกปรับนิดปรุงหน่อย เสริมไอเดียดี ๆ พร้อมเฟอร์นิเจอร์ให้มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ก็จะช่วยให้เราปรับฟังก์ชันครัวเล็กของเราให้จิ๋วแต่แจ๋วได้

วันนี้ Kudos เลยจะพาทุกคนไปเปิดไอเดีย ปรับครัวในบ้านหรือคอนโดที่มีขนาดจำกัดให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

10 เทคนิคดี ไอเดียเด็ด ที่จะช่วยปรับฟังก์ชันครัวพื้นที่จำกัด ให้ครบเครื่อง

10 เทคนิคดี ไอเดียเด็ด ที่จะช่วยปรับฟังก์ชันครัวพื้นที่จำกัด ให้ครบเครื่อง

 

1. สำรวจพื้นที่ใช้สอยและการใช้งาน

ก่อนที่เราจะปรับหรือประยุกต์ครัวให้ครบเครื่องครบฟังก์ชัน เราจำเป็นต้องสำรวจพื้นที่ความกว้าง และกำหนดขอบเขตชัดเจนว่าจะวางรูปแบบครัวในสัดส่วนไหน โดยจำเป็นต้องคำนึงถึงการใช้งานจริงเป็นหลัก หลายบ้านอาจต้องการครัวทันสมัยในแบบมินิมอล ใช้งานน้อยแต่ครบ ตอบโจทย์การใช้ครัวโดยทั่วไป หรือในผู้ใช้ที่ถึงแม้จะมีพื้นที่จำกัด แต่ก็อยากได้ครัวที่รองรับการใช้งานที่หนักพอสมควร อาจเนื่องด้วยเป็นคนชอบทำอาหาร ปัจจัยที่กล่าวมานั้น คือปราการด่านแรกที่จำเป็นต้องไตร่ตรองมาก่อนเสมอ เพื่อให้การจัดวางได้ประโยชน์ใช้สอยที่ครบถูกใจแม้ในพื้นที่คับแคบ

2. ใช้แบบครัว รูปแบบตัว I หรือ L

ถัดจากการสำรวจพื้นที่และการใช้สอย นั่นก็คือการเลือกรูปแบบครัวที่จะใช้งานได้ดีในพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะคอนโดหรือบ้านขนาดเล็ก รูปแบบครัวมักถูกบีบให้มีพื้นที่เล็กลงเสมอ และโดยปกติ พื้นที่จำกัดแบบนี้ จะเหมาะกับการวางเคาน์เตอร์หลักชิดผนังเพียงฝั่งเดียว ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมักปรากฏในเคาน์เตอร์ตัวไอหรือตัวแอล

  • ครัวรูปแบบตัวไอ (I) : รูปแบบตัวไอ จะเป็นการจัดวางแปลนและองค์ประกอบครัวชิดผนังเพียงฝั่งเดียว โดยจะออกแบบเคาน์เตอร์บาร์ชิดริมผนังเป็นแนวยาวเพื่อประหยัดพื้นที่ มักมีโซนจัดเก็บเครื่องใช้เป็นตู้ใต้เคาน์เตอร์ หรือ ชั้นลอย จะมีโซนทำ โซนเก็บ และโซนล้าง ที่อยู่ในแปลนตัวไอนี้อย่างเสร็จสรรพ ทำให้เหมาะและสะดวกต่อพื้นที่ที่จำกัด โดยเฉพาะคอนโดที่นิยมวางแปลนครัวเป็นรูปตัวไอ
  • ครัวรูปแบบตัวแอล (L) : รูปแบบตัวแอล เป็นการจัดวางแปลนครัวที่ชิดผนังฝั่งเดียว แต่จะมีส่วนหักมุมเพิ่มเข้ามาคล้ายกับฐานของตัวแอล เพื่อให้ครัวดูโปร่งและกว้างมากขึ้น ครัวรูปแบบนี้อาจมีการจัดสรรพื้นที่คล้ายกันกับแบบตัวไอ เพียงแต่โซนทำ-เก็บ-ล้าง สามารถขยายออกมาในส่วนต่อขยายที่เพิ่มขึ้น ทำให้เรามีเนื้อที่ในการจัดโซนที่กว้างกว่า แต่ก็ยังถือว่าเหมาะกับบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด

3. โทนสีอ่อนหรือสว่าง เพิ่มความกว้างและมิติ

โทนสีสามารถสร้างมิติให้ห้องครัวที่คับแคบดูกว้างขึ้นได้ รวมถึงขับส่งบรรยากาศให้รู้สึกดูโปร่งโล่งสบาย ซึ่งมักจะมากับโทนสีอ่อนหรือสว่าง เช่น ขาว ครีม หรือ แนวเอิร์ธโทน เป็นต้น รวมถึงการเลือกจับคู่สีครัวกับอุปกรณ์ของใช้ให้ไปในทางเดียวกัน จะทำให้องค์รวมดูสะอาดตาได้ ถึงแม้ครัวจะเล็กแค่ไหน ก็ดูไม่ขัดตา

4. เพิ่มแสงไฟให้เพียงพอ

สิ่งสำคัญของครัวขนาดเล็กหรือครัวที่มีพื้นที่จำกัด คือจะต้องไม่ปล่อยให้ครัวดูมืดทึบหรือขาดแสงสว่าง เพราะจะยิ่งทำให้ดูน่าอึดอัดได้ ฉะนั้น ควรติดตั้งไฟให้ความสว่างเพียงพอ อาจปรับใช้เป็นหลอด LED ติดเพดาน หรือจะเสริมด้วยโคมไฟประดับก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้น หากปรับทิศทางครัวให้มีหน้าต่างรับแสงธรรมชาติได้ก็ยิ่งดี

5. เลือกเฟอร์นิเจอร์หลายฟังก์ชัน

สำหรับครัวขนาดเล็ก นอกจากจะต้องจัดสรรพื้นที่อย่างประหยัด การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลายจะช่วยให้ครัวเล็ก แม้จะจิ๋วแต่ก็แจ๋วได้ เช่น ชั้นวางที่สามารถปรับแต่งหรือโยกย้ายขนาดระหว่างชั้นเพื่อรองรับการใช้งานอย่างหลากหลาย จะสิ่งของขนาดใหญ่ก็แค่ปรับช่องใช้กว้างขึ้น หรือจะ โต๊ะรถเข็นสารพัดประโยชน์ (Kitchen Trolley) ที่มีรูปแบบคล้ายกับ Mini Island หรือ เกาะกลางขนาดย่อม มักมีฟังก์ชันทั้งจัดเก็บที่ใช้งานบ่อย ในบางอันจะมีท็อปด้านบนที่สามารถตัดหั่นหรือทำอาหารได้ย่อม ๆ อีกด้วย

ห้องครัวขนาดเล็ก

 

6. แต่งครัวด้วยกระจกหรือวัสดุปิดผิว

หากครัวมีขนาดเล็กและดูไม่มีมิติสักเท่าไหร่ นอกเหนือจากการจัดไฟ ให้ลองแต่งครัวด้วยกระจกและวัสดุปิดผิวมันวาว เช่น การใช้กระจกตกแต่งบางส่วนของผนังครัวเพื่อให้พื้นที่ดูกว้างและมีมิติสะท้อน หรือ จะโต๊ะทานข้าวขนาดเล็กที่มีกระจกก็ยิ่งช่วยให้ครัวเล็กดูมีลูกเล่นได้ นอกจากนี้ยังมี การใช้วัสดุปิดผิวมันวาว (Gloss) กับผิวเคาน์เตอร์ หรือ ตู้แขวนผนัง ความมันวาวของสิ่งเหล่านี้เมื่อสะท้อนกับไฟ จะช่วยให้ครัวดูไม่แคบและมีความสว่างสดใสเพิ่มขึ้นด้วย

7. เลือกใช้ชั้นวางแบบเปิด (Open Shelf)

หากครัวบ้านไหนมีขนาดเล็กกะทัดรัดจนไม่สามารถวางตู้แขวนผนังหลายๆอันได้ แต่ก็อยากให้โซนครัวมีพื้นที่จัดเก็บเยอะขึ้นโดยที่ยังดูกว้างขวางอยู่ ให้ลองปรับใช้ ‘ชั้นวางแบบเปิด (Open Shelf)’ ที่ได้ประโยชน์ทั้งในแง่จัดเก็บของสารพัดอย่างและยังทำให้ห้องครัวดูกว้างไม่แคบ เพราะชั้นวางแบบเปิดนี้ จะมีลักษณะที่โปร่ง ไม่หนาทึบ ไม่บดบังพื้นที่ของครัว และที่สำคัญ ยังทำให้เราหยิบจับใช้สิ่งของได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

8. ใช้บรรจุภัณฑ์จัดเก็บแทนแพ็กเกจเดิม

เคยรู้สึกไหมว่า การซื้อของใช้ อาหาร หรือ วัตถุดิบมาแต่ละที พอจัดวางเข้าที่ก็ยังดูรกตาและกินเนื้อที่ไปเยอะเหลือเกิน นั่นก็เพราะบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม เช่นกล่อง ลัง หรือถุงซอง อาจไม่เหมาะกับการจัดวางในครัวที่มีพื้นที่แคบ ๆ เพื่อให้ครัวดูเป็นระเบียบและใช้งานได้หลากหลายขึ้น เราควรจัดหาบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือภาชนะเสริม เช่น กล่องพลาสติกเข้าเซต โถหรือขวดใส่วัตถุดิบ เพื่อถ่ายเทจากแพ็กเกจเดิมมาใส่ลงภาชนะใหม่ นอกจากจะทำให้พื้นที่ประหยัดขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ในแง่ของความง่ายดายในการใช้สอยและดูสวยงามเป็นระเบียบไปในตัว

9. จัดองค์ประกอบครัวในแนวตั้ง

อีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้ครัวเล็กๆมีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายขึ้นได้ คือการจัดส่วนพื้นที่เก็บให้อยู่ในแนวตั้ง เพราะในพื้นที่ครัวที่มีจำกัด หากจัดองค์ประกอบตู้เก็บของหรือชั้นวางกระจายไปทางด้านข้างจะยิ่งทำให้พื้นที่ครัวถูกใช้งานเพิ่มไปอีกและดูแคบกว่าเดิมได้ ฉะนั้น หากมีการจัดวางแปลนครัวแบบชิดเพียงหนึ่งฝั่ง ควรเสริมจำพวก ตู้แขวนผนัง ตะขอแขวนติดผนัง หรือชั้นวางแนวตั้งที่เข้ามุม เพื่อทำให้พื้นที่จัดเก็บถูกจัดระเบียบอยู่ในแนวเดียวกัน ประหยัดพื้นที่ส่วนกลาง สร้างสเปซให้ผู้ใช้งานได้มากขึ้น

10. จัดระเบียบเคาน์เตอร์ครัวให้โล่งอยู่เสมอ ตามแนวคิด Marie Kondo

อีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยเราปรับฟังก์ชันการใช้งานครัวให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ นั่นก็คือ อย่าลืมที่จะจัดระเบียบเคาน์เตอร์ให้สะอาด เป็นระเบียบ ไม่รกเกะกะ ตามแนวคิดการจัดบ้านที่ได้รับการกล่าวขานทั่วโลก จาก Marie Kondo ได้บอกไว้ว่า อย่าวางหรือทิ้งของไว้บนเคาน์เตอร์ เพราะจะสร้างความปวดหัวและไม่สบอารมณ์ให้กับผู้ใช้งานได้ ควรเสริมด้วยแถบแม่เหล็กสำหรับจัดเก็บมีดตามผนัง หรือ รางแขวนช้อนส้อม แก้วน้ำ และสิ่งของที่ใช้อยู่ตลอดเวลา

แนะนำอ่านต่อ : Kitchen 101 : ครบเครื่องเรื่องครัวในฝัน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับทั้ง 10 ไอเดียเด็ดเคล็ดลับดี ช่วยปรับปรุงครัวที่มีให้สามารถใช้ได้ดีในพื้นที่แสนจำกัด ตอบโจทย์ชาวคอนโดและบ้านทาวน์โฮมขนาดย่อม แค่เพียงปรับใช้ก็เหมือนได้ครัวใหม่ที่มีฟังก์ชันหลากหลายกว่าเดิม~

งานครัว 101 : จัดการท่อซิงค์ล้างจานอย่างไร ไม่ให้อุดตัน

งานครัว 101 : จัดการท่อซิงค์ล้างจานอย่างไร ไม่ให้อุดตัน

ไม่ว่าจะล้างมือ ภาชนะ หรือแม้แต่ ชะล้างสิ่งสกปรกของอุปกรณ์งานครัวต่างๆ อ่างล้างจาน ก็เป็นจุดที่คอยรองรับสิ่งปฏิกูลเอาไว้เสมอ นอกจากจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านต้องมี ซิงค์ล้างจานที่เอ่ยถึงนี้ยังต้องการดูแลใส่ใจอย่างสม่ำเสมออีกด้วย เพราะถึงแม้เราจะเลือกสรรอ่างล้างจานที่สวยงามเรียบหรูแค่ไหน ฟังก์ชันจะครบพร้อมเพียงใด แต่หากไม่ดูแลระหว่างใช้งานก็อาจทำให้เราเกิดปัญหาได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างเรื่อง ‘ท่ออ่างล้างจานตัน’ สารพันปัญหาสุดปวดหัวที่มักเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ส่งผลให้น้ำในอ่างไม่ไหล ระบายไม่ออก หนักเข้าก็อาจใช้งานไม่ได้ไปหลายวัน และหากไม่รู้วิธีรับมือที่ถูกต้อง นั่นอาจเป็นต้นตอของปัญหาไม่รู้จบสิ้น วันนี้ Kudos ขอนำเสนอเคล็ดไม่ลับฉบับงานครัว 101 ที่จะทำให้คุณเข้าใจเรื่องท่อมากขึ้นและจัดการกับการอุดตันได้ด้วยตัวเอง

ท่ออ่างล้างจาน อุดตันได้อย่างไร ? มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง ?

หน้าที่หลักของอ่างล้างจาน แน่นอนว่าก็ต้องรองรับการชะล้างสิ่งสกปรกจากภาชนะใส่อาหาร รวมถึงอุปกรณ์งานครัวสารพัดอย่าง ส่งผลให้ คราบมันและเศษอาหาร ที่ถูกขจัดออกตกสู่ท่ออ่างล้างจาน นานวันเข้า ยิ่งล้างมากก็ยิ่งเกิดการสะสมก่อตัวของคราบและเศษอาหารน้อยใหญ่ จนมาอุดตันทางเดินน้ำในท่อน้ำทิ้งได้ในที่สุด ซึ่งตัวการของปัญหาที่พาให้เกิดคราบมันสะสมหรือจะเศษขยะหมักหมมในท่ออ่างล้างจาน จริง ๆ แล้วสามารถเกิดจากสิ่งของและวัตถุดิบในครัว

ท่ออ่างล้างจานตัน
  1. น้ำมัน : น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร หรือ ไขมันที่ได้จากการปรุงเนื้อสัตว์ เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำ หลายคนมักจะนำมาเททิ้งลงท่อในอ่างล้างจานแบบไม่ได้คิดอะไร ซึ่งเอาเข้าจริง น้ำมันหรือไขมันจากเนื้อสัตว์นี่แหละ ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ก่อให้เกิดไขมันแข็งตัวจนเกิดการอุดตันของท่อได้มากที่สุด
  2. ผลิตภัณฑ์จากแป้ง : ข้าว มันฝรั่ง หรือแม้แต่ พาสต้า เส้นสปาเก็ตตี้ คือวัตถุดิบที่ไม่ควรทิ้งลงท่อโดยตรง เพราะเศษชิ้นส่วนบางอันสามารถจับกับน้ำและสร้างสารคล้ายแป้งออกมา ก่อนจะไปติดกับท่อได้อย่างอยู่หมัด สะสมมากเท่าไหร่ ยิ่งตันไวมากเท่านั้น
  3. กากกาแฟ : สำหรับคอกาแฟที่มักตื่นเช้ามาชงดื่มเป็นประจำ เสร็จสรรพก็นำกากกาแฟที่ได้มาเททิ้งลงท่อไปซะดื้อ ๆ แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ท่อตันได้ เพราะกากกาแฟเมื่อจับกับน้ำจะหนักและตกตะกอน บ้างก็อาจไหลไปกับน้ำ แต่ส่วนมากก็อาจสะสมรวมอยู่กับเศษอาหารอื่น ๆ จนทำให้ท่อตันได้ในที่สุด
  4. เศษอาหารทั่วไป : สาเหตุหลักของการเกิดท่อตัน นั่นก็คือ การทิ้งเศษอาหารลงสู่ท่อโดยตรง ซึ่งเศษอาหารเหล่านี้ แม้จะมีขนาดเล็กแค่ไหนก็ตาม มันสามารถเข้าไปติดในส่วน P-Trap หรือ ส่วนโค้งของท่อใต้อ่างล้างจานได้ เมื่อสะสมหลายครั้ง จะทำให้อ่างล้างจานเกิดอุดตันได้ง่าย ๆ นั่นเอง
  5. เศษสบู่ : หลายบ้านอาจนำสบู่มาใช้กับอ่างล้างจาน ไม่ว่าจะล้างมือหรือภาชนะจำเป็น แต่ความจริงแล้ว สบู่หลายชนิดผลิตมาจากไขมันอีกทีหนึ่ง และเมื่อสบู่เกิดจับกับแร่ธาตุในน้ำ อาจสร้างสิ่งสกปรกอุดตันในท่อได้อีกทางหนึ่ง

5 วิธีแก้ปัญหาซิงค์อุดตัน ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

  1. ใช้ลวดหรือไม้แขวนเสื้อ
               
    วิธีแรกที่แสนจะง่ายดาย ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์อื่นให้ยากเย็น นั่นก็คือ การหาลวดสักเส้น หรือจะเป็น ไม้แขวนเสื้อชนิดลวดที่มีอยู่ในบ้านนี่แหละ นำมาดัดให้ตรงสักหน่อยงอเล็กน้อยตรงปลาย แล้วจัดแจงแหย่ลงท่ออ่างล้างจาน แล้วกวาดควานหาสิ่งที่คาดว่าจะอุดตันให้ไหลลงท่อไปทีละนิด วิธีนี้จะได้ผลในกรณีที่มีเศษอาหารหรือไขมันอุดตันในระดับหนึ่ง สามารถแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นได้เท่านั้น และมีโอกาสกลับมาเกิดปัญหาซ้ำได้

  2. ใช้น้ำร้อนเทลงไป
               
    หากกรณีที่เราสันนิษฐานแล้วว่าท่ออาจเกิดการอุดตันจากไขมันสะสม ให้เราใช้น้ำร้อนเทลงไปตามท่อของอ่างล้างจาน แต่ก่อนจะเทน้ำร้อนเพื่อแก้ปัญหา อย่าลืมที่จะตักระบายน้ำตกค้างในซิงค์ออกให้ได้มากที่สุด น้ำร้อนจะช่วยให้ไขมันอุดตันค่อยๆอ่อนตัวลงและหลุดไปกับน้ำ จริง ๆ วิธีนี้สามารถทำได้อาทิตย์ละครั้งโดยที่ไม่ต้องรอให้ท่ออุดตันเสียก่อน

  3. ใช้ที่ปั๊มยาง หรือ ที่ปั๊มส้วม
             
    อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่ใช้ได้ในเบื้องต้น นั่นก็คือ การใช้ที่ปั๊มยาง หรือ ที่ปั๊มชักโครก แต่ก่อนใช้ ให้เราถ่ายเทน้ำขังให้ได้มากที่สุด จากนั้นให้บรรจงวางที่ปั๊มลงไปให้ครอบปากท่อ นำผ้าเปียกหรือหมาดมาวางคลุมอีกที แล้วออกแรงปั๊มขั้นลง 6 – 10 ครั้ง หากท่อยังไม่หายอุดตันให้ลองทำวนซ้ำสัก 2 – 3 รอบ

  4. ใช้สูตรผสมลับ DIY
               
    หากวิธีง่ายๆ 3 ข้อแรกไม่เป็นผล ลองใช้สูตรผสม DIY ที่อาจหาวัตถุดิบได้ง่ายภายในครัว ได้แก่ เกลือ เบกกิ้งโซดา และ น้ำส้มสายชู โดยวัตถุดิบเหล่านี้ สามารถสร้างสูตรผสมที่แก้ปัญหาท่อตันได้
    • สูตร เกลือ + น้ำร้อนจัด : วิธีนี้คล้ายคลึงกับการใช้น้ำร้อน แต่ก่อนจะเทน้ำลงไป ให้ใส่เกลือลงท่อประมาณครึ่งถ้วยตวง แล้วจึงเทน้ำร้อนจัดตาม ทิ้งไว้ครู่เดียว ให้เปิดน้ำก๊อกเพื่อชำระล้าง ทำซ้ำหากท่อน้ำยังไม่ถูกระบาย
    • สูตร เบกกิ้งโซดา + น้ำส้มสายชู :  ให้ใช้เบกกิ้งโซดาประมาณครึ่งถ้วยตวง บรรจงเทลงท่อ ตามด้วยน้ำส้มสายชูประมาณครึ่งถ้วยตวงเหมือนกัน ปล่อยทิ้งไว้ 10 – 20 นาที ครบเวลาให้เทน้ำร้อนตามอีกทีหนึ่ง
    • สูตร เบกกิ้งโซดา + น้ำส้มสายชู + เกลือ : ในกรณีที่ใช้ 2 สูตรแรกก็ไม่หาย นั่นอาจเพราะไขมันสะสมมากเกินไป ให้ลองใช้สูตรนี้ เริ่มจากเทน้ำร้อนลงท่อก่อน จากนั้นให้ผสมเบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวงและเกลือ ¼ ถ้วยตวงเข้าด้วยกัน ก่อนจะเทตามลงไป ต่อด้วยน้ำส้มสายชูที่ถูกต้มจนเดือด ปริมาณ 1 ถ้วยตวง จากนั้นให้ปิดท่อทิ้งไว้ 15 – 30 นาที เมื่อครบเวลา ให้กลับมาเทน้ำร้อนลงท่ออีกที แล้วจึงตรวจเช็กว่าท่อยังอุดตันอยู่หรือไม่
  5. ถอดกระปุกท่อน้ำทิ้ง หรือ Trap มาล้าง

    หากลองหลายวิธีแค่ไหน ท่อก็ไม่หายตันสักที อาจจะต้องถึงขั้นถอดกระปุกท่อน้ำทิ้ง หรือ ส่วนโค้งของท่ออ่างล้างจาน (P – Trap / Bottle Trap) มาล้างอย่างจริงจัง ถึงแม้วิธีอาจต้องลงทุนหาอุปกรณ์และลงแรงสักหน่อย แต่ก็เป็นวิธีที่ตรงจุดและเห็นถึงปัญหาที่แท้จริง ซึ่งจะสามารถทำได้โดยนำอุปกรณ์งานช่างมาถอดกระปุกหรือส่วนโค้งของท่อล้างจานออกมาโดยตรง และใช้สายยางฉีดอัดให้สิ่งอุดตันหลุดออกไป

4 วิธีป้องกันง่ายๆ ที่จะทำให้ท่อไม่กลับมาอุดตัน

  1. เลี่ยงการทิ้งเศษอาหารหรือไขมันลงท่อ
               
    เพื่อให้ท่อกลับมาอุดตันซ้ำอีกเรื่อยๆ เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงหรือเลิกพฤติกรรมการทิ้งเศษอาหารหรือไขมันลงท่อเสียก่อน ด้วยการกำจัดเศษอาหารทิ้งขยะให้หมดก่อนน้ำมาล้างเสมอ หากมีน้ำมันในภาชนะมากเกินไปให้เทใส่ภาชนะอื่นทิ้งต่างหากและซับด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชู

  2. หมั่นทำความสะอาดท่อรายสัปดาห์
               
    การดูแลรักษา ทำง่ายกว่าการแก้ไขปัญหาเสมอ ฉะนั้น เราสามารถทำความสะอาดท่อซิงค์ล้างจานด้วยผลิตภัณฑ์พิเศษหรือสูตรลับ สัปดาห์ละครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันได้

  3. ติดตั้งตะแกรงดักเศษอาหาร
               
    การติดตั้งตะแกรงหรือตะกร้าดักเศษอาหาร จะยิ่งช่วยให้เรากรองสิ่งสกปรกต่างๆที่อาจหลุดรอดสายตาเราได้ ที่กรองเศษอาหารบางชิ้น มีชั้นกรองมากกว่า 1 ชั้น ซึ่งจะมียางกรองเป็นปราการหน้าและตะกร้าคอยกรองอีกที เพื่อไม่ให้เศษเล็กๆ น้อยๆ รอดหลุดลงสะดืออ่างล้างจานได้

  4. ติดตั้งบ่อดักไขมัน
               
    หลายครั้งที่เราไม่สามารถเลี่ยงการชะล้างไขมันลงท่อได้ การติดตั้งบ่อดักไขมัน (Grease Trap) จะช่วยเราแยกชั้นไขมันออกจากน้ำล้างจาน กันไม่ให้ไขมันไหลลงท่อ เพื่อสกัดไม่ให้เกิดการอุดตัน ซึ่งบ่อดักไขมัน สามารถมาในรูปแบบตั้งพื้นหรือฝังดินก็ได้ และเพื่อการใช้งานสูงสุด เราควรหมั่นเปิดบ่อดักไขมันและตักทิ้งอาทิตย์ละครั้ง เพื่อไม่เกิดกลิ่นเหม็น

แนะนำอ่านต่อ : เลือกซื้อ “ท่อน้ำทิ้ง อ่างล้างหน้า” แบบมืออาชีพ

เป็นยังไงกันบ้างกับปัญหาเรื่องท่ออ่างล้างจานที่มักวนเวียนมากวนใจ กับวิธีแก้ไขที่แสนง่ายและทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน ตลอดจนแนวทางป้องกันเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำรำคาญใจ หวังว่าเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านมือใหม่ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาท่อตันจะเจอทางแนวแก้ไขอย่างทันท่วงที

Kitchen 101 : ครบเครื่องเรื่องครัวในฝัน

แบบห้องครัว

หากอาหารจำเป็นต่อเรามากฉันใด ‘ห้องครัว’ ก็จำเป็นกับเรามากฉันนั้น เพราะถึงแม้เราจะไม่ถวิลหาการทำอาหารประจำวัน แต่เราต่างต้องการใช้องค์ประกอบของครัวในการดำรงชีวิตเป็นหลัก ไม่ว่าจะ ไมโครเวฟ ตู้เย็นเก็บวัตถุดิบและอาหาร โซนประกอบการทำใด ๆ ตลอดการใช้อ่างล้างจาน หรือตู้ต่าง ๆ เพื่อเก็บอุปกรณ์เครื่องครัว ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราต้องใช้เป็นประจำอยู่ทุกวัน และเมื่อพูดถึงครัว หลายคนมักมีภาพในหัวเป็นครัวในฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรักการทำอาหารเป็นทุนเดิม บุคคลเหล่านั้นมักอยากจะรังสรรค์แต่งเติมห้องครัวในอุดมคติยามที่จะสร้างบ้านสักหลัง หรือ แม้แต่การรีโนเวทครัวเก่าขัดเกลาให้เป็นครัวใหม่ ตรงไทป์กับแบบที่ใช่ ถึงอย่างนั้น การจะสร้างครัวขึ้นมาใหม่ หรือ การรีโนเวทให้ตรงใจ ก็มักจะต้องเสียเงินเสียงบประมาณไปเยอะพอสมควร

ฉะนั้น ก่อนการสร้างหรือรีโนเวทครัวใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่ใจในทุกลำดับขั้นตอนเป็นพิเศษ แต่แล้วกว่าจะเสกครัวในฝันให้เป็นภาพจริงได้ เราต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง ? บทความนี้เรามีคำตอบ

5 องค์ประกอบหลักที่ต้องคำนึงถึง ก่อนสร้างหรือรีโนเวทห้องครัวในฝัน

  1. แบบที่ใช่ หาได้ด้วยตนเอง

กว่าจะมีครัวใหม่ให้ตรงกับภาพในอุดมคติ เราจำต้องเริ่มต้นด้วยการออกแบบและมองหาดีไซน์ที่ถูกใจเสียก่อน แต่หากเราจะปรึกษาสถาปนิกตั้งแต่เริ่ม เราอาจเสียเงินเพิ่มไปกับค่าปรึกษาหรือออกแบบอย่างไม่จำเป็น ทางที่ดี ให้เรามองหาแบบที่ใช่ด้วยตนเอง อย่างการรีเสิร์ชหารูปแบบห้องครัวที่น่าสนใจตามโซเชียลมีเดีย หรือ ตามเว็บไซต์ดีไซน์ต่าง ๆ บางเว็บไซต์ จะมีภาพ Visual Kitchen แบบจำลองการออกแบบครัวที่เสมือนจริง เพื่อใช้ประกอบกับภาพครัวในฝันให้เราสามารถออกแบบมาได้ตรงใจที่สุด

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่น่าไปดูเป็นตัวอย่าง แถมมีฟังก์ชันจำลองการออกแบบได้ฟรี เหมาะกับใครที่สนใจอยากไปออกแบบกันเล่น ๆ ได้แก่

2. เรียนรู้การจัดวาง (Lay Out)

ตามหลักแล้ว การจัดเลย์เอาท์ ต้องคำนึงถึง 3 สัดส่วนที่เป็นหัวใจหลัก ได้แก่ ส่วนปรุง (เตาไฟฟ้า หรือ เตาประกอบอาหาร) ส่วนล้าง (อ่างล้างจาน) และ ส่วนเก็บ (ตู้เย็น / ตู้เก็บของ) โดยทั้ง 3 สัดส่วนหลัก มักมีระยะห่างจากกันทั้ง 3 ส่วนอย่างน้อย 45 เซนติเมตร และสามารถจัดวางได้อย่างหลากหลายตามการดีไซน์ของผู้ใช้งาน โดยรูปแบบการจัดวางครัว หรือ Lay Out มีอยู่ด้วย 5 รูปแบบยอดนิยม

  • ครัวที่มีผนังเดียว (Single Wall) : เป็นรูปแบบครัวที่จะมีผนังเพียงด้านเดียว หรือ เคาน์เตอร์รูปแบบตัว I ส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนหลักเป็นแนวเดียวกัน หรือ หากมองภาพด้านบนจะอยู่ในรูปตัว I รูปแบบนี้จะเหมาะกับบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
  • ครัวแบบ 2 ผนัง (Two wall Gallery หรือ Gallery Kitchen) : เป็นครัวที่มีผนัง 2 ฝั่งอยู่ตรงกันข้ามขนานกัน  3 โซนหลักจะสามารถแยกส่วนปรุงอยู่ในเคาน์เตอร์เดียวยาวๆ และส่วนเก็บ ส่วนล้างจะอยู่อีกผนังตรงข้ามได้ ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มและสะดวกขึ้น เหมาะกับพื้นที่จำกัด ประมาณ 6 ตร.ม ขึ้นไป
  • ครัวรูปแบบตัว L (L-Shape Kitchen) : เป็นรูปแบบที่สร้างผนังและเคาน์เตอร์เป็นรูปตัว L สามารถใส่ 3 โซนหลักไปในเคาน์เตอร์ตัว L ได้ทั้งหมด หรือ แยกส่วนปรุง (เตา) เข้ากับไอแลนด์ตรงกลางได้ เหมาะกับผู้ใช้งานครัวที่มากกว่า 1 คน
  • ครัวรูปแบบตัว U (U-Shape Kitchen) : รูปแบบครัวที่มีผนัง 3 ด้านต่อกันจนเป็นตัวยู ถือเป็นแปลนครัวที่สวยงามและเหมาะแก่ห้องครัวขนาดใหญ่ แต่รูปแบบนี้จะไม่มีเคาน์เตอร์ไอแลนด์ตรงกลาง มีข้อดีตรงที่ผู้ใช้งานจะมีความคล่องตัวสู
  • ครัวรูปแบบไอแลนด์ตรงกลาง (Island Kitchen) :  ครัวที่มีไอแลนด์ตรงกลาง สามารถมีเคาน์เตอร์ทั้งรูปแบบตัว L และตัว U ได้ ด้วยเกาะไอแลนด์ตรงกลางที่สามารถจัดวางเป็นพื้นที่ใช้สอยหรือส่วนปรุงก็ได้ ทำให้ประโยชน์ใช้สอยของห้องครัวเพิ่มมากขึ้น เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ

3. สัดส่วนความสูง

ครัวที่สร้างออกมาอาจตรงกับภาพที่วาดไว้ แต่พอใช้งานจริงอาจมีปัญหาเรื่องการหยิบจับข้าวของเครื่องใช้เอาได้ ถ้าหากเราไม่ใส่ใจในการคำนวณความสูงของผู้ใช้จริงกับองค์ประกอบหลักในห้องครัว ซึ่งสัดส่วนที่ควรนำมาคำนวณกับส่วนสูงผู้ใช้งาน นั่นก็คือ

สัดส่วนของเคาน์เตอร์

  • เคาน์เตอร์ที่มีส่วนสูง 83 เซนติเมตร จะเหมาะกับผู้ใช้งานที่มีส่วนสูงไม่เกิน 159 ซม.
  •  เคาน์เตอร์ที่มีส่วนสูง 85 เซนติเมตร จะเหมาะกับผู้ใช้งานที่มีส่วนสูงประมาณ 160 –  167 ซม.
  •  เคาน์เตอร์ที่มีส่วนสูง 90 เซนติเมตร จะเหมาะกับผู้ใช้งานที่มีส่วนสูงประมาณ 168 – 174 ซม.
  •  เคาน์เตอร์ที่มีส่วนสูง 92 เซนติเมตร จะเหมาะกับผู้ใช้งานที่มีส่วนสูง 175 ซม. ขึ้นไป

สัดส่วนองค์ประกอบที่สำคัญ

  • เตาปรุงอาหาร : จากรูปแบบเลย์เอาท์ เราควรจัดวางเตาปรุงอาหารให้ห่างจากส่วนอื่นๆอย่างน้อย 45 ซม. หากครัวไหนมีการเพิ่มเติมปล่องดูดควันเข้ามาด้วย ควรเว้นระยะห่างให้สูงจากเตาอย่างน้อย 50 ซม.
  • ตู้เก็บของ : ตู้เก็บของแบบลอยตัวที่เรามักเห็นในดีไซน์ใหม่ๆ มักเพิ่มประโยชน์ใช้สอยได้มากกว่าที่คิด แต่ควรมีความสูงที่ห่างจากพื้นผิวเคาน์เตอร์ ประมาณ 40 – 70 ซม. และมีความลึกจากผนังห้องประมาณ 30 – 35 ซม. เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสะดวกต่อผู้ใช้ที่สุด

4. การเลือกอุปกรณ์และเครื่องใช้คู่ครัว

แน่นอนว่าพูดถึงเรื่องครัว จะขาดเรื่องเครื่องใช้คู่ครัวไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเครื่องใช้และอุปกรณ์ที่เป็นดั่งหัวใจหลักที่หลายคนมักปรารถนาจะมีอยู่ในครัวที่ใฝ่ฝัน แต่สิ่งเหล่านั้นมีประเภทที่ต้องใส่ใจก่อนนำมาเลือกใช้

  • เตาปรุงอาหาร : หลักๆจะประกอบไปด้วย เตาแก๊ส และ เตาไฟฟ้า ซึ่งทั้ง 2 แบบ จะมีข้อดีและดีไซน์สวยงามที่ต่างกัน ยุคสมัยปัจจุบันเตาไฟฟ้าอาจตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสะดวกและทันสมัย แต่เตาแก๊ส ก็ยังคงถูกเลือกใช้สำหรับใครที่ต้องการความร้อนอย่างรวดเร็วและทันใจ
  • ปล่องดูดควัน (Hood) : มีหลายรูปแบบตามการติดตั้ง เช่น ปล่องที่ติดกับผนังภายใต้ตู้เก็บของ เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็ก / ปล่องที่ติดจากเพดาน มักอยู่ประจำไอแลนด์ตรงกลาง / ปล่องที่ติดเหนือเตาโดด ๆ จะมีการออกแบบฝาครอบสวยงาม ซึ่งแต่ละรูปแบบสามารถเลือกจากกำลังพัดลมระบายอากาศ ระดับเสียงของพัดลม และ ขนาดของปล่องดูดควันได้
  • เตาอบและไมโครเวฟ : นอกเหนือจากการเลือกกำลังไฟและฟังก์ชันการใช้งาน เรายังสามารถเลือกพื้นที่ให้กับเตาอบหรือไมโครเวฟให้จัดวางอยู่ในแบบบิลต์อินเข้ากับสัดส่วนของตู้เก็บของได้
  • ตู้เย็น : ตู้เย็นในปัจจุบัน นอกจากจะเลือกด้วยเหตุผลของดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งานแล้ว อย่าลืมนึกถึงการจัดวางตู้เย็นให้เข้ากับเลย์เอาท์ที่เราเลือกไว้ กรณีที่เราไม่ได้อยากมีตู้เย็นขนาดใหญ่ สามารถวางบิลต์อินประกอบเข้ากับรูปแบบของโซนเก็บของได้
  • อ่างล้างจาน : อ่างล้างจาน (Sink) เราสามารถเลือกได้จากวัสดุที่ใช้ เช่น ทำจากสเตนเลส หินธรรมชาติ หรือ หินสังเคราะห์ และ จากดีไซน์ เช่น ดีไซน์มาตรฐาน (Standard) มาในลักษณะ 2 อ่าง ดีไซน์โมดูล่า (Modular) ที่จะมีลักษณะอ่างให้เลือกอย่างหลากหลาย ทันสมัยและเข้ากับรูปแบบเลย์เอาท์อื่น ๆ

5. การเลือกใช้วัสดุพื้นผิวเคาน์เตอร์

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พื้นที่ครัวน่าใช้และออกมาในรูปแบบที่ใช่ เราจำเป็นต้องใส่ใจในการเลือกวัสดุพื้นผิวเคาน์เตอร์หลัก ที่จะใช้เป็นทั้งพื้นที่ปรุงอาหารและการใช้สอยจัดเตรียม

  • หินแกรนิต  : วัสดุยอดนิยมสำหรับการทำครัว  มีดีไซน์ที่หลากหลาย มีคุณสมบัติ ทนน้ำ ทนร้อน พื้นผิวมีความมันวาว ง่ายต่อการทำความสะอาด
  • ลามิเนต : วัสดุที่มีลักษณะสวยงาม สร้างมาเพื่อเลียนแบบไม้ หิน และโลหะ มีราคาถูก สามารถทดแทนในเรื่องความสวยงามได้ แต่ในแง่ของการใช้งาน ลามิเนตจะไม่ทนร้อนและรอยขีดข่วน การติดตั้งมักมีรอยต่อ
  • หินอ่อน : หินอ่อนจะมีความสวยงามและความเป็นธรรมชาติที่โดดเด่น ให้ความเย็นเหมาะกับการรีดแป้ง แต่สำหรับการใช้งานหนัก หินอ่อนจะเกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายและอาจเปราะบางเกินไปหากใช้งานกับครัวไทย
  • หินสังเคราะห์ : ส่วนใหญ่จะทำมาจากเรซิน อะคริลิก หรือ แร่ควอทซ์ (Quartz) มีรูปแบบสวยหรูและหลากหลายมากกว่าหินแกรนิต ทนร้อนและทนต่อการขีดข่วน ไม่ซึมน้ำ ทำความสะอาดง่าย
  • สเตนเลส (Stainless Steel) : ครัวที่วัสดุสเตนเลส มักเป็นครัวเชิงพาณิชย์ เพราะเน้นความทนทานเป็นหลัก ไม่ว่าจะทนร้อน ทนน้ำ แต่สเตนเลสมักเกิดรอยขีดข่วน จึงเหมาะกับครัวที่เน้นการใช้งานหนักแต่ไม่เน้นการโชว์ลวดลายความสวยงาม
  • กระเบื้อง : กระเบื้องที่ใช้เป็นพื้นผิวเคาน์เตอร์ครัว ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบ กระเบื้องเซรามิก กระเบื้องพอร์ซเลน และกระเบื้องแกรนิตโต้  แต่รูปแบบที่นิยมมากที่สุด คือกระเบื้องเซรามิก เพราะมีความทนร้อน ไม่ซึมน้ำ ทำความสะอาดง่าย ที่สำคัญมีราคาถูก
แบบห้องครัว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 5 องค์ประกอบหลักที่คนรักครัวและคนที่อยากจะต่อเติมครัวใหม่ ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ แต่เหนือสิ่งอื่นใด องค์ประกอบของห้องครัวทั้ง 5 ประเด็นอาจเป็นสิ่งที่เล็กน้อยไปเลย หากเราละเลยการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณ อย่าลืมที่จะหนักแน่นกับงบประมาณที่วางไว้ ไม่ปรับเปลี่ยนอะไรโดยไร้ซึ่งแผนสำรอง เพราะไม่อย่างนั้น งบประมาณจะบานปลาย จากแสนบาทอาจกลายเป็นแสนสาหัสได้ในที่สุด

6 ขั้นตอนจัดระเบียบบ้านให้ดีต่อใจ สไตล์ ‘คนโด มาริเอะ’

6 ขั้นตอนจัดระเบียบบ้านให้ดีต่อใจ สไตล์ ‘คนโด มาริเอะ’

บ้านที่ดีต่อใจของแต่ละคนอาจมีดีไซน์ที่ไม่เหมือนกัน แต่แน่นอนว่าบ้านในอุดมคติเหล่านั้นจะต้องเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความสุขกายสบายใจเป็นหลัก หลายคนมักจับจ่ายซื้อของประดับหรือของใช้ในบ้าน เพื่อมาแต่งเติมบ้านอันว่างเปล่าให้ดูสดใส น่าอยู่ แต่ทว่า การเลือกซื้อของเข้ามาใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็มักประสบปัญหา ซื้อมามากไปเกินความจำเป็น ไม่ว่าจะด้วยคติ “ของมันต้องมี” บวกกับความเสียดาย จะเก็บเข้ากรุก็ไม่ได้ จะคัดขายทิ้งก็เสียดาย ส่งผลให้บ้านที่เราวาดฝันเอาไว้ ดูเกะกะ รกรุงรัง ไม่น่าพิสมัยเหมือนก่อน

และเมื่อเราคิดจะจัดระเบียบบ้านครั้งใหม่ ด้วยความเสียดายและปัจจัยเดิม ๆ ทำให้ข้าวของกองพะเนินไม่ได้ถูกจัดระเบียบให้ดี กลายเป็นว่าจัดใหม่อีกกี่ครั้ง ความตั้งใจก็พังไม่เป็นท่า และบ้านก็กลับมาไม่มีระเบียบเช่นเดิม ฉะนั้นในวันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปสัมผัสกับทฤษฎีอันน่าทึ่งจากหญิงสาวชาวญี่ปุ่น ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเชี่ยวชาญการจัดระเบียบบ้านระดับโลก “คนโด มาริเอะ” กับทริกเด็ดเคล็ดไม่ลับ 6 ขั้นตอนการจัดบ้านใหม่ให้ดีต่อใจไปตลอดกาล

 บ้านเป็นระเบียบ ดีอย่างไร ?

ก่อนจะไปทำความรู้จักแบบจัดเต็มกับสาวมหัศจรรย์อย่าง คนโด มาริเอะ เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ทำไมบ้านต้องเป็นระเบียบ ข้าวของเป็นระเบียบแล้วดีอย่างไร? แท้จริงแล้ว หากความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้านไม่ถูกจัดสรรให้ดี จะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยมีความกระสับกระส่าย ในทางการแพทย์ ความยุ่งเหยิงภายในบ้านมีส่วนทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ส่งผลต่อความเครียดนั้นเพิ่มขึ้นในร่างกาย ทำให้เราเกิดความรำคาญใจ ตลอดจนเสียสมาธิกับสิ่งที่จดจ่อ ฉะนั้น การจัดระเบียบที่ดี จะส่งผลโดยตรงต่อสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

ทำความรู้จักกับ ‘คนโด มาริเอะ’

‘คนโด มาริเอะ’ หญิงสาวชาวญี่ปุ่น วัย 38 ปี สาวมหัศจรรย์ที่คนทั้งโลกต่างยอมรับว่าเป็นเจ้าหญิงแห่งการจัดระเบียบบ้าน มาริเอะมีความหลังในวัยเด็กที่แสนอัศจรรย์และความหลงใหลในการจัดเก็บข้าวของอย่างล้นเปี่ยม ย้อนไปในวัยเด็กของเธอ มาริเอะได้รับอิทธิพลความเจ้าระเบียบโดยตรงมาจากคุณแม่และคุณย่า ด้วยวัยเพียง 5 ขวบ มาริเอะสนใจและศึกษาเรื่องการจัดระเบียบบ้านอย่างมีกลยุทธ์ แทนที่จะเล่นตุ๊กตาแบบเด็กคนอื่น ๆ มาริเอะใช้เวลาไปกับการจัดตุ๊กตาเหล่านั้นให้เป็นระเบียบเสียส่วนใหญ่ แรงบันดาลใจก่อเกิดมากมายภายในตัวเด็กน้อยคนนั้น มาริเอะมุ่งมั่นอย่างหนัก เธอลองผิดลองถูกนานกว่า 10 ปี ก่อนจะค้นพบความจริงว่า การจัดระเบียบให้มีประสิทธิภาพที่แท้จริง ต้องให้ความสำคัญที่ ‘การเก็บไว้’ ไม่ใช่ ‘การละทิ้ง’ นั่นจึงทำให้มาริเอะวัย 15 ปี ค้นพบทฤษฎี “ จุดประกายความสุข (Spark Joy)”

ในวัย 19 ปี มาริเอะ เริ่มต้นธุรกิจให้คำปรึกษาการจัดระเบียบอย่างจริงจัง ชื่อเสียงของสาวมหัศจรรย์เริ่มแพร่ออกไปเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน เธอเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก มาริเอะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการจัดระเบียบบ้านกว่า 4 เล่ม แต่ละเล่มโด่งดังและถูกแปลออกไปมากกว่า 10 ภาษาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนังสือที่ชื่อว่า “ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว” หนังสือเล่มนี้เองที่กวาดรางวัล Best Seller และคว้ายอดขายอันดับ 1 ในญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา และเยอรมนี แน่นอนว่าภาษาไทยก็ถูกแปลออกมาเป็น 1 ในเวอร์ชันเหล่านั้นด้วย

มากไปกว่านั้น มาริเอะยังถือกำเนิดทฤษฎีการจัดระเบียบบ้านอย่างเป็นทางการ ในชื่อ KonMari Methods หลักการอันชาญฉลาดที่นำแนวคิด “Spark Joy” ของเธอเข้ามาร่วม ด้วยทฤษฎีนี้ มาริเอะสนับสนุนให้ผู้คนเลือกสิ่งของที่จะเก็บ ด้วยแนวคิดที่ว่า เมื่อเราหยิบจับสิ่งไหน และสิ่งนั้นได้จุดประกายความสุขอย่างแท้จริง ให้เลือกเก็บสิ่งนั้นไว้ แต่หากสิ่งใดไม่ได้จุดประกายความสุข  “ให้คุณกล่าวขอบคุณสิ่งนั้นก่อนจะตัดสินใจทิ้งมันหรือบริจาคให้กับคนอื่นๆแทน”

ทำความรู้จักกับ ‘คนโด มาริเอะ’

6 ขั้นตอนการจัดระเบียบบ้าน ตามแนวคิด KonMari Methods

แนวคิดและทฤษฎี KonMari ที่ถูกแพร่หลายไปทั่วมุมโลก เป็นแนวทางที่ง่ายและทัชใจผู้คน แต่จะเริ่มต้นอย่างไรให้เป็นขั้นตอนกันดี มาริเอะได้มีคำตอบเอาไว้ทั้งสิ้น 6 ประการด้วยกัน

1. แน่วแน่ต่อการจัดระเบียบบ้าน

ขั้นตอนแรกนี้เป็นเหมือนกับบทปฐมภูมิที่มาเพื่อปูพื้นฐานก่อนการลงมือทำจริง มาริเอะให้ความสำคัญกับการตั้งมั่นและแน่วแน่ต่อการจัดระเบียบบ้านมาเป็นอันดับแรก คนที่สนใจในแนวคิดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้ำกับตัวเองเสมอในความจริงจังและตั้งใจ จำเป็นต้องสร้างแรงบันดาลใจในตัวเองเพื่อเสริมพลังความมุ่งมั่นในตัวเองต่อการจัดระเบียบบ้าน ต้องมีความสม่ำเสมอและถาวร เพราะคอนเซปต์ที่แท้จริงคือ การปรับทัศนคติให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวจบ เมื่อทำตามขั้นตอนนี้ คุณจะรู้สึกได้ว่า ไม่ใช่แค่การจัดระเบียบบ้านที่เปลี่ยนไป แต่มันจะยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและแนวคิดต่อการจัดระเบียบในอนาคต ต่อ ๆ ไปอีกด้วย เรียกได้ว่า ปรับ 1 ครั้ง = จดจำตลอดไป

2. วาดภาพในอุดมคติอยู่เสมอ

ถัดจากการตั้งมั่นและตั้งใจ ขั้นตอนนี้มาริเอะกำชับให้ผู้อยู่อาศัยวาดภาพในจินตนาการต่อบ้านในอุดมคติเอาไว้เสมอ อยากอยู่บ้านแบบไหน ให้ลองเอาตัวเองไปใส่ในภาพจินตนาการเหล่านั้น สัมผัสกับความสุขและความเปลี่ยนแปลงที่จะได้รับจากมัน ผสมกับความตั้งมั่น จะทำให้คุณค้นพบความหมายและแรงบันดาลใจต่อการจัดระเบียบบ้านอย่างแรงกล้า แนวคิดนี้จะทำให้คุณสามารถมีความสุขในการจัดระเบียบบ้านต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

3. ทิ้งก่อน เก็บทีหลัง

ถึงแม้มาริเอะจะให้ความสำคัญกับการเก็บมากกว่าการทิ้ง แต่ใช่ว่าการละทิ้งจะไม่สำคัญ ทฤษฎี KonMari ย้ำเตือนเสมอว่า เมื่อไหร่ที่เราสามารถแยกสิ่งของที่จำเป็นและสำคัญกับเราจริงๆออกได้ อย่ารีรอที่จะทิ้งของใช้ไม่จำเป็น อันไม่ก่อให้เกิดความสุขออกไป เพราะเมื่อไหร่ที่เราทิ้งของเหล่านั้นทั้งหมด เราจะรู้ได้ทันทีว่า สิ่งใดบ้างที่เราต้องจัดเก็บให้เป็นระเบียบ นอกจากจะเซฟเวลา จะทำให้เราเด็ดเดี่ยวกับการจัดระเบียบบ้านมากขึ้นด้วย

4. จัดระเบียบเป็นหมวดหมู่

ขั้นตอนที่ 4 นี้ เป็นดั่งหัวใจสำคัญของแนวคิด KonMari เพราะการจัดระเบียบฉบับของมาริเอะ ต้องทำเป็นหมวดหมู่ ไม่ใช่การจัดระเบียบเป็นสถานที่ไป ซึ่งแต่ละหมวดหมู่ จะมีวิธีการคัดเลือกสิ่งของตามแนวคิด Spark Joy หรือ จุดประกายความสุข

  • หมวดที่ 1 = เสื้อผ้า (Clothing) : หากเสื้อผ้าชิ้นไหนจุดประกายความสุขหรือความรู้สึกที่ดีเวลาเราได้สวมใส่มัน ให้เก็บตัวนั้นไว้ แต่หากชิ้นใดไม่จุดประกายความสุขให้เลือกที่จะทิ้งแทน
  • หมวดที่ 2 = หนังสือ (Book) : เช่นเดียวกัน คุณจำเป็นต้องพิจารณาหนังสือทีละเล่ม และตัดสินใจว่า เล่มไหนจะสามารถเดินทางไปกับคุณได้ในวันข้างหน้า เล่มใดที่หยิบจับแล้วเรารู้สึกได้ถึงความสุขทุกครั้งที่ได้อ่าน ก็ควรค่าที่จะเก็บรักษาเอาไว้ แต่หากเล่มไหนไม่ใช่ ก็ควรส่งต่อไปยังผู้อ่านคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะการขายต่อหรือบริจาคก็ตาม
  • หมวดที่ 3 = เอกสาร (Paper) : คุณจำเป็นต้องแยกแยะเอกสารออกเป็นหมวดย่อยตามความสำคัญด้วยกัน 3 หมวดหมู่ย่อย ได้แก่ เอกสารสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่ง เอกสารสำคัญแต่อาจไม่ต้องจัดเก็บ และเอกสารทั่วไป เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาในภายหลัง
  • หมวดที่ 4 = ของจิปาถะ (Komono ภาษาญี่ปุ่น) : หมวดที่ดูจะจุกจิกเล็กน้อย และคัดแยกลำบากที่สุด นอกเหนือจากการนำแนวคิด Spark Joy มาใช้ มาริเอะแนะนำให้นำกล่องเก็บของเข้ามาเสริม ไม่ว่าจะกล่องพลาสติกสดใส หรือ กล่องไม้สไตล์ Homie
  • หมวดที่ 5 = สิ่งของที่มีคุณค่าทางใจ (Sentimental Items) : ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่มาริเอะใส่ใจ เธอตั้งใจที่จะให้หมวดหมู่นี้อยู่ในลำดับสุดท้าย เพราะคนส่วนใหญ่มักลำบากใจที่สุดในการเลือกเก็บหรือทิ้ง มาริเอะแนะนำว่า ต่อให้สิ่งของในหมวดนี้จะตัดสินใจยากแค่ไหน อย่าลืมที่จะหนักแน่นต่อแนวคิด Spark Joy เข้าไว้

5. เรียงลำดับก่อน – หลัง

ไม่เพียงแค่การจัดเก็บเป็นหมวดหมู่เท่านั้นที่สำคัญ แต่ทุกหมวดหมู่นั้นจะต้องทำเป็นลำดับขั้นตอน 1 – 5 จากหมวดหมู่ข้างบน เป็นแนวทางที่มาริเอะวางมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้ประหยัดระยะเวลาในการจัดระเบียบมากขึ้น เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและรวดเร็ว จะเห็นได้ว่า การเริ่มต้นที่หมวดเสื้อผ้า นั้นง่ายกว่าการคัดสิ่งของในหมวดที่ 5 อย่างเห็นได้ชัด

6. ตอกย้ำกับตัวเองด้วยทฤษฎี ‘Spark Joy’

เมื่อดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ เราจำเป็นจะต้องเชื่อมั่นในสิ่งของที่สามารถสร้างความสุขให้เราอยู่เสมอ ตั้งมั่นในความรู้สึกของตัวเอง หากมีสิ่งของชิ้นไหนที่ลังเล อย่าลืมทบทวนถึง Spark Joy เอาไว้ตลอดเวลา อย่าเร่งรีบกับการจัดเก็บ หยิบของทีละชิ้นอย่างตั้งใจ และถามความรู้สึกตัวเองเข้าไว้ว่าเรามีความสุขแท้จริงหรือไม่กับของชิ้นนี้ และเราจะได้คำตอบในที่สุด

เป็นอย่างไรกันบ้างกับแนวคิดทั้ง 6 ขั้นตอนของสาวมหัศจรรย์ คนโด มาริเอะ ที่ต้องยอมรับเลยว่าเป็นต้นแบบการจัดระเบียบบ้านที่อบอุ่นใจมาก ๆ เพราะในทุกขั้นตอนทั้ง 6 โดยเฉพาะการคัดเลือกสิ่งไหนจำเป็นหรือสิ่งไหนไม่จำเป็น มาริเอะจะเสนอให้เรากล่าวขอบคุณสิ่งเหล่านั้นก่อนการละทิ้งเสมอ เพื่อให้เรารู้สึกเสียดายสิ่งนั้นน้อยลง ที่สำคัญ ยังช่วยสร้างทัศนคติดี ๆ ต่อการจัดระเบียบอย่างมีความสุขอีกด้วย