Category Archives: ไลฟ์สไตล์

รวมอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานที่ควรมีติดบ้าน

รวมอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานที่ควรมีติดบ้าน

หากพูดถึงงานอดิเรกของคนรักบ้าน หนึ่งในนั้นจะต้องมี “การทำสวน” อยู่ในลิสต์แน่ ๆ ยิ่งช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา มีคนหน้าใหม่เข้ามาในวงการทำสวนกันเยอะมาก และบทความในวันนี้ ก็จะขอมาแนะนำอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานที่ควรมีติดบ้าน เพื่อไปเนรมิตให้สวนของเราน่ามองยิ่งกว่าเดิม

รวมอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานที่ควรมีติดบ้าน

หลายคนที่ปลูกต้นไม้ ก็คงจะอยากให้ต้นไม้ของเรามีรูปทรงที่สวยงามอยู่เสมอเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง เช่นนั้นแล้วล่ะก็ กรรไกรตัดกิ่งถือเป็นอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานเบอร์ต้น ๆ ที่ควรมีติดบ้านไว้ การเลือกซื้อกรรไกรตัดกิ่งควรเลือกที่มีวัสดุแข็งแรง ตัดได้คม ด้ามจับก็ต้องจับได้ถนัดมือ อย่างเช่น กรรไกรตัดกิ่งไม้ SABOTEN (Japan) รุ่น 1257

  • ใบมีดแข็งแรงทนทาน ประสิทธิภาพสูง ทนการเสียดสีได้ดีเพราะทำจากเหล็กกล้า (High Carbon Stell SK5)
  • หมดห่วงเรื่องผิวเหล็กติดเนื้อยางของพืชเพราะใบมีดเคลือบด้วยสาร Fluorite กันสนิม ทำให้มีผิวที่ลื่น
  • ตอบโจทย์การตัดกิ่งไม้ในแนวตรง มีที่ล็อคกิ่งไม้ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน
  • ด้ามจับปลอดภัยต่อการใช้งานเพราะเป็นเหล็กหุ้มด้วยยางคุณภาพสูง เหนียว แข็งแรง ทนความร้อน และกันลื่นได้ดี ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาใช้งาน
  • มาพร้อมตัวล็อคใบมีดเพื่อความปลอดภัยเวลาจัดเก็บหรือพกพา
  • ด้ามจับถูกออกแบบมาให้จับกระชับมือ ใช้งานง่าย มีน้ำหนักเบา
  • การันตีคุณภาพเพราะผลิตและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น

แน่นอนว่าจะปลูกต้นไม้ลงดินได้ ก็ต้องมีเสียมเป็นอุปกรณ์ทำสวนติดบ้านสำหรับขุดหลุม หากเป็นบ้านที่มีพื้นที่ทำสวนขนาดเล็ก เสียมจะตอบโจทย์มาก เพราะมีน้ำหนักเบา ขุดหลุมเล็กได้ดี

แฝดพี่ของเสียมก็คือ จอบ อีกหนึ่งอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐาน โดยจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ “จอบขุด” สำหรับขุดหลุมขนาดใหญ่ และ “จอบถาก” สำหรับดายหญ้า เกลี่ยหน้าดินให้เรียบ

การจะปลูกต้นไม้ให้งามได้ ผู้ปลูกควรขยันพรวนดินบ่อย ๆ ดังนั้น อีกหนึ่งอุปกรณ์ทำสวนที่ต้องมีติดบ้านก็คือ ส้อมพรวน มีลักษณะเป็นซี่ ๆ คล้ายส้อม ใช้ในการดูแลดินไม่ให้แข็งซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการเติบโตของต้นไม้ เหมาะสำหรับใช้กับพืชต้นเล็ก ๆ เช่น พืชผักสวนครัว

อีกหนึ่งอุปกรณ์ทำสวนสำหรับพรวนดินและปรับหน้าดินก็คือ คราด ช่วยพรวนดินให้พืชร่วนซุย ส่วนใหญ่แล้วเหมาะกับการใช้งานหนัก ๆ มากกว่าส้อมพรวน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ “คราดเหล็ก” สำหรับเกลี่ยหน้าดิน มีความแข็งแรงทนทาน และ “คราดใบไม้” ใช้สำหรับกวาดใบไม้ที่ร่วงตามพื้น

การทำสวนจะขาดบัวรดน้ำได้อย่างไร โดยเฉพาะบ้านที่ต้องการรดน้ำต้นไม้เล็ก ๆ ที่ไม่ควรรดแรง ๆ ยิ่งต้องมีติดบ้าน สายน้ำจากบัวรดน้ำ จะช่วยถนอมกิ่งหรือลำต้นของต้นไม้พันธุ์เล็กไม่ให้หัก

ในเมื่อมีบัวรดน้ำที่เหมาะกับต้นไม้ขนาดเล็กไปแล้ว หากบ้านไหนมีพื้นที่ทำสวนกว้าง หรือมีต้นไม้ใหญ่ทีต้องการน้ำมาก สายยางรดน้ำคืออุปกรณ์ทำสวนที่ต้องมีติดบ้าน เราสามารถลากสายยางไปบริเวณไกล ๆ ตามต้องการได้ อีกทั้งเดี๋ยวนี้สายยางรดน้ำยังมีหลายหัวจ่ายน้ำให้เลือกปรับตามการใช้งานแบบต่าง ๆ

หากต้องการจะขุดดิน และย้ายต้นไม้ต้นเล็ก ๆ มาปลูกในพื้นที่ที่ต้องการ ช้อนปลูกนับเป็นอุปกรณ์ทำสวนที่ทุกบ้านจะต้องมี นอกจากจะเอาไว้ใช้ขุดหลุมตื้น ๆ และย้ายต้นไม้ได้แล้ว ยังเหมาะกับการตักดิน หรือตักปุ๋ยไปบำรุงพืชอีกด้วย

4 วิธีดูแลรักษาอุปกรณ์ทำสวนให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

4 วิธีดูแลรักษาอุปกรณ์ทำสวนให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

 

ในเมื่อเรามีอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานครบแล้ว ต่อมาก็ต้องรู้วิธีจัดเก็บ และดูแลรักษาอุปกรณ์เหล่านี้ให้พร้อมใช้งาน และอยู่กับเราไปได้นาน ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อเปลี่ยนใหม่บ่อย ๆ โดยหลักการการดูแลรักษาอุปกรณ์ทำสวนมีดังนี้

1. ไม่ควรทิ้งเครื่องมือให้ตากแดด ตากฝน : ควรหาที่จัดเก็บอุปกรณ์ทำสวนอย่างเป็นหลักเป็นแหล่ง การปล่อยให้เครื่องมือเหล่านี้ต้องตากแดดตากฝน สิ่งที่จะตามมาก็คือสนิม ทำให้อายุการใช้งานนั้นยิ่งสั้นลงไปอีก ควรเก็บไว้ในที่ร่ม และการจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ ยังช่วยให้หยิบใช้งานได้ง่าย และปลอดภัยอีกด้วย

2. หลังใช้งานควรเก็บล้างให้สะอาด พร้อมเช็ดให้แห้งสนิท : อุปกรณ์ทำสวนที่ผ่านการใช้งานในแต่ละทีจะต้องเจอทั้งดิน ทั้งน้ำซึ่งเป็นตัวการของสนิม ดังนั้น หลังจากใช้งานควรใช้น้ำล้างเครื่องมือเหล่านี้ให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น จอบ เสียม พลั่ว หรือแม้กระทั่งสายยาง อุปกรณ์ที่ทำจากโลหะ เมื่อล้างแล้ว ควรเช็ดให้แห้งก่อนจัดเก็บ บัวรดน้ำ เมื่อล้างแล้วก็ควรคว่ำให้เรียบร้อย

3. ใส่น้ำมันบำรุง : แม้จะเป็นเครื่องมือคุณภาพดีแค่ไหน แต่หากใช้ไปนาน ๆ ก็อาจมีการสึกกร่อน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปได้ และสนิมก็นับเป็นปัญหาที่มาคู่กับอุปกรณ์ทำสวนเหล่านี้อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อใช้เสร็จ หลังจากล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรทาน้ำมันกันสนิมไว้อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง หากมีตรงไหนที่เริ่มฝืดเคืองก็อาจหาจารบีมาหยอด

4. ลับคมให้กับเครื่องมือ : อุปกรณ์ทำสวนประเภทของมีคม ไม่ว่าจะเป็นกรรไกรตัดกิ่ง จอบ เสียม ฯลฯ เราควรหมั่นลับใบมีดให้คมอยู่เสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยให้เราใช้งานได้ดีแล้ว ยังไม่สร้างความเสียหายให้กับต้นไม้ของเราด้วย

รวมอุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานที่ควรมีติดบ้าน

 

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับลิสต์อุปกรณ์ทำสวนพื้นฐานที่ควรมีติดบ้าน รวมถึงเคล็ดลับการดูแลอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ทำตามได้ง่าย ๆ กันเลยใช่มั้ย อย่าลืมนะทุกคน สิ่งสำคัญที่สุดเวลาเลือกซื้ออุปกรณ์นั้น แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ ใช้วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน เพราะถ้าเราใช้อุปกรณ์ที่ดี ย่อมทำให้สวนของเราสวยงามน่ามอง

How to ผิวใส! ชวนทำสปาผิวหน้าง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

How to ผิวใส! ชวนทำสปาผิวหน้าง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

มลภาวะนอกบ้านที่เราต้องเผชิญในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ไหนจะความร้อน ควัน อีกทั้งฝุ่น PM 2.5 ที่ตอนนี้เริ่มกลับมาทักทายประตูบ้านเราอีกแล้ว หากเผชิญสิ่งเหล่านี้ไปมาก ๆ ผิวของเราจากที่เคยสวยใส อาจเกิดหมองคล้ำ เป็นสิวขึ้นมาได้ ทางแก้ที่ง่ายและเห็นผลทันใจก็คือ การเข้าคลินิกไปทำหัตถการต่าง ๆ หรือทำสปาหน้าเพื่อดูแลผิวให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง แต่เรื่องของมลภาวะถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจะให้เข้า-ออกสปาบ่อย ๆ เงินคงหมดกันก่อนพอดี

แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีวิธี ในเมื่อเราสามารถยกสปามาไว้ที่บ้านได้ บอกเลยว่า การทำสปาที่บ้านไม่ได้ยากอย่างที่คิด แถมให้ประโยชน์เหลือล้น วันนี้เราเลยมี How to เพื่อผิวใสจากการทำสปาที่บ้านมาฝากกัน

ขั้นตอนการทำสปาผิวหน้าง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

ขั้นตอนการทำสปาผิวหน้าง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

 

ขึ้นชื่อว่าสปา นอกจากจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าได้แล้ว ยังช่วยฟื้นฟูให้ผิวพรรณกลับมาสดใส โดยเฉพาะการทำสปาหน้าที่เป็นที่นิยมกันมาก และมีหลากหลายสูตรให้เลือกตามสภาพปัญหาผิวของแต่ละคน หากใครทำตามขั้นตอนสปาผิวหน้าตามนี้ รับรองว่าได้ผิวใสกลับคืนมาแน่นอน

เริ่มแรกเราควรทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดเสียก่อน ผิวของเราจะได้รับการบำรุงได้อย่างล้ำลึก หากใครที่แต่งหน้า ก็ควรเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วยผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอาง จากนั้นจึงล้างหน้าด้วยครีมหรือโฟมล้างหน้าอีกหนึ่งครั้ง โดยการล้างหน้าในขั้นตอนนี้ เราควรจะทำการล้างอย่างอ่อนโยน เพราะการล้างหน้าแบบถูแรง ๆ หวังว่าจะให้สะอาดถือเป็นความเชื่อที่ผิด นอกจากนี้เราควรใส่ใจเรื่องน้ำที่จะนำมาทำความสะอาดผิวหน้าด้วย เช่น น้ำที่เราใช้ล้างหน้ามีสิ่งปนเปื้อนหรือไม่ แรงดันน้ำแรงไปหรือเปล่า

หากใครต้องการดูแลผิวหน้าให้ดีตั้งแต่ขั้นตอนแรก เราขอแนะนำ Kudos Mist Shower ฝักบัวละอองหมอกจากประเทศญี่ปุ่น

  • สายน้ำพิเศษที่ถูกออกแบบมาให้แรงแต่ไม่เจ็บ สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกด้วยแรงดันน้ำที่อ่อนโยนต่อสภาพผิวหน้า
  • ปรับได้ง่าย 2 ฟังก์ชัน “Mist Stream” มีเทคโนโลยี  Nanomist ที่ให้สายน้ำนุ่มนวลและละเอียดเหมือนละอองหมอก “Normal Stream” มาพร้อมกับองศาของสายน้ำที่ไม่เหมือนใคร ทำความสะอาดอย่างหมดจด ไม่ทำร้ายผิว
  • อุณหภูมิน้ำจากฟังก์ชัน Mist Stream จะทำให้อุณหภูมิน้ำต่ำลง ลดโอกาสที่ผิวโดนทำร้ายด้วยความร้อน อันเป็นสาเหตุให้ผิวแห้งและเกิดริ้วรอย
  • ช่วยประหยัดน้ำเพิ่มมากขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับฝักบัวทั่วไป

หลังจากล้างหน้าจนสะอาดแล้ว ขั้นตอนถัดมาก็ต้องมาสครับผิวกันสักหน่อยเพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เจอมลภาวะต่าง ๆ ออกไป และเผยผิวใหม่ที่สดใส การเลือกสครับควรเลือกที่มีเม็ดละเอียด ไม่ควรถูแรง ๆ เพราะเม็ดสครับอาจบาดผิวได้ และควรสครับเพียง 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ก็เพียงพอ มิฉะนั้นผิวหน้าของเราจะบางเกินไป ทำให้ยิ่งแพ้ง่าย

ขั้นตอนต่อมาของการทำสปาหน้าคือ การมาส์กหน้า ซึ่งจะช่วยกระชับรูขุมขน ขจัดสารพิษออกจากใบหน้า ช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เราสามารถเลือกสูตรให้เหมาะกับผิวของเราได้ เช่น หากใครมีสิว หน้ามัน แนะนำให้มาส์กหน้าแบบโคลน สำหรับผิวแห้งควรเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยมาส์กที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก หรือหากต้องการแก้ปัญหาริ้วรอย ควรเลือกมาส์กที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระหรือพวกเปปไทด์

ต่อมาก็ถึงขั้นตอนการบำรุงผิวด้วยเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา ในขั้นตอนนี้ เชื่อว่าหลายคนคงไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์เพียงแค่อย่างเดียว วิธีการบำรุงผิวที่ถูกต้องก็คือ ควรเริ่มลงจากเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ซึมง่ายไปยาก เช่น เราควรลงเซรั่มที่มีเนื้อเหลวก่อน ตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เป็นเนื้อครีมซึ่งมีความเข้มข้นที่มากกว่า

ขั้นตอนสุดท้ายของการทำสปาหน้าก็คือ การนวดหน้า ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่นอกจากจะช่วยให้เราผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยเรื่องปัญหาผิวต่าง ๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ให้ผิวดูสดใสลดริ้วรอย ซึ่งการนวดหน้าด้วยตัวเองนั้นใครว่าจะต้องไปถึงสปาเพียงอย่างเดียว แค่มีสองมือเราก็พอแล้ว และสามารถนวดไปพร้อมกับตอนบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ได้เลย โดยนวดเบา ๆ ตั้งแต่หน้าผาก ดวงตา แก้ม คาง หรือหากใครมีตัวช่วยอย่าง “กัวซา” ที่กำลังฮิตกันอยู่ตอนนี้ ก็ช่วยทำให้ผิวของเราดูกระชับได้ดีมาก ควรนวดหน้าอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

ประโยชน์ของการทำสปาผิวหน้า

ประโยชน์ของการทำสปาผิวหน้า

 

กล่าวกันมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเริ่มทราบกันแล้วว่าการทำสปาหน้ามีประโยชน์จริง แต่คราวนี้เราจะมาย้ำกันสักหน่อยว่าทำไมเราถึงควรทำสปาหน้าเป็นประจำ

1. ทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก : การทำสปาหน้าตามขั้นตอนที่เรายกมาข้างต้นจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหน้าของเราได้เป็นอย่างดี ลึกถึงด้านในรูขุมขน ผิวของเราจึงเหมือนได้ดีท็อกซ์จากมลภาวะต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน เมื่อสิ่งสกปรกถูกขจัดออกไปแล้ว ผิวก็จะได้รับการบำรุง และเผยผิวใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

2. ช่วยป้องกันริ้วรอย : การทำสปาหน้าด้วยวิธีการนวดหน้าเพื่อยกกระชับ หรือการมาส์กหน้าที่ตอบโจทย์เรื่องริ้วรอยนั้น สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจน แถมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อสู้กับปัญหาริ้วรอยได้ดี

3. ผิวพรรณเปล่งปลั่ง : ขั้นตอนต่าง ๆ ระหว่างการทำสปาหน้านั้น มีส่วนช่วยให้ผิวของเราดูเปล่งปลั่งกลับมามีชีวิตชีวาได้ อย่างการสครับหน้าก็ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก และเผยผิวใหม่ที่เฟรชยิ่งกว่า หรือการนวดหน้า ก็ช่วยให้เลือดใต้ผิวหนังไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น เราจึงรู้สึกว่าผิวดูสดใสหลังจากทำสปาเสร็จแล้ว

4. ลดปัญหาสิว ผิวใส : สปาหน้าช่วยลดปัญหาสิว และช่วยให้ผิวใสได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกอย่างการล้างหน้า เมื่อเราขจัดสิ่งสกปรกในรูขุมขนออกไปได้หมดแล้ว ก็จะหมดปัญหารูขุมขนอุดตันจนเกิดสิว นอกจากนั้นการมาส์กหน้าบางประเภท เช่น การมาส์กหน้าด้วยโคลนนั้น ยังช่วยลดความมันของผิว และยังช่วยดูดสิ่งสกปรกออกจากผิวจนหมดจดอีกด้วย

หากอ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงไม่ได้มองว่าการทำสปาหน้าเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะเราสามารถทำเองง่าย ๆ ได้ที่บ้านไม่กี่ขั้นตอน แต่ขั้นตอนที่สำคัญมาก ก็คือการเตรียมผิวโดยการล้างหน้าให้สะอาดเพื่อให้ผิวเปิดรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้อย่างเต็มที่ เราอาจหาตัวช่วยอย่างฝักบัวดี ๆ ที่มีฟังก์ชันถนอมผิวมาช่วยปรนนิบัตรผิวของเราให้สวยมากยิ่งขึ้น

5 เทคนิคแก้ปัญหาผมแห้งเสียให้กลับมานุ่มสลวยอีกครั้ง

5 เทคนิคแก้ปัญหาผมแห้งเสียให้กลับมานุ่มสลวยอีกครั้ง

หนึ่งในปัญหาที่คอยบดบังความสวย ความสดใส และความมีชีวิตชีวาของสาว ๆ เสมอมานั่นก็คือเรื่องของเส้นผมแห้งเสีย เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าปัญหาผมแห้งเสียจริง ๆ แล้วคืออะไรและส่งผลร้ายแรงต่อเราขนาดไหน ติดตามได้ในบทความนี้เลย

ปัญหาผมแห้งเสียคืออะไร ? : ผมแห้งคือการที่เส้นผมไม่สามารถผลิตน้ำมันธรรมชาติและไม่ได้รับความชุ่มชื้นมาหล่อเลี้ยงเส้นผมในระดับที่มากพอ ทำให้เกิดอาการหนังศีรษะแห้ง ต้องเล่าก่อนว่าเส้นผมของเราทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เกล็ดผม (Cuticle)’ เป็นตัวช่วยปกป้องเส้นผมจากการถูกทำลาย พร้อมทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้เส้นผมนุ่มเรียบเนียนสวย เงางาม มีน้ำหนัก ซึ่งเกล็ดผมเองก็สามารถถูกทำลายได้ด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะจากสภาพอากาศ การทำผมบ่อย ๆ รวมถึงสุขภาพของร่างกายเองก็ส่งผลได้เหมือนกัน  

สาว ๆ คนไหนที่อยากบอกลาปัญหาผมแห้งเสียที่คอยกวนใจ ในบทความนี้ KUDOS ก็มีเคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยฟื้นฟูผมเสียให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

ต้นตอของผมแห้งเสียมาจากไหนบ้าง ?

ต้นตอของผมแห้งเสียมาจากไหนบ้าง ?

 

อย่างที่บอกว่ามีหลายสาเหตุที่สามารถทำให้เกล็ดผมถูกทำร้าย ทำให้ความชุ่มชื้นของเส้นผมสูญเสียไป ซึ่งปัญหาที่หลาย ๆ คนมักพบเจอกันโดยตลอด จะมาในรูปแบบตามข้อต่อไปนี้

  • อายุเพิ่มขึ้น-น้ำมันธรรมชาติลดลง : เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่เรียกว่า ‘ซีบัม (Sebum)’ ไขมันซึ่งเป็นน้ำมันธรรมชาติบนเส้นผม จะสามารถผลิตออกมาได้น้อยลง นั่นหมายถึงการที่ความชุ่มชื้นของผมก็ค่อย ๆ ขาดหายไปด้วย จึงทำให้เกิดอาการผมแห้งอยู่ตลอดเวลา
  • แดดร้อนแรงจนผมร้อนรุ่ม : ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองร้อนที่ทั้ง 4 ควอเตอร์มีแต่หน้าร้อน หน้าร้อน หน้าร้อน แล้วก็หน้าร้อน อากาศของเมืองไทยในวันที่ร้อนแรงสามารถทำร้ายเส้นผมสาว ๆ ได้มากกว่าที่คิด รังสี UV จากแสงแดด จะดึงความชุ่มชื้นออกจากเส้นผม ในขณะเดียวกันก็ทำลาย ‘เมลานิน (Melanin)’ หรือเม็ดสีของเส้นผมที่มีหน้าที่เป็นตัวกรองแสงของเส้นผม ซึ่งทำให้ตามมาด้วยปัญหาผมแห้งเสียในเวลาต่อมานั่นเอง
  • การสระผมบ่อยเกินไปก็ไม่ดี : การสระผมบ่อยหรือสระทุกวันจะทำให้น้ำมันธรรมชาติ (ซีบัม) ในเส้นผมค่อย ๆ หมดไป ทำให้ผมเกิดอาการขาดความชุ่มชื้น 
  • ความร้อนและสารเคมีตัวร้ายของผม : ปัญหาในข้อนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ 1. การใช้ความร้อนกับเส้นผมอย่างพวกไดร์ที่ให้ความร้อนสูงจะทำให้ความชุ่มชื้นหลุดออกไปจากเส้นผมอย่างรวดเร็ว หรืออุปกรณ์อย่างที่หนีบผมกับที่ม้วนผมก็จะทำให้เส้นผมสูญเสียน้ำจนเกิดอาการแห้งเสีย อีกทั้งยังทำลายโครงสร้าง ‘เคราติน (Keratin)’ เส้นใยโปรตีนที่ดูแลเส้นผมจนทำให้ผมแตกปลายและหลุดร่วงได้อีกด้วย 2. การใช้สารเคมีทำผม เช่น การยืดผม ทำสีผม กัดสีผม หรือการยืดผมเคราติน จะทำให้เมลานินในเส้นผมค่อย ๆ สลายไป จนเกิดผมเสียในที่สุด

เรื่องของผมกับเคล็ดลับในการทำให้ผมแข็งแรงอีกครั้ง

เรื่องของผมกับเคล็ดลับในการทำให้ผมแข็งแรงอีกครั้ง

วิธีแก้ปัญหาอย่างแรกสำหรับคนที่รู้ตัวว่าตัวเองติดการไดร์เป่าผมลมแรง ๆ อุณหภูมิร้อน ๆ แนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการปรับเป็นโหมดลมปกติ หรือเป่าผมด้วยพัดลมเย็น ๆ พร้อมค่อย ๆ เช็ดผมไปด้วยแทน และสำหรับคนที่ชอบดัดแต่งทรงผม แนะนำให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันธรรมชาติดู เพื่อเป็นการบำรุงผมไปในตัว แต่ถ้ายังต้องการที่จะใช้อุปกรณ์หนีบดัดที่ให้ความร้อนอยู่ ก็อย่าลืมทำสปาเส้นผมด้วยการทำทรีทเมนต์ผม หรือหมักเคราตินเข้ามาช่วยบ่อย ๆ ด้วยล่ะ

เมื่อไหร่ที่ผมเสียจากการทำสีและผลิตภัณฑ์ทำผมที่มีสารเคมี ให้ฟื้นฟูโดยการใช้ครีมนวด ทำทรีทเมนต์ และหมักผมให้บ่อยขึ้น เพื่อเติมความชุ่มชื้นที่เสียไปให้คืนกลับมา และเพื่อให้ซีบัมกลับมาทำงานอย่างปกติอีกครั้ง

การสระผมที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งสำคัญในการบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง แน่นอนว่าไม่ควรสระถี่เกินไปถึงขั้นทุกวัน ควรจะใช้น้ำด้วยอุณหภูมิปกติ อีกอย่างคือ หาตัวช่วยถนอมผมเพิ่มเติม เช่น ฝักบัวที่เป็นมิตรต่อการชำระล้างเส้นผมของเรา อย่าง KUDOS TUBU ฝักบัวที่ออกแบบมาเพื่อความอ่อนโยนต่อสุขภาพผิว และเส้นผม พร้อมทั้งเข้าใจว่าเส้นผมที่ดีต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ สายน้ำไหลแรง แต่ไม่ทำร้ายผิว หรือหนังศีรษะ แถมมีฟิลเตอร์กรองคลอรีนเพื่อกรองน้ำให้สะอาดก่อนปล่อยออกมา ลดความเสี่ยงของสิ่งไม่พึงประสงค์ซึ่งสามารถผ่านมาทางน้ำได้ การันตีด้วยรางวัลระดับสากล อย่าง Good Design Award (G-Mark) จากประเทศญี่ปุ่น ! และ iF Design Award จากประเทศเยอรมัน !    

ขั้นตอนการสระผมที่ถูกต้อง

  1. หวีผมก่อนสระผมทุกครั้งเสมอ ผมจะได้ไม่พันกัน พร้อมป้องกันผมขาดหลุดร่วงขณะสระ
  2. ล้างเส้นผม และหนังศีษะให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าก่อน 1 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปในขั้นต้น เช่น ฝุ่นต่างๆ
  3. เลือกแชมพูสูตรที่ถูกต้องกับลักษณะของเส้นผมและหนังศีรษะของตัวเอง เทลงฝ่ามือแล้วจึงชโลมไปทั่วทั้งผม ค่อย ๆ นวดคลึงให้สะอาดทั่วกัน ไม่ควรเกาแรงเกินไป แล้วจึงล้างออก
  4. จากนั้นบีบน้ำออกจากเส้นผมพอหมาดๆ แล้ว ให้ใช้ครีมนวดชโลมหมักเอาไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนจะล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะอาดเป็นครั้งสุดท้าย 
    เคล็ดไม่ลับ: สำหรับคนผมมัน หรือลีบแบน ไม่แนะนำให้ชโลมครีมนวดส่วนหนังศรีษะ เพราะจะทำให้ผมยิ่งมันง่าย และลีบแบนมากขึ้น
  5. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดผมให้แห้งไปพร้อม ๆ กับใช้พัดลมหรือไดร์เป่าผมด้วยลมปกติจนผมแห้งสนิท

ตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้ผมแห้งเสียกลับมามีชีวิตใหม่บนศีรษะของเราได้อีกครั้ง คือการใช้ครีมนวดและทรีตเมนต์หลังจากที่สระผมปกติเรียบร้อยแล้ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 นาทีแล้วจึงล้างออก

ซึ่งการใช้ทั้ง 2 อย่างนี้ให้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เราต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของผมแห้งเสียเกิดมาจากอะไร และมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว และลักษณะของเส้นผมของเราเป็นอย่างไร ซึ่งในปัจจุบันมีตัวเลือกช่วยบำรุงผมหลากหลายมากมาย ทั้งการหมักผมด้วยเจลาตินเสริมสร้างโปรตีนเข้าสู่เส้นผมเพิ่มความชุ่มชื้นและเงางาม หรือหมักด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น ผลอะโวคาโดที่มีวิตามิน A E ไขมันอิ่มตัว และแร่ธาตุ ตัวช่วยให้ผมกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง เป็นต้น

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ การดูแลเส้นผมที่กำลังแห้งเสียจำเป็นจะต้องทำให้ตรงจุด อย่างแรกสุดเลยคือการเลือกผลิตภัณฑ์แชมพูตัวช่วยให้ตรงกับอาการที่เรากำลังเป็นอยู่ และเหมาะกับสภาพเส้นผมของเราด้วย มีวิธีเลือกอย่างไรบ้างไปดูกัน

  • ผมมัน : เป็นปัญหาผมเสียที่ต้องใช้แชมพูสูตรผมมันโดยเฉพาะ เพื่อเข้ามาช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันธรรมชาติของซีบัมที่เอ่อล้นมากเกินไปจนเป็นปัญหา ให้กลับมาอยู่ในระดับที่ปกติอีกครั้ง แล้วความมันจะหายไปเอง
  • ผมแห้ง : นับเป็นช่วงเวลาที่เส้นผมและหนังศรีษะกำลังเปราะบางมาก ๆ จึงจำเป็นต้องใช้แชมพูสูตรอ่อน คู่กับครีมนวดผมสูตรเข้มข้น เพราะเส้นผมของเรากำลังต้องการวิตามินอีกับโปรตีนในการบำรุงความแห้ง ให้กลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง
  • ผมเสีย : สำหรับสายทำสีผม ใช้สารเคมีอยู่เป็นประจำ แนะนำให้ใช้แชมพูสูตรสำหรับคนผมแห้งเสียโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาให้ผมกลับมามีน้ำหนัก

สุดท้ายหลังจากทำทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะการสระผมให้ถูกต้อง ใช้น้ำยาสระผมที่แก้ถูกจุด หรือนวดด้วยครีมบำรุงผมอย่างสม่ำเสมอ อีกสิ่งที่ช่วยให้ผมแห้งเสียกลับคืนสภาพได้อย่างรวดเร็วคือ การทานอาหารเสริมบำรุงเส้นผมเป็นตัวช่วยอีกแรง จะเป็นอาหารเสริมจำพวก โอเมก้า-3 ที่มีกรดไขมันดี และวิตามิน A, C-Biotin และธาตุเหล็ก ทั้งนี้ก็อย่างลืมทานอารหารที่มีประโยชน์ และทานให้ครบห้าหมู่ด้วยนะ เพระถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ร่างกายเเข็งเเรง และส่งผลออกมาให้เห็นทางเส้นผมเราเช่นเดียวกัน

ปัญหาผมแห้งเสียไม่ได้เป็นแค่เรื่องน่าหงุดหงิดใจของสาว ๆ เท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับชาติทำร้ายบุคลิกภาพของเรา การมีผมที่สุขภาพแข็งแรง เงางาม ชุ่มชื้น และมีวอลลุ่ม สามารถเริ่มทำได้ง่าย ๆ ตามเทคนิคที่เราเอามาแชร์กัน ทุกคนสามารถหยิบไปทำตามได้เลย เพราะการที่มีผมสุขภาพดี ก็สามารถสร้างความมั่นใจให้กับเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

จัดสวนฉบับมือใหม่ ทำยังให้ดูโปร !

จัดสวนฉบับมือใหม่ ทำยังให้ดูโปร !

ทุกครั้งที่เราเห็นการจัดสวนของใครสักคนไม่ว่าจะในชีวิตจริง อ่านจากวรรณกรรม หรือเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ และไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้หรือต้นไม้แบบไหน ความรู้สึกสบายใจจะถูกตีฟุ้งเข้ามาอยู่ในความรู้สึกเสมอ

“ทำไมสวนอันเป็นที่อยู่ของเหล่าดอกไม้และต้นไม้หลากพันธุ์ถึงทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น?”

ถ้าพูดถึงในแง่ของวิทยาศาสตร์  ในดินมีแบคทีเรียที่เรียกว่า Mycobacterium Vaccae ซึ่งเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เราเครียดและช่วยคลายความวิตกกังวลได้ พร้อม ๆ กับช่วยกระตุ้นสารแห่งความสุขออกมา แต่ถ้าพูดในแง่ของความสุนทรีย์ ดอกไม้และต้นไม้ก็เป็นสิ่งที่สวยงาม และสามารถแทนความหมายหลากหลายในตัวของมันเอง 

เท่านี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลมากพอว่าทำไมเราควรลองทำสวนด้วยตัวเองดูสักครั้ง แต่ถ้าใครที่เป็นมือใหม่ผู้อยากจัดสวนให้ถูกใจตัวเองบ้างล่ะก็ มาอ่านเทคนิคมากมายที่เรารวมมาให้ในบทความนี้ได้เลย

ปี 2023 สวนที่ทุกคนใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ปี 2023 สวนที่ทุกคนใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

 

ความนิยมของการจัดสวนที่บ้านในปี 2023 คือเทรนด์ที่เรียกว่า ‘สวนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Healthy Gardens)’ อยู่ในหมวดเดียวกับ Sustainable Trend ที่ทั่วโลกได้หันกลับมามองอย่างจริงจัง แต่ต้องบอกว่าการจัดสวนเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีขึ้นเพื่อเป็นเทรนด์เท่านั้น สื่อว่าด้วยการจัดสวนหลาย ๆ แห่งบอกว่า “เราทำสิ่งนี้เพราะต้องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ” โดยโฟกัสเน้นไปที่เรื่องของโครงสร้างในการออกแบบ ให้มนุษย์กับธรรมชาติได้มีปฎิสัมพันธ์ร่วมกันมากขึ้น เป็น Outdoor Living Spaces สามารถใช้ชีวิตท่ามกลางสวนได้จริง และกลายเป็นที่พักผ่อน ที่สูดหายใจได้เต็มปอด รวมถึงได้ใช้ทำกิจกรรมกับคนรัก 

การจัดสวนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นกระบวนการตั้งแต่เลือกใช้อุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นจากวัสดุไม่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม หรือการใช้สิ่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง (Upcycling) และในส่วนของต้นไม้กับดอกไม้ก็จะเน้นปลูกพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ เพื่อลดการใช้น้ำ การใช้สารเคมีในการปลูกนั่นเอง

หน้าตาของสวนในปีนี้จะเป็นสีของพันธ์ไม้ที่ออกไปทาง Darker Shade อย่างสีม่วง มาพร้อม ๆ กับความ Colorful โดยการเลือกปลูกดอกไม้จากสี Pantone ประจำปี 2023 อย่าง Viva Magenta ที่มีความหมายว่า กล้าหาญและไม่กลัวสิ่งใด (Brave & Fearless) ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสร้างความสดใสให้สวนไม่น้อยเหมือนกัน

รวม 7 เคล็ดลับที่นักปลูกทุกคนต้องรู้

รวม 7 เคล็ดลับที่นักปลูกทุกคนต้องรู้

ถ้าพูดถึงรูปแบบการแต่งสวนในปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่ามันหลากหลายมากเสียจนยก 2 มือขึ้นมานับก็ไม่ครบ แล้วแต่ละสไตล์คือยูนีคสุด ๆ ตอบโจทย์ทั้งรสนิยมความชอบในดอกไม้ต้นไม้ ตอบโจทย์กับภูมิประเทศในการปลูก รวมถึงประโยชน์ใช้สอยมากกว่าแค่เริ่องความสวยงาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือให้ลองหาสไตล์ที่ตัวเองชอบให้เจอก่อนจะลงมือปลูก ถ้ายังไม่แน่ใจ เราก็ได้หยิบยกสไตล์เก๋ ๆ ที่ปี 2023 เขาฮิตปลูกกันส่วนหนึ่งมาเป็นแนวทางให้ทุกคนไว้แล้ว 

  • สวนเซนญี่ปุ่น (Zen Garden) : หรือรู้จักกันในชื่อ Karesansui 枯山水 เป็นสวนแบบดั้งเดิมในสไตล์ Dry Landscape เหมาะสำหรับคนชอบความมินิมอล เน้นให้เห็นภูมิทัศน์ที่สบายตา มีองค์ประกอบของหิน กรวด ทราย และไม้ การเลือกพันธ์ไม้เพื่อปลูกในสวนเซนญี่ปุ่นนั้น จะเลือกเพื่อเป็นตัวประกอบให้เข้ากับแลนสเคปที่สบายตามีชีวิตชีวาขึ้น จะไม่ได้มาในลักษณะของการบดบังทัศนวิสัย แน่นอนว่าจะมีต้นบอนไซ ต้นเมเปิลญี่ปุ่น ต้นไผ่ รวมถึงเฟิร์นและมอส เป็นสวนที่ให้ความสงบแบบนิกายเซน
  • สวนบาหลี (Balinese Garden) : หนึ่งในสวนแบบ Tropical Garden ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ สำหรับผู้หลงใหลในพืชเมืองร้อนอย่างไม้น้ำ เฮลิโคเนีย ขิงแดง หรือลั่นทม และเพราะว่าวิถีชีวิตของชาวบาหลีมีความสัมพันธ์กับศาสนา จึงมีการใช้การตกแต่งด้วยรูปปั้นของเทวดาหรือสัตว์รอบ ๆ สวน ให้กลิ่นอายความหลงใหลที่ชวนค้นหามาก ๆ เป็นสวนของคนที่ชอบหาของเก่ามาตกแต่งคู่กับต้นไม้ดอกไม้
  • สวนโมรอคโค (Moroccan Garden) : สวนที่เต็มไปด้วยความมีสีสันเล่นกับสถาปัตยกรรมสีกำแพงของพื้นที่ ความยูนีคที่ทำให้สวนของโมรอคโคแตกต่างจากแบบอื่นคือการใช้กระเบื้องในการตกแต่งสวน ไม่ว่าจะกระเบื้องที่กำแพงหรือที่พื้น และเน้นปลูกพืชเขตร้อนที่มีใบใหญ่ในสวน ต้นปาล์มที่มีใบใหญ่ ๆ หรือต้นมะกอก

ในส่วนของข้อนี้ ก่อนอื่นเลยเราต้องเริ่มที่ ‘กำหนดจุดประสงค์ในการปลูก’ กันก่อน เพราะว่าสวนสไตล์ต่าง ๆ ต้องการพื้นที่ในการปลูกต่างกันออกไป ทุกคนจำเป็นจะต้องเข้าใจก่อนว่าสไตล์สวนแบบที่เราอยากปลูกนั้นต้องใช้พื้นที่เท่าไหร่และใช้พื้นที่อย่างไรบ้าง เช่น หากต้องการทำเป็นสวนดอกไม้จริงจัง ก็ต้องพิจารณาประเภทของดอกไม้ที่สามารถปลูกใกล้กันได้ และเผื่อพื้นที่ให้ดอกที่ต้องการพื้นที่เป็นพิเศษ ดูไปถึงว่าแดดตกตรงไหน โซนที่ร่มอยู่ตรงไหน แล้วถ้าถามว่ามีสูตรตายตัวเป็นตัวเลขตารางฟุตที่ใช้กับทุกสวนได้มั้ย คำตอบคือ ‘ยาก’ เพราะพื้นที่ที่เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ เราอาจจะเริ่มต้นที่ 100-200 ตารางฟุตก่อน หรือตะลุยปลูกกว้างขวาง 500 ตารางฟุต ก็ได้หมดถ้าเข้าใจสไตล์สวนของตัวเองดีพอ

เพราะว่าการทำสวนไม่ว่าจะทั้งเพื่องานอดิเรกหรือว่าทำเป็นรายได้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องเป็นระยะยาว ว่ากันด้วยมือใหม่ที่ลงแปลงครั้งแรก ค่าใช้จ่ายก็จะเกิดตั้งแต่อุปกรณ์อย่างแปลงพรวนดิน กระถางต้นไม้ หิน กรวดทราย ปุ๋ย ของตกแต่งอย่างพวกรูปปั้น ตุ๊กตาดินเผา นี่ยังไม่นับว่าถ้าอยากทำบ่อน้ำหรือน้ำพุอีกนะ ไหนจะค่าน้ำที่เพิ่มขึ้นอีก การวางงบประมาณทั้งเพื่อใช้เติมเต็มในวันที่อนาคตอยากลงเมล็ดใหม่เพิ่มหรือขยับอุปกรณ์ที่ดีกว่าเพื่อสร้างคุณภาพให้สวนของเราก็เป็นสิ่งจำเป็น

ถึงทุกคนที่มีความคิดอยากให้สวนของตัวเองมีความเป็นสวนแบบ Hard Landscape ให้พื้นที่บ้านกับสวนกลืนเข้าหากัน เช่น ทำทางเดินแบบสวนสไตล์อังกฤษ ปูกระเบื้องแบบสวนโมรอคโค หรือสวนแบบโมเดิร์นที่มีการปูพื้นไม้ สิ่งที่ควรระวังคือ การเลือกวัสดุซึ่งไปได้ดีกับหน้าดินที่ปูเอาไว้แล้ว ต้องดูว่าหน้าดินจะรองรับน้ำหนักได้มั้ย รวมถึงกระเบื้องต้องสามารถรับน้ำหนักได้ดีเพื่อไม่ให้แตกร้าวในภายหลังจากใช้ไปนาน ๆ วัสดุพื้นทางเดินที่นิยมสำหรับปูในสวนจะประกอบไปด้วย บล็อกค็อบเบิ้ลสโตน, พื้นหินแกรนิตลูกเต๋า เป็นต้น

ขั้นตอนนี้คือส่วนสำคัญมากที่สุดข้อหนึ่งในการทำสวน เพราะดินที่ไม่ดีปลูกอะไรก็ลำบาก และการเตรียมดินโดยที่ไม่เข้าใจดีพอก็อาจมีผลเสียต่อบ้านตามมามากมายด้วยเหมือนกัน

‘เริ่มสำรวจสภาพของดินเดิมก่อน’ ก่อนจะเริ่มต้นปลูกให้เราส่งตัวอย่างของดินที่จะปลูกไปทดสอบเพื่อหาค่าความอุดมสมบูรณ์ก่อน ลักษณะโครงสร้างดินเป็นอย่างไร ระดับความเป็นกรดและด่างเป็นอย่างไรบ้าง เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการปรับปรุงดินในสวน และมีผลถึงตัวต้นไม้ดอกไม้ที่เราจะปลูกด้วย และถ้าจะลงดินใหม่ก็ควรจัดการกับวัชพืชให้หมด ในส่วนของขั้นตอนกับปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกแบบเบื้องต้น ผสมดินร่วน กาบมะพร้าวสับ ใช้ปุ๋ยคอก/ทราย ทำให้มีการระบายน้ำได้ดี ระหว่างที่ขุดดินก็ระวังเรื่องของท่อน้ำที่ฝังเอาไว้ด้วยล่ะ

การเลือกลงพันธุ์ไม้ที่จะปลูกในสวนสามารถคิดได้หลายแบบ เช่น สไตล์ของสวน, เฉดสีของสวน, ความเหมาะสมของพื้นที่ แต่ ! ขอเน้นย้ำเลยว่าความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าเราทำการบ้านมาแล้วว่าปลูกยังไงให้รอด รู้ว่าต้นนี้ต้องการแสงแดดอาบ ต้นไม้ต้นนี้ต้องการกินน้ำที่มากกว่าปกติ ความสวยงามก็เป็นเรื่องของรสนิยมไม่มีผิดไม่มีถูก

นี่คือสิ่งที่เรามักได้ยินและเห็นกันบ่อย ๆ และหลายคนมีคำถามกับสิ่งนี้ ทำไมฉันถึงปลูกต้นไม้ตายตลอด หรือ ทำไมคนนั้นมือดีปลูกอะไรก็รอดงอกงามทุกครั้ง เคล็ดลับของข้อนี้คือความใส่ใจดูแลสวนในทุกวันยังไงล่ะ เซ็ทตารางกิจวัตรที่ต้องรดน้ำต้นไม้ โดยลงรายละเอียดถึงสภาพอากาศในวันที่ฝนตกและแดดออกจัด ๆ เพื่อปรับตัวตามวันเหล่านั้น โดยมีการใส่ปุ๋ยอยู่เป็นประจำควบคู่ไปด้วย

การตัดแต่งกิ่งไม้เองก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจ สวนจะสวยได้อย่างไรถ้าไม่มีกรรไกรแต่งกิ่งไม้คุณภาพดี อยากให้ลอง SABOTEN กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ส่งตรงจากญี่ปุ่นของ KUDOS ที่ทั้งนักทำสวนมือใหม่และมือเก๋าควรมีติดตัวทุกครั้งที่ลงสวน ด้วยใบมีดที่ทำจากเหล็กกล้า SKS ผ่านการชุบแข็งด้วยฮาร์ดโครมตัดฉับเดียวเอาอยู่ สามารถหนีบหรือล็อคดอกไม้ กิ่งไม้ ไม่ให้ร่วงหล่นสะดวกต่อการใช้งานสุด ๆ พร้อมดีไซน์ด้ามจับหุ้มยางวัสดุ ABS คุณภาพสูงที่ทั้งแข็งแรงและทนความร้อนได้ดี จับง่าย น้ำหนักเบา กระชับมือสุด ๆ ไปเลย

ไม่ว่าจะ หว่านปุ๋ย พรวนดิน รดน้ำต้นไม้ การทำสวนให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

การทำสวนให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

 

กลับมาที่คำถามว่าแล้วการทำสวนให้ประโยชน์อะไรกับเรา คำตอบคือเยอะแยะไปหมด ทั้งต่อร่างกาย จิตใจ สิ่งแวดล้อม และคนรอบข้างเลย

  • ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น : เมื่อมีพื้นที่สีเขียวหรือธรรมชาติรายล้อมตัว ข้อดีอย่างแรกโดยเฉพาะกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองคือการได้รับความผ่อนคลาย ลดอาการวิตกกังวลให้น้อยลง งานวิจัยบางตัวบอกว่าการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้อีกต่างหาก
  • มอบอากาศสดชื่นอีกครั้ง : หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของการปลูกต้นไม้คือสร้างอากาศที่สะอาดช่วยลดมลพิษให้โลกนี่ล่ะ ไม่ว่าจะปลูกปาล์มไผ่เพื่อจัดการกับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ หรือปลูกหมากเหลืองเพื่อจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือต้นอื่นๆ อีกมาหมายที่ช่วยฟอกอากาศให้เรา
  • เปลี่ยนพื้นที่บ้านเป็นพื้นที่ใช้ชีวิต : อย่างที่เล่าเรื่อง Outdoor Living Spaces ให้ฟังในตอนต้น การทำสวนของปีนี้คือการสร้างพื้นที่ในการทำกิจกรรมที่มากขึ้น จะนอนอ่านหนังสือในสวน ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว หรือแชร์เป็นพื้นที่ให้ได้พบปะกับเพื่อนบ้าน ล้วนทำให้ชุมชนเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากกว่าแต่ก่อน
  • สวนแห่งแรงบันดาลใจและปลดล็อคความคิดสร้างสรรค์ : นอกจากที่การทำสวนจะเป็นเหมือนการทำสมาธิกลาย ๆ แล้ว ยังเป็นกระบวนการที่ช่วยในการปลดล็อคความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย เพราะการทำสวนคืองานของการดีไซน์พื้นที่และการแก้ปัญหาให้กับธรรมชาติที่คนทำต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา  

เชื่อว่าชีวิตในปี 2023 ที่โลกหมุนไว ทุกคนแข่งกันเร็วอยู่ตลอดเวลา ได้นำมาซึ่งความเหนื่อยล้าให้กับใครหลายคน การลองทำสวนเป็นวิธีบาลานซ์ชีวิตที่ดีไม่น้อย อาจจะลองเริ่มต้นวางไอเดียแบบที่ง่ายที่สุดโดยการหาไอเดียแต่งสวนจาก Pinterest หากระถางเล็ก ๆ สักใบปลูกในบ้านก่อน รดน้ำและให้ความใส่ใจทุกวัน ดูสิว่าเจ้าต้นจิ๋วของเรา จะทำให้เรากลับมามีความสุขกับชีวิตได้ขนาดไหนกัน

เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกสายฉีดชำระยังไงให้คงทน

เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกสายฉีดชำระยังไงให้คงทน

ฟังก์ชั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ ‘ห้องน้ำ’ คือการชำระล้างความอ่อนล้า คลายความกังวล และให้เราได้ถอดความเครียดที่แบกทั้งวันออกไป

การดูแลห้องน้ำให้สะอาดจึงเต็มไปด้วยดีเทลที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะนอกจากจะต้องสะอาดและสบายตาแล้ว ก็ต้องมีฟังก์ชั่นที่ใช้ได้ในทุกจุดอีกด้วย ลิสต์กันไว ๆ ด้วยตาเปล่า เปิดเข้าห้องน้ำไป ก็จะมีโซนของอ่างล่างหน้าที่เราใช้ฉีกยิ้มโดยไม่ตั้งใจเพื่อแปรงฟัน กระจกเหนืออ่างล่างหน้าเพื่อส่องดูหน้าสดครั้งแรกของวัน ย้ายไปฝั่งอาบน้ำก็มีเรื่องของฝักบัว ยังไม่นับว่าถ้าทุกคนมีอ่างอาบน้ำให้ลงไปแช่ตัวอีกนะ 

และแน่นอน สิ่งสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในส่วนของสุขภัณฑ์ นั่นคือ ‘สายฉีดชำระ’

ทางยุโรปเรียกสิ่งนี้ว่า Bidet Sprays หรือ Bidet Horse และในวัฒนธรรมเอเชียอย่างเรา ๆ รู้กันอยู่ว่าเจ้าสายฉีดชำระเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน (มากกก) ขนาดไหน สถาปนิกมักจะพูดเสมอว่า “โปรดเลือกสายชำระที่ดีเพื่อชีวิตสุขภัณฑ์ที่ดีของตัวคุณเอง” 

ในบทความนี้ Kudos จะมาแชร์เคล็ด (ไม่) ลับ เพื่อให้ทุกคนเลือกสายฉีดชำระได้อย่างถูกต้อง รู้ปัญหาที่อาจจะต้องพบเพื่อเตรียมตัวแก้ไข ไปจนถึงวิธีการดูแลรักษาสายฉีดชำระให้ใช้ไปได้นาน ๆ เพื่อมั่นใจได้ว่าเราจะได้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุดเวลาได้ใช้สุขภัณฑ์ที่ดี

108 ปัญหาของสายฉีดชำระที่ทำเอาปวดหัว

108 ปัญหาของสายฉีดชำระที่ทำเอาปวดหัว

 

เราทุกคนต่างมีปัญหากับสายฉีดชำระเป็นของตัวเอง แต่ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน

เมื่อใช้สายฉีดชำระเป็นเวลายาวนานจนถึงเวลาเสื่อมอายุขัย หรือแย่กว่านั้นคือเราอาจจะเลือกของที่ไม่มีคุณภาพมาโดยไม่รู้ตัว ปัญหาที่มักจะเจอเป็นลำดับแรกคือ ก้านกดหักจนควบคุมความแรงของน้ำไม่ได้, สายส่งน้ำรั่วเพราะเกิดจากการงอผิดรูปเป็นเวลานาน, หัวฉีดแตกเพราะกระแทกกับพื้น แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ไม่แข็งแรงอย่างเดียวเสมอไปเพราะพฤติกรรมในการใช้งานเองก็มีส่วนสำคัญ ต้องสังเกตว่าเราวางสายฉีดไม่ดีทำให้สายฉีดตกพื้นบ่อย ๆ หรือรุนแรงงอสายยางจนเกิดการเสียหายหรือเปล่า ถ้าเราระวังในรื่องการใช้งาน สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยป้องกันการเกิดปัญหาได้เหมือนกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ของปัญหาข้อนี้ อย่างแรกคือ สายฉีดชำระเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานผ่านน้ำตลอดเวลา ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดความสกปรกในรูปแบบของตะไคร่และเป็นสนิม ในกรณีที่สายฉีดทำจากโครเมียมหรือสแตนเลส ก่อให้เกิดผลเสียต่อการใช้งาน ข้อถัดมาเป็นเพราะว่าสายฉีดชำระมีขึ้นเพื่อใช้ชำระล้างจุดซ่อนเร้นของร่างกาย ทำให้สะสมคราบสกปรกจำนวนมาก เมื่อนานวันเข้าก็กลายเป็นเชื้อโรคหรือไวรัสแบคทีเรียต่าง ๆ มีการศึกษาพบว่าในบริเวณที่จับของสายฉีดเป็นแหล่งเกิดเชื้อโรคได้มากที่สุด โดยเฉพาะเชื้อโรคที่เรียกว่า ‘อีโคไล (Escherichia Coli)’ แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โรคท้องเดิน และโรคอุจจาระร่วง

ปัญหาคลาสสิกที่สุดของมนุษย์สายชำระทุกคนคือน้ำรั่วซึม ไม่ว่าน้ำจะรั่วจากข้อต่อตรงหัวฉีด รั่วจากสายยางส่งน้ำ เรียกว่ารั่วทีพื้นห้องน้ำไม่เคยแห้งอีกเลย คำถามคือ สาเหตุของปัญหานี้คืออะไร ?

1. เพราะชุดสายฉีดชำระที่เราติดตั้งไม่สามารถรับแรงดันของน้ำได้ ซึ่งถ้าเลือกสายยางไม่เหมาะสม ในกรณีที่แย่ที่สุดอาจจะทำให้ตัวสายหลุดออกจากกัน จนน้ำพุ่งออกมาจากก๊อก

2. ไม่ได้ติดตั้ง ‘สต็อปวาล์ว (Stopvalve)’ หรือ ‘มินิบอลวาล์ว (Mini Ball Valve)’ อุปกรณ์ซึ่งมีหน้าที่ปรับความแรงของน้ำและลดการรั่วซึมได้ด้วย (เป็นไอเท็ม Must Have เลยล่ะ) เพื่อจัดการกับปั๊มน้ำในบ้านที่มีแรงดันน้ำสูง

น้ำซึมว่าแย่แล้ว เจอน้ำไหลไม่เป็นดั่งใจยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก เพราะว่าแต่ละบ้านและคอนโดตั้งค่าแรงดันของปั๊มน้ำไม่เท่ากัน การติดตั้งสต็อปวาล์วที่ช่วยควบคุมแรงดันน้ำก็ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ถ้าปัญหาน้ำเบาของทุกคนมาจากการที่หัวฉีดอุดตันจากคราบสกปรก ก็จัดการทำความสะอาดแก้ไขได้เลย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเลือกสายฉีดชำระที่วัสดุได้มาตรฐาน ซัพพอร์ตกับแรงดันน้ำในปริมาณที่เราใช้ได้ด้วยนะ ไม่งั้นก็อาจส่งผลกลับไปที่ปัญหาแรกทำให้สายฉีดน้ำเสียหายได้

เลือกสายฉีดชำระอย่างไรให้ถูกต้องและใช้งานได้ดี

เลือกสายฉีดชำระอย่างไรให้ถูกต้องและใช้งานได้ดี

 

จากปัญหา 108 ในหัวข้อก่อนหน้า ทุกคนก็น่าจะเดากันได้แล้วว่าจริง ๆ เจ้าสายฉีดชำระที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีอะไรซับซ้อน กลับเป็นหนึ่งสิ่งในห้องน้ำที่ต้องคำนึงหลายอย่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เราจะมาแชร์เคล็ดลับการเลือกสายฉีดชำระที่ถูกต้องเพื่อให้ไม่ต้องปวดหัวภายหลัง โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้เพื่อน ๆ ได้เช็กลิสต์ตามกันไปทีละข้อได้เลย

โดยหลัก ๆ แล้ว ประเภทของสายฉีดชำระจะแบ่งตามวัสดุที่ใช้ผลิตเป็น 3 ชนิด ไล่เรียงจากความทนทานน้อยไปสู่ความทนทานมากที่สุด ดังนี้ 

  • พลาสติก : ข้อดีคือมีน้ำหนักเบา และเป็นสายฉีดที่มีราคาถูกที่สุด ไม่มีปัญหาสนิมกวนใจ แต่ก็ตามมาด้วยข้อเสียใหญ่โตคือ เปราะบางที่สุด อายุการใช้งานสั้นที่สุด และต้องใช้ความระมัดระวังมากที่สุดเช่นกัน
  • สเตนเลส : อัพเกรดความแข็งแรงขึ้นกว่าแบบพลาสติก พร้อมน้ำหนักที่มากขึ้นอีกสักหน่อย ซึ่งปัญหาสำหรับสายสเตนเลสคือ เมื่อใช้เป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดสนิมทั้งตัวที่จับและตรงหัวของสายฉีด
  • ABS ชุบโครเมี่ยม : สายฉีดชำระเกรดเยี่ยมที่หรูหราที่สุดกว่าวัสดุชนิดอื่น ๆ เป็นการเทอร์โมพลาสติกนำมาชุบเคลือบด้วยโครเมี่ยม และมีความแข็งแรงกว่าชนิดอื่น ๆ ด้วย 

และแน่นอนไม่ว่าคุณจะขอคำแนะนำจากช่างประปาหรือคนมีประสบการณ์เรื่องนี้คนไหน ทุกคนจะให้คำตอบเดียวกันว่า จงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ

และ Kudos ก็ใส่ใจสุขอนามัยที่ดีของทุกคนมาโดยตลอด เราออกโปรดักส์สายฉีดชำระรุ่น KBB201C ซึ่งทำจากวัสดุคุณภาพสูง การไหลของน้ำได้รับการทดสอบ ปริมาตรน้ำอยู่ที่สูงสุดไม่เกิน 9 ลิตร/นาที เหมาะกับทุกความต้องการ แน่นอนว่าสายน้ำนั้นถึงจะไหลแรงแต่ก็ไม่บาดผิวอย่างแน่นอน ในส่วนของสายส่งน้ำนั้นทำจากพลาสติกเกรด A เสริมเส้นใยแก้ว หรือ EDPM เสริมเส้นใยแก้ว ที่สามารถทนทานต่อแรงดันน้ำสูงได้เป็นอย่างดี พร้อมความยาว 1.20 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่กำลังพอดี สายฉีดชำระที่ทุกห้องน้ำควรมี

“สิ่งที่ต้องคำนึงเพื่อการเลือกความยาวของสายส่งน้ำคือต้องรู้ก่อนว่าห้องน้ำมีขนาดกว้างแค่ไหน”

โดยมาตรฐานแล้วความยาวของสายส่งน้ำจะอยู่ที่ 120 เซนติเมตร หากเราเลือกสายยาวเกินความจำเป็น ข้อเสียคือ สายจะไปกองอยู่ที่พื้นจนทำความสะอาดห้องน้ำได้ยากขึ้น ถ้าสายงอนาน ๆ เข้าก็อาจทำให้รั่วได้อีก แต่ถ้าสายสั้นเกินไปจนทำให้ตึงก็ใช้งานได้ยาก และอาจทำให้ข้อต่อเกิดการชำรุดจนหลุดออกมาได้

เราควรติดตั้งให้สายอยู่สูงเหนือจากพื้นที่ประมาณ 45 เซนติเมตร ให้ห่างจากชักโครกในระยะที่แขนสามารถเอื้อมถึงได้ไม่ลำบากเกินไป อีกสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมาก ๆ คือ การเลือกติดสายฉีดชำระด้านซ้ายหรือขวาของสุขภัณฑ์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดและระยะของตัวสต็อปวาล์วที่ติดตั้งด้วย 

ความสำคัญของการเลือกลักษณะหัวกดของสายฉีดชำระคือ เป็นส่วนที่กำหนดความแรง-เบา ความต่อเนื่อง และความลื่นไหลของน้ำที่ออกมาจากสายฉีด เป็นอีกสิ่งที่ต้องลองใช้เพื่อหาความเหมาะสมให้กับตัวเอง โดยหัวกดจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ 

  • หัวแบบก้านกด (หัวกดที่อยู่ด้านนอก) : เป็นแบบที่เราพบเจอได้บ่อยที่สุด หรือจะเรียกว่าเป็นแบบคลาสสิกก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นวิธีการกดน้ำแบบแรกของสายฉีดชำระเลย ข้อดีของก้านกดคือใช้งานง่าย อยู่ฝั่งตรงข้ามกับหัวฉีดทำให้โอกาสมือเปียกน้ำยาก บังคับการไหลของน้ำได้ง่าย ข้อเสียคือหากวัสดุไม่ดีพอหรือใช้ไม่ระวัง ตัวก้านหักคือจบกันเลย
  • หัวกดแบบปุ่มกด (หัวกดด้านใน) : หัวกดสมัยใหม่ที่มีลูกเล่นงานดีไซน์มากขึ้น เพื่อแก้ Pain Point เรื่องก้านกดหักทิ้งไปเลย ในหัวกดแบบปุ่มสมัยใหม่มีฟังก์ชั่นให้น้ำไหลยาว ๆ โดยที่เราไม่ต้องเอามือไปกดค้างไว้ได้ด้วย เรียกว่าสะดวกมาก ๆ

เพราะว่าสายฉีดชำระเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานเพื่อฉีดน้ำ ทำงานกับแรงดันของน้ำตลอดเวลา ดังนั้นจึงจำเป็นที่ทั้งตัว ‘สายฉีดชำระ’ และ ‘สายส่งน้ำ’ ต้องทำจากวัสดุอย่างดีเพื่อสามารถรับแรงดันของน้ำได้ ไม่งั้นอาจเกิดความเสียหายตามปัญหา 108 ข้อที่เราเขียนเอาไว้ได้

วิธีการเช็กสายฉีดชำระและสายส่งน้ำนั้น การจะไปเช็คว่าปั๊มน้ำของคอนโดหรือบ้านทำงานด้วยค่าแรงปั๊มเท่าไหร่ดูจะเป็นเรื่องยากเกินไป เพราะฉะนั้นให้เลือกสายฉีดชำระรุ่นที่ระบุรายละเอียดการรองรับแรงดันน้ำมาด้วยจะดีที่สุด ซึ่งหน่วยวัดคือ ‘บาร์’ สมมุติว่ารองรับแรงดันน้ำ 1 บาร์ หมายถึงสามารถรับแรงดันน้ำได้ที่ประมาณ 10 เมตร (ในกรณีที่น้ำไหลจากท่อในแนวตั้งฉาก) 

*ข้อควรรู้ : แรงดันของน้ำประปาทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 บาร์ ส่วนคอนโดที่ใช้ปั๊มน้ำก็จะมีแรงดันที่ไม่เกิน 3 บาร์*

ติดตั้งสายฉีดชำระแบบไม่ต้องเสียใจทีหลัง

เคล็ด (ไม่) ลับข้อสุดท้าย คือ การเตรียมตัวก่อนติดตั้งสายฉีดชำระ เพราะติดสายชำระไม่ถูกต้องกับพฤติกรรมการใช้ห้องน้ำของตัวเองคือฝันร้าย เพราะไม่มีอะไรที่แย่กว่าการใช้สุขภัณฑ์แบบฟังก์ชั่นไม่ตอบโจทย์กับตัวเองอีกแล้ว 

ทดลองสายฉีดชำระก่อนซื้อคือสิ่งสำคัญ ! : แนะนำให้เลือกร้านหรือห้างที่ให้เราสามารถลองใช้สายฉีดชำระได้เป็นอันดับแรกเสมอ จุดที่ต้องเช็คหลัก ๆ คือ สามารถฉีดน้ำได้ไหลลื่น ต่อเนื่องไม่สะดุด น้ำแรงแต่ไม่แรงเกินจนทำให้เจ็บผิว (เชื่อว่าบางคนที่มีประสบการณ์ “สะดุ้ง” กันมาบ้าง ซึ่งเชื่อว่าเป็นอะไรที่เราไม่อยากเจอเเน่นอน) ซึ่งก็คือดูที่น้ำออกเป็นสายเส้นใหญ่ แต่ถ้าไม่สามารถหาที่มีให้ลองสายฉีดชำระได้จริง ๆ ให้ดูที่รูของหัวฉีด หลักการเดียวกับฝักบัวอาบน้ำเลย ยิ่งรูเล็กสายน้ำที่ออกมาก็จะออกมาเป็นเหมือนเข็มทิ่มผิว แต่ถ้ารูมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นสายน้ำก็จะออกมากว้างและถนอมผิวกว่านั่นเอง 


เลือกจุดติดตั้งตามความถนัดในการใช้งาน : ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับการติดตั้งโถสุขภัณฑ์กันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะชิดหรือฝังไปกับผนังด้านหลังก็ตาม ข้อคำนึงต่อมาที่ต้องคิดเลยคือ เราจะติดสายฉีดชำระตรงผนังด้านข้างหรือด้านหลังของโถสุขภัณฑ์ และจะเอาไว้ด้านซ้ายมือหรือขวามือ ทั้งนี้ล้วนขึ้นอยู่กับความสะดวกทั้งสิ้น เมื่อเลือกจุดได้แล้ว การจัดสายส่งน้ำให้เป็นระเบียบไม่พันไม่งอ รวมถึงการวางสายฉีดชำระไว้บนที่แขวนให้เป็นระเบียบตลอดเวลา ก็ช่วยให้การใช้งานสะดวกราบรื่น พร้อมยืดอายุการใช้งานให้อุปกรณ์ได้อีกด้วย

อย่างที่เราบอกไปกันตั้งแต่ตอนต้น ห้องน้ำที่ดีต้องไม่ใช่แค่สวย แต่ทุกจุดต้องใช้งานได้แบบไม่ติดขัด สิ่งที่ดูเล็กน้อยที่สุดอย่างสายฉีดชำระก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะการเลือกอย่างถูกต้อง หมายถึงสุขอนามัยที่ดียังไงล่ะ

หน้ามัน หนึ่งในปัญหากวนใจแก้ไขอย่างไรดี? มาดู 5 วิธีนี้กัน

หน้ามัน หนึ่งในปัญหากวนใจแก้ไขอย่างไรดี? มาดู 5 วิธีนี้กัน

“หน้ามัน” ปัญหาผิวหลัก ๆ ที่ชาวไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญซึ่งนับว่ากวนใจและเป็นอุปสรรคต่อความสวยความหล่อของพวกเราเป็นอย่างมาก ไหนจะมีเรื่องสิว หรือรูขุมขนกว้างตามมาอีก หรือวันไหนที่อากาศร้อนมาก ๆ หน้าเราก็แทบจะเอาไข่ดาวมาทอดได้อยู่แล้ว

แล้วแบบนี้เราควรจะปล่อยไว้เฉย ๆ ยอมรับชะตากรรมต่อไปดีหรือเปล่านะ? หากใครกำลังกังวลกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ วันนี้เรามี 5 วิธีแก้ไขปัญหาหน้ามันที่เราทำเองได้ง่าย ๆ มาฝากกัน

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดหน้ามัน

ความจริงแล้วน้ำมันที่อยู่บนผิวของเราถือเป็นเรื่องปกติ แล้วยังมีประโยชน์อีกด้วย เพราะจริง ๆ แล้วมันเกิดจากการกลไกของผิวหนังที่จะผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้น แต่ด้วยสภาพผิวของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนเจอปัญหาว่าหน้ามันมาก ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมาเยอะเกินไป ทำให้เกิดปัญหาผิวหนังอื่น ๆ ตามมา ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้หน้ามันมีดังนี้

ฮอร์โมนนับว่ามีผลอย่างมากที่ทำให้ผิวของเราผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวที่ฮอร์โมนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ฮอร์โมนเอสโตรเจน

สภาพผิวจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม ความมันของใบหน้าก็เช่นกัน หากพ่อแม่หรือคนในครอบครัวของเราเป็นคนที่มีผิวมัน เราเองก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนหน้ามันไปด้วย

ผิวของเรามักจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เราอยู่ ไม่ต้องไปสังเกตที่ไหนไกลเลย อย่างประเทศไทยบ้านเราที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างนี้ เมื่อไปเจอความร้อนจัด สูญเสียเหงื่อเยอะ ร่างกายจะยิ่งผลิตน้ำมันเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวมากขึ้นนั่นเอง

จริงอย่างที่เขาบอกว่า “กินอย่างไร ได้อย่างนั้น” ไม่เพียงเฉพาะเรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลทำให้หน้าเรามันได้อีกด้วย โดยเฉพาะอาหารพวกของทอด ของมัน นม ชีส หรือของหวานที่น้ำตาลเยอะ ๆ พวกนี้จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมา

ปัจจัยภายนอกอย่างเครื่องสำอางก็มีส่วนทำให้หน้าของเรามันมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทางที่ดี ใครที่มีปัญหาหน้ามันอยู่แล้ว ให้ลองเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมที่ปราศจากน้ำมัน หรือ oil-free เพื่อป้องกันการเพิ่มน้ำมันให้กับผิว และไม่ทำให้อุดตันรูขุมขน

รวม 5 วิธีแก้ไขปัญหาหน้ามัน

รวม 5 วิธีแก้ไขปัญหาหน้ามัน

 

ในเมื่อเข้าใจสาเหตุของปัญหาหน้ามันไปแล้ว แม้บางปัจจัยที่เราอาจจะแก้ไม่ได้ เช่น ฮอร์โมน หรือพันธุกรรม แต่เราสามารถหาวิธีรับมือกับมันได้ ดังต่อไปนี้

ไม่ว่าจะสภาพผิวแบบไหน การล้างหน้าก็นับเป็นกิจวัตรสำคัญที่ควรใส่ใจ สำหรับใครที่เป็นคนหน้ามัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่ช่วยควบคุมความมัน แต่อ่อนโยน ไม่ทำให้หน้าแห้งเกินไป ควรล้างเป็นประจำวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอแล้ว การล้างหน้ามากเกินไป นอกจากไม่ได้ช่วยขจัดไขมันให้หายไปจากหน้า ยังจะยิ่งทำให้ผิวแห้งจนต่อมไขมันต้องผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนั้น ตัวช่วยในการล้างหน้าก็สำคัญ อย่างเช่น ฝักบัวที่ใช้ล้างหน้า บางบ้านใช้ฝักบัวที่น้ำไหลเบาเกินไป ปรากฏว่าล้างหน้าได้ไม่สะอาด หรือบางครั้งน้ำเเรงไปก็ทำให้เกิดริ้วรอยได้ คงจะดีกว่ามากหากเราเปลี่ยนมาใช้ฝักบัวที่มีคุณภาพและช่วยรักษาผิวให้มีสุขภาพดีไปพร้อม ๆ กัน อย่างฝักบัว KUDOS MIST ฝักบัวละอองหมอก ที่จะช่วยให้เราหมดห่วงเรื่องล้างหน้าไม่สะอาดไปได้เลย

  • ฝักบัวนวัตกรรมจากญี่ปุ่น มีเทคโนโลยี Nanomist จ่ายสายน้ำอานุภาคเล็กละเอียดเหมือนละอองหมอก อ่อนโยนต่อผิวโดยเฉพาะ พร้อมทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก มั่นใจได้ว่าสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุม
  • แรงดันน้ำที่อ่อนโยนถนอมผิว ไม่ทำลายเกราะป้องกันผิว ไม่ทำร้ายผิวให้แห้งหรือทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย
  • ปรับได้ง่าย 2 ฟังก์ชัน “Mist Stream” มีเทคโนโลยี  Nanomist ที่ให้สายน้ำนุ่มนวลและละเอียดเหมือนละอองหมอก “Normal Stream” สายน้ำแบบพิเศษ มาพร้อมกับองศาของสายน้ำที่ไม่เหมือนใคร ไหลแรง ทำความสะอาดอย่างหมดจด แต่ไม่ทำร้ายผิว
  • อุณหภูมิน้ำจากฟังก์ชัน Mist Stream จะทำให้อุณหภูมิน้ำต่ำลง ลดโอกาสที่ผิวโดนทำร้ายด้วยความร้อนอันเป็นสาเหตุให้ผิวแห้งและเกิดริ้วรอย
  • KUDOS MIST ช่วยประหยัดน้ำได้เพิ่มมากขึ้นถึง 45%
  • Made in Japan ส่งตรงจากญี่ปุ่น

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า สาเหตุหนึ่งของหน้ามันมักมาจากการที่ผิวภายในของเราขาดความชุ่มชื้นจนต่อมไขมันต้องผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณมาก วิธีหนึ่งที่พอจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้คือ การดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้หญิงคือ 2 – 3 ลิตรต่อวัน ผู้ชาย 3 – 4 ลิตรต่อวัน เท่านี้ก็จะเป็นการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ทั้งยังเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย

อาหารบางชนิดที่มีเส้นใยอาหารสูง ๆ อาหารที่มีวิตามิน B2 สูง อย่างพวกธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต และถั่วต่าง ๆ หรืออาหารพวกวิตามิน A เช่น ผัก ผลไม้ มีส่วนช่วยให้ผิวผลิตไขมันน้อยลงได้ เราควรรับประทารอาหารประเภทนี้ควบคู่ไปกับอาหารที่มีประโยชน์แบบครบห้าหมู่ หลีกเลี่ยง หรือลดอาหารมัน ของทอด ของหวาน เพราะจะยิ่งกระตุ้นการผลิตไขมัน ทำให้หน้ามันได้

ผู้ที่มีผิวมันควรเลือกผลิตภัณฑ์สูตรควบคุมความมัน และเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นหลัก การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องหน้ามันให้ลดลงได้ วิธีสังเกตผลิตภัณฑ์คือ ควรเลือกที่เป็น water base หรือมีส่วนผสมเช่น Sulfur, Salicylic acid, และ Glycolic acid เป็นต้น

การมาส์กหน้านับเป็นวิธีเร่งด่วนที่ช่วยฟื้นฟูผิวของเราได้ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างดี นอกจากนั้นการมาส์กหน้าบางสูตรยังช่วยกระชับรูขุมขนให้หน้าของเรามีความมันน้อยลง และดูเรียบเนียนแบบสุขภาพดี

แก้ปัญหาหน้ามัน

 

หน้ามันเป็นปัญหากวนใจชาวไทยหลาย ๆ คน แม้บางสาเหตุเราอาจไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ยังมีวิธีอีกมากมายที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา นั่นคือ การดูแลตัวเองทั้งจากภายนอกและภายใน ควรเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดของมัน ของทอด ดื่มน้ำมาก ๆ นอกจากนั้นควรล้างหน้าให้สะอาดแบบถูกวิธี แบบอ่อนโยนต่อผิวหน้าที่สุด อาจหาไอเทมตัวช่วยอย่างเช่น ฝักบัวที่ไม่ทำร้ายผิวหน้าเพื่อช่วยรักษาผิวให้สวยใสเพิ่มอีกทาง

รู้หรือไม่ การทำงานบ้านช่วยให้เราคลายเครียดได้ด้วยนะ

รู้หรือไม่ การทำงานบ้านช่วยให้เราคลายเครียดได้ด้วยนะ

หลายคนคงมองว่าการที่เราจะ “เครียด” บ้าง มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในชีวิตประจำวันเราจะต้องเจอทั้งความเครียดจากงาน หรือจากการเรียนกันอยู่แล้ว ถ้าหากเครียดอย่างพอเหมาะ ก็คงไม่เป็นไร เพราะบางครั้งมันทำให้เราจดจ่อกับงานได้มากขึ้น แต่ปัญหาคือคนไทยอยู่ในภาวะเครียดกันมากกว่าที่คิด รวมถึงบางคนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองมีภาวะ เครียดเรื้อรัง

เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากผลการสำรวจของซิกน่า ประกันภัย เรื่อง “คะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360° ประจำปี 2019 (2019 Cigna 360 Well-Being Survey)” พบว่าคนไทยมีความเครียดสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก สาเหตุหลักมาจากการทำงาน ความมั่นคงทางการเงิน การดูแลครอบครัว รวมถึงข้อมูลจากสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เมื่อช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมา ก็พบผลลัพธ์เดียวกันว่า คนไทยมักโทรมาปรึกษาเรื่องความเครียดจากการทำงานมากที่สุด

แต่รู้หรือไม่ว่าสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ก็ส่งผลถึงสภาพจิตใจด้วยเช่นกัน งานวิจัยพบว่า สภาพบ้านที่รก มองไปทางไหนก็ไม่น่าดูยิ่งเพิ่มระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลให้สูงขึ้นจนเกิดความเครียด ทำให้สมาธิลดน้อยลง ส่งผลให้เกิดอารมณ์แปรปรวน ในทางกลับกัน บ้านที่เป็นระเบียบน่ามองนั้นกลับทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกมีสมาธิ และจิตใจสงบมากกว่า รู้แบบนี้แล้วทำไมเราถึงไม่หันมาคลายเครียดด้วยการลองจัดบ้านกันดู?

ทำไมการจัดบ้านถึงช่วยให้เราคลายเครียดได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แค่ลองจัดบ้านก็ช่วยให้คลายเครียดได้เช่นกัน บางคนถึงกับมีงานอดิเรกเป็นการจัดบ้าน เพราะพวกเขาให้เหตุผลว่า การจัดบ้านทำให้รู้สึกดี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ทั้งที่งานบ้านดูจะเป็นงานหนัก เหตุผลอาจแบ่งออกได้ดังนี้

  • การจัดบ้านให้เป็นระเบียบช่วยหลังสารแห่งความสุขอย่างโดปามีน ช่วยคลายเครียด ขณะที่การปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมรก ๆ ร่างกายจะหลังสารแห่งความเครียดอย่างคอร์ติซอลออกมา
  • สภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบช่วยให้จัดการความคิดได้ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Navarra ทำการทดลองและพบว่า การจัดการของในบ้านให้เป็นระเบียบ เช่น ตู้เสื้อผ้า ตู้รองเท้านั้น ทำให้กลุ่มผู้ทดสอบตัวอย่างทำงานผิดพลาดน้อยกว่า รวมถึงผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Princeton ยังพบด้วยว่า ของที่วางระเกะระกะบนโต๊ะ ทำให้เราโฟกัสกับงานได้ยาก สมาธิจะถูกรบกวนด้วยของรก ๆ นั้นแทน
  • การค้นหาสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายทำให้เครียดน้อยลง อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัย Keele อย่าง Christ Stiff กล่าวว่า นอกจากเราจะไม่ต้องเครียดเมื่อหาของไม่เจอแล้ว การจัดบ้านให้สำเร็จไปทีละจุดยังช่วยเพิ่มความรู้สึกประสบความสำเร็จ รู้สึกถึงการได้ควบคุม (Sense of control)
  • การจัดบ้านที่ดีคือการทิ้งสิ่งของที่ไม่จำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งทุกอย่างรวมถึงสิ่งของที่เรายังรู้สึกดี ๆ กับมันอยู่ กลับกัน การมีของที่เรารู้สึกผูกพันหรือมีคุณค่า กลับจะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นได้มากกว่า คุณคนโดะ มาริเอะนักจัดบ้านชื่อดังชาวญี่ปุ่นพิสูจน์มาแล้ว ใครที่สนใจ ลองตามไปอ่านกันได้  “6 ขั้นตอนจัดระเบียบบ้านให้ดีต่อใจ สไตล์ ‘คนโด มาริเอะ”

งานบ้านอะไรบ้างที่ทำให้เราคลายเครียด

งานบ้านอะไรบ้างที่ทำให้เราคลายเครียด

 

ที่เรารู้สึกว่า การจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทางนับเป็นงานหนักที่ทำให้ตายยังไงก็คงไม่หมด แต่บางทีเราอาจจะมองกว้างมากเกินไป เราไม่จำเป็นต้องจัดหรือทิ้งทุกอย่างให้เสร็จภายในครั้งเดียว แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ เท่านี้เรื่องงานบ้าน ก็จะกลายเป็นวิธีคลายเครียดง่าย ๆ ได้แล้ว

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Florida State เมื่อปี 2014 พบว่า การล้างจานช่วยให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นถึง 25% และช่วยลดความเครียดและวิตกกังวลลง 27%

การล้างจานเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกวัน ดังนั้นการมีตัวช่วยดี ๆ คงช่วยให้เราคลายเครียดจากการล้างจานได้ไม่น้อย อย่างก๊อกน้ำล้างจานของ Kudos ที่มีให้เลือกหลายรุ่นหลายสไตล์ ใช้วัสดุที่ดีมีคุณภาพ ปลอดภัย เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมาก ๆ หรือใครอยากเพิ่มความสะดวกสบายให้มากขึ้น Kudos ก็มีปากก๊อกเซ็นเซอร์ให้เปิด-ปิดน้ำได้อัตโนมัติ ช่วยให้เราล้างจานได้อย่างไม่มีสะดุด

การเก็บที่นอนหลังตื่นนอนทันทีนอกจากจะช่วยให้ห้องนอนดูเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังส่งผลดีต่อจิตใจให้รู้สึกสงบ อีกทั้งการศึกษายังพบว่า การเก็บที่นอนให้เรียบร้อยอยู่เสมอช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนให้กับเรา นอกจากนั้น การหมั่นซักผ้าปูที่นอนให้สะอาดยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ

ทุกคนคงทราบอยู่แล้วว่า การปล่อยให้มีฝุ่นเกาะจนหนาเตอะในบ้านนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก และเมื่อสุขภาพกายแย่ สุขภาพจิตของเราก็ยิ่งแย่ตามไปด้วย ดังนั้นการหมั่นดูดฝุ่น หรือปัดกวาดเช็ดถูบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี และจิตใจก็ปลอดโปร่งอีกด้วย

ห้องน้ำก็เป็นอีกที่หนึ่งที่จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดีหากไม่ทำความสะอาด อีกทั้งงานวิจัยหลายชิ้นยังพบว่าการอาบน้ำทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ดังนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เราควรได้ผ่อนคลาย การจัดการหรือล้างห้องน้ำให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีจึงช่วยคลายเครียดได้อย่างมาก

ทุกคนคงได้เห็นกันแล้วว่า ของที่วางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบอยู่ในห้องมีส่วนทำให้เราเครียดได้ หนำซ้ำยังรบกวนสมาธิในการทำงานอีกด้วย ลองเริ่มจากการเก็บของให้เข้าที่จากจุดเล็ก ๆ ไปทีละจุด แล้วจะได้พบว่ามันช่วยคลายเครียดได้จริง อีกทั้งยังทำให้เรารู้สึกประสบความสำเร็จจากการที่ได้จัดการของบางอย่างให้เรียบร้อยอีกด้วย

วิธีคลายเครียด

 

เห็นไหมคะว่างานบ้านที่ใคร ๆ ต่างเบ้หน้าหนี ไม่อยากทำเพราะคิดว่าเป็นงานหนัก แท้จริงแล้วกลับเป็นกิจกรรมชั้นดีที่ช่วยให้เราคลายเครียดได้อย่างง่ายดายแบบไม่ต้องเสียงเงินเลย อีกทั้งการหมั่นเก็บกวาดบ้าน หรือทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของบ้านให้ดูดีอยู่เสมอ ยังจะดีต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย อาการป่วยอย่างเช่นภูมิแพ้ หรือไข้หวัดอาจลดน้อยลง เพราะฉะนั้น หากเครียด ให้ลองมาเก็บกวาดบ้านดู อาจเริ่มจากงานง่าย ๆ อย่างเช่น เก็บของเฉพาะจุด หรือการล้างจาน แล้วอย่าลืมเสริมด้วยอุปกรณ์ช่วยทำความสะอาดดี ๆ กันด้วยละ เท่านี้ความเครียดของเราก็จะบรรเทาลงได้แล้ว

Grower มือใหม่ต้องเข้าใจอะไรบ้าง วิธีปลูกกัญชาอย่างถูกกฎหมาย

Grower มือใหม่ต้องเข้าใจอะไรบ้าง วิธีปลูกกัญชาอย่างถูกกฎหมาย

หากลองเปิดปฏิทินของปี 2565 ที่ผ่านมา เพื่อดูเหตุการณ์สำคัญที่ถูกเขียนไว้ในแต่ละช่องสี่เหลี่ยมใต้วันที่ดูแล้วล่ะก็ จะพบว่าตรงวันช่องของวันที่ 9 มิถุนายน 2565 มีคำว่า ‘ปลดล็อคกัญชา-กัญชงประเทศไทย’ ถูกเขียนเอาไว้อยู่ตรงนั้นด้วย 


เล่าถึงจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งการปลดล็อคกันสักเล็กน้อย เรื่องเริ่มต้นในตอนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสนอมติปลดล็อคกัญชาออกจากกลุ่มยาเสพติดให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด จนเกิดมติเห็นชอบ พร้อมส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจนนำมาสู่การการถอดกัญชา-กัญชงออกจากยาเสพติดประเภทที่ 5 ในที่สุด หลังจากที่เหล่ากัญชาชนเฝ้ารอมานานแสนนาน


แต่ถึงจะใช้คำว่า ‘ปลดล็อค’ ก็ยังมีข้อกฎหมายในการควบคุมกัญชาที่ต้องรู้และปฎิบัติตามกันอยู่นะ เราได้รวบรวมข้อควรระวังกับสิ่งที่ทำได้และไม่ได้สำหรับคนที่ต้องการใช้พืชชนิดนี้เพื่อสันทนาการ และต้องการจำหน่ายมาไว้ให้แล้ว

** เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับสารสกัดในตัวกัญชา **

Tetrahydrocannabinol (THC) : บ้างเรียกว่า ‘สารเมา’ THC คือสารออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ที่ทำงานกับจิตประสาทของคน เป็นตัวที่สร้างความเคลิบเคลิ้มในอาการ High แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากเกินไปก่ออาจทำให้เกิดผลเสียได้อย่างหลากหลาย ทั้งรู้สึกระแวงรอบตัว แพนิคกับสิ่งรอบข้าง มากถึงเห็นภาพหลอนหรือหูแว่ว อีกทั้งยังทำให้ลืมความทรงจำไปชั่วขณะได้เหมือนกัน 


Cannabidiol (CBD) : สารที่ออกฤทธิ์ระงับประสาท ในทางการแพทย์นิยมเอามาใช้เพื่อลดความเครียดหรืออาการวิตกกังวลต่าง ๆ เพื่อทำให้คนไข้เกิดความผ่อนคลาย ใช้ถึงขนาดว่าเป็นยาลดอาการปวดของกล้ามเนื้อและทำให้นอนหลับดีขึ้นด้วย CBD จะไม่มีผลต่อจิตประสาทและไม่ทำให้เกิดการเสพติด 

สิ่งที่ ‘ทำได้’ และ ‘ไม่ได้’ รู้ไว้ด้วยกัญ

สารสกัด Tetrahydrocannabinol (THC) : การใช้สารสกัดกัญชา-กัญชงที่เกิน 0.2% จะถือว่าผิดกฎหมาย และเราสามารถใช้สารสกัดกัญชาและกัญชงเฉพาะที่ปลูกภายในประเทศเท่านั้น หากว่าต้องการสกัดสารกัญชา-กัญชงเพื่อให้ได้ THC เอาไปจำหน่ายด้วยตัวเอง จำเป็นที่จะต้องแจ้งขออนุญาตผลิตสกัดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดจาก อย. เสียก่อน


ไม่สามารถนำเข้า ‘สารสกัด’ จากต่างประเทศได้ : แต่จะยกเว้นให้เฉพาะหากทำเพื่อเป็นการศึกษาวิจัย โดยจะต้องเป็นหน่วยงานรัฐที่ทำเรื่องขอเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อการแพทย์ แล้วต้องขออนุญาตตามประมวลกฎหมายยาเสพติดด้วยนะ 


การจำหน่าย ‘สารสกัด’ : การทำสิ่งนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายเหมือนกัน และต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือ THC จะต้องไม่เกิน 0.2% เท่านั้น 


การนำเข้า ‘ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพืช’ : ต้องขออนุญาตก่อนเท่านั้น และการที่จะจำหน่ายได้หรือไม่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับกฎหมายของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ด้วยอีกทีหนึ่ง


การใช้กัญชา–กัญชงประกอบอาหาร : ทุกคนสามารถประกอบอาหารจำหน่ายโดยมีกัญชาและกัญชงเป็นส่วนประกอบได้เลย แต่ต้องใช้ส่วนของพืชที่กำหนดตามประกาศของสาธารณะสุขเท่านั้น จะประกอบไปด้วยโปรตีนจากเมล็ดกัญชง / ผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้เปลือก / น้ำมันจากเมล็ดกัญชง / ลำต้น / เส้นใย / กิ่งก้าน / รากและใบ ซึ่งจะไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการใช้ประโยชน์จากสารสกัด CBD

สุดยอดพันธุ์กัญชาไทยที่ดังไกลถึงระดับโลก

 

สุดยอดพันธุ์กัญชาไทยที่ดังไกลถึงระดับโลก

ในวันที่กัญชาปลดล็อคแล้วแน่นอนว่าคำถามต่อมาคือ “มีสายพันธุ์ไหนน่าสนใจบ้าง” คำตอบนี้เราไม่จำเป็นต้องพูดถึงสายพันธุ์จากต่างประเทศที่ดูแลโดยฟาร์มในอเมริกา หรือมีรางวัลการันตีว่ามาจากค่ายปลูกชื่อดัง เพราะในประเทศไทยเองก็มีกัญชาพันธุ์เด็ดที่ทั่วโลกต่างยอมรับอยู่เหมือนกันล่ะ


ต้องเล่าอย่างนี้ ความเป็นเอกลักษณ์ของกัญชาจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์แต่กำเนิดของพวกเขาด้วย เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า สายพันธุ์ซาติว่า (Sativa) / สายพันธุ์อินดิกา (Indica) หรือ สายพันธุ์ไฮบริด (Hybrid) กันอยู่บ่อย ๆ จะบอกว่าบอกโดยส่วนมากกัญชาพันธุ์ไทยนั้นจะเป็นสายพันธุ์ประเภทซาติว่าแทบจะทั้งหมด ด้วยความเป็นซาติว่าที่ทนต่อเขตร้อนของไทยนั่นเอง ว่าแต่ว่าสายพันธุ์นี้มันคืออะไรกันล่ะ ? 

คือกัญชาที่มาจากโซนเขตร้อนโดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศที่อยู่แถบเส้นศูนย์สูตรอย่างเม็กซิโก โคลัมเบีย ตอนกลางของทวีปแอฟริกาและภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (คำว่า Sativa เป็นภาษาละตินที่หมายถึงการเพาะปลูก) ว่ากันด้วยสาร THC ของพันธุ์นี้จะค่อนข้างออกฤทธิ์ที่แรงกว่าสายพันธุ์​อินดิกาที่ใช้เพื่อความผ่อนคลาย เอฟเฟกต์ของซาติว่าจึงเหมาะกับคนที่ต้องการ Active Time ปลุกเร้าความไฮป์เพื่อทำกิจกรรมที่สนุกสนานมากกว่าเพลิน ๆ ไปใจล่องลอยอะไรอย่างนั้น  


ทั้งนี้ทั้งนั้นหลังประเทศไทยปลดล็อคกัญชา-กัญชงแล้ว ก็มีหน่วยงานขอยื่นเรื่องขึ้นทะเบียนสายพันธุ์ท้องถิ่น ทั้งเพื่อการเพาะพันธุ์และเพื่อการจำหน่ายมากมายเต็มไปหมด และในกว่าเป็นร้อยเป็นพันธุ์นั้น มี 4 พันธุ์กัญชาไทยที่ได้รับการจดทะเบียนรับรอง แถมยังเป็นที่ยอดนิยมแบบสุด ๆ ซึ่งพันธุ์เหล่านี้ต่างเต็มเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของพันธ์ุกัญชาไทยที่ THC ค่อนข้างสูงกันทั้งนั้น

ที่สุดของความยอดนิยมที่รู้จักกันในระดับโกลบอลด้วยชื่อ Thai Stick นี่คือสายพันธุ์กัญชาที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยยุคสงครามเวียดนาม (2498-2518) และหลาย ๆ เสียงบอกว่านี่คือพันธุ์กัญชาที่ดีที่สุดในโลก ! เอกลักษณ์ของความเป็นพืชตัวนี้คือมีความเป็นแท่งคล้ายไม้ เอฟเฟกต์คือการทำให้คลายความเครียด เคลิบเคลิ้ม และเจริญอาหาร (ศัพท์ในวงการเรียกสายหิวเหล่านี้ว่า Munchies) แถมยังมีค่า THC ที่สูงถึง 18-22% เลยทีเดียว

ความสวยงามในความเป็นพืชของตะนาวศรีคือมีลักษณะช่อดอกกระจุกเป็นจำนวนมากอยู่ที่ปลายกิ่ง ทรงของลำต้นมีลักษณะเป็นพุ่ม ในด้านกลิ่นคือให้ความหอมคล้ายกับเปลือกส้มผสมกลิ่นตะไคร้ จึงทำให้มีความฉุนเล็กน้อยในควันที่ลอยออกมา

รูปลักษณ์ของตะนาวศรีก้านแดงจะค่อนข้างคล้ายกับตัวก้านขาวที่พูดถึงไปก่อนหน้า มีช่อดอกเยอะและกระจุกตรงปลายกิ่งเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้จำแนกได้ว่าแตกต่างกันคือความเป็นกิ่งก้านใบสีแดง เอฟเฟกต์ของสายพันธุ์นี้คือส่งกลิ่นหอมหวานคล้ายกับกลิ่นของผลไม้ที่สุกงอม มาพร้อมกับเปอร์เซ็นต์ของสาร CBD ที่ค่อนข้างสูง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในวันที่ต้องการความเบาสบาย

นี่คือเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครในแบบกัญชาไทย สายพันธุ์หางเสือจะมีช่อดอกที่ยาวตามชื่อ ในด้านของกลิ่นก็จะคล้าย ๆ กับตัวตะนาวศรีก้านขาวที่มีความฉุนคล้ายกับเปลือกส้ม

รวม 6 เรื่องต้องรู้สำหรับนักปลูกมือใหม่ ปลูกยังไงไม่ให้ผิดกฎหมาย

 

รวม 6 เรื่องต้องรู้สำหรับนักปลูกมือใหม่ ปลูกยังไงไม่ให้ผิดกฎหมาย

เธอก็เป็น Grower ได้นะไม่ใช่คำที่เกินจริงไปเลย แม้ในวันที่กัญชา-กัญชงในประเทศไทยปลดล็อคมาเป็นเวลาปีกว่า ๆ แต่จะเริ่มต้นเรียนรู้ตอนนี้ก็ยังไม่สาย เพราะการปลูกกัญชาไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อการค้าขายเสมอไป แต่มันคือศิลปะของการฮีลจิตใจผ่านความประณีตที่ไม่ต่างกับการปลูกต้นไม้อื่น ๆ เลย กัญชาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ปลูกยากที่สุดในโลก เพราะความออ่นไหวที่มีผลแบบเป็นหลักชั่วโมงเห็นผล ให้แสงน้อย-แสงมาก ชนิดของดินที่ปลูก ปริมาณน้ำที่ลก ภูมิอากาศ ทุกอย่างล้วนมีผลต่อการเติบโตของกัญชา (อย่างรวดเร็ว) ทั้งสิ้น


แต่ก่อนจะเริ่มปลูกพืชใบแฉกต้นแรกเป็นของตัวเอง เราได้รวบรวม 6 วิธีปลูกกัญชาให้ถูกกฎหมายที่มือใหม่ต้องรู้

1.สามารถปลูกกัญชา-กัญชงในครัวเรือนได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่จำเป็นที่จะต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ‘ปลูกกัญ’ (มีทั้งใน Apple Store และ Play Store) หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข 


2.การแจ้งจำนวนต้นในการปลูกกัญชานั้นปัจจุบันยังไม่มีการระบุชัดเจน (บางแหล่งบอกว่าอยู่ที่ 10-20 ต้น)


3.ต้องระบุจุดประสงค์ให้ชัดเจนในขั้นตอนการลงทะเบียน หากว่าต้องการขายต้นกัญชา


4.การขาย ‘เมล็ดพันธุ์และกิ่ง’ จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืช 


5.การขาย ‘ส่วนของพืช’ สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตกฎหมายยาเสพติด


6.สูบกัญชาได้ไม่ผิด แต่ถ้าเลือกสูบในที่สาธารณะจนทำให้คนอื่นเกิดความเดือดร้อน อันนี้จะมีความผิดตามพ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน และปรับไม่เกิน 25,000 บาท 

ปลูกกัญชาเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่คัดเลือกเมล็ดไปจนถึงตัดผลิตผล มีอะไรที่ต้องเตรียมบ้าง

ขึ้นชื่อว่าเป็นกิจกรรมของการปลูกพืชที่ละเอียดอ่อนที่สุดในโลก ก็ต้องบอกว่ากัญชาเป็นพืชที่มีวิธีการปลูกที่ค่อนข้างข้อมูลเยอะ ใช้เทคนิคหลากหลายตามแต่ละคนถนัด รวมถึงการดูแลให้ได้ผลผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีจำนวนเยอะก็ต่างกันอีก แต่เราจะมาบอกวิธีปลูกกัญชาแบบเบื้องต้น ผ่านอุปกรณ์การปลูกที่ Grower มือใหม่ต้องมีไปพร้อมกัน

สิ่งแรกที่ต้องรู้ก่อนเลยคือเมล็ดกัญชามี ‘เพศเมีย’ กับ ‘เพศผู้’ และเราไม่สามารถดูได้ด้วยตัวเองว่าเป็นเพศไหน วิธีการตัดปัญหาคือต้องเลือกต้นทางจากฟาร์มที่มีมาตราฐานเท่านั้น และต้องเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์ ซึ่งเราจะใช้เมล็ดเพศเมียเท่านั้น เพราะว่าเมล็ดเพศผู้ไม่สามารถทำดอกได้นั่นเอง

การเลือกดินที่ถูกต้องมีผลกับคุณภาพของกัญชามาก เพราะฉะนั้นในวงการจึงนิยมใช้ พีทมอส (Peat Moss) อันเป็นสิ่งที่คล้ายกับดินแต่จะสะอาดยิ่งกว่าแถมไม่มีแมลงอันเป็นศัตรูพืชที่เราไม่ต้องการอีกด้วย บางสูตรก็จะใช้พีทมอสผสมกับสารอาหาร เพอร์ไลต์ (Perlite) มันคือหินที่ถูกเผา จะมีน้ำหนักที่เบาซึ่งช่วยให้ดินเข้าสู่อากาศได้เป็นอย่างดี เมื่อมีสมการที่ดีของทั้ง 2 อย่างนี้ ในขั้นตอนของการเพาะเมล็ดก็จะเติบโตได้เป็นอย่างดี

กระถางต้องเตรียมเอาไว้ 2 แบบ คือ กระถางสำหรับปลูกในช่วงอนุบาลเพาะเมล็ดเพื่อให้เมล็ดแตกก้านทำใบออกไปทำดอกอีกที ซึ่งเราอาจจะใช้เป็นแก้วพลาสติกใสก่อนก็ได้เหมือนกัน ส่วนกระถางที่สองนั้นจะต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการทำใบและทำดอกเพื่อทำผลผลิต เคล็ดลับของการดูว่าเมื่อไหร่ควรย้ายกระถางได้แล้ว ให้สังเกตดูว่ารากของเมล็ดตอนอยู่ในกระถางแรกกระจายเต็มถึงก้นแก้วรึยัง นั่นล่ะคือเวลาที่สมควรแล้วให้ย้ายกระถางได้เลย หลังจากนั้นก็ให้รดน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อน้ำกระจายไปถึงก้นกระถางแทรกถึงรากทั้งหมด ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการเข้าสู่ช่วงทำดอกของต้นกัญชา ที่จะใช้การปรับแสงให้พอเหมาะเป็นหลักสำคัญ

ข้ามมาที่ช่วงของขั้นตอนสุดท้ายเมื่อกัญชาทำดอกจนเราพอใจแล้ว หลังจากเก็บผลผลิตมาตากแห้งเป็นพวง ขั้นตอนก่อนสุดท้ายคือการตกแต่งผลผลิตให้สวยงาม ตัดขอบใบ / ใบเลี้ยง / ตัดส่วนของใบที่ไม่ติด Trichomes (ส่วนที่เก็บสาร THC หรือ CBD ของกัญชา) ทิ้งไป ขั้นตอนนี้เรียกว่าการ Trim สิ่งที่จำเป็นต่อขั้นตอนนี้ก็คือ SABOTEN (Japan) กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ขนาดเล็กที่ดีไซน์ที่จับเหมาะกับสรีระมือ ใบมีดคมเฉียบ ทำให้ถนอมกิ่ง ถนอมใบ ต้นไม้ไม่ช้ำเวลาตัด ทำด้วยวัสดุมาตรฐานเหล็กกล้า ตัดฉับเดียวต้องขาดคม ซึ่งการเลือกใช้กรรไกรในการ Trim นั้น ให้เป็นกรรไกรที่อยู่ในระดับเดียวกับใช้ตัดแต่งไม้แห่งศิลปะอย่างบอนไซได้ก็จะดีมาก ที่สำคัญเลยต้องมีตัวล็อคเพื่อความปลอดภัย จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการบ่มกัญชาเอาไว้ในบรรจุภัณฑ์ที่ไม่โดนแสงก็เป็นอันเรียบร้อย

ภาพของความเป็นกัญชาถ้าเรานับจุดสตาร์ทความเป็นวัฒนธรรมโดยเริ่มต้นจากการปักหมุดวัน 402 ของ The Waldos แก๊งเพื่อนที่รวมตัวกันเพื่อมิตรภาพโดยมีพืชใบแฉกเป็นองค์ประกอบแล้วล่ะก็ เราจะพบว่าการมีอยู่ของกัญชาเองก็มีสิ่งที่เรียกว่าดีเหมือนกัน หากเราเลือกใช้อย่างมีสติ พร้อมกับรู้ว่าจุดประสงค์นั้นไม่ได้เพื่อไปทำลายตัวเองหรือว่าทำร้ายคนรอบข้าง 


ไม่ว่าคุณจะปลูกกัญชาเป็นต้นแรกในฐานะ Grower มือใหม่ หรือว่าปลูกเพื่อทำการค้ามาโดยตลอด ความสุขที่มาจากพืชชนิดนี้ในการได้ดูแลตั้งแต่ตอนปลูก ได้ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ประคบประหงมจนเห็นผล ก็เป็นความสุขที่มีอะไรมากกว่าความเมาเเน่นอน

เปลี่ยนพื้นที่ว่าง ระเบียงคอนโดที่ไม่ได้ใช้ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกต้นไม้ทนแดด

เปลี่ยนพื้นที่ว่าง ระเบียงคอนโดที่ไม่ได้ใช้ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกต้นไม้ทนแดด

ด้วยอากาศประเทศไทยที่ร้อนอบอ้าวขึ้นทุกปี และฝุ่น PM 2.5 ที่นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นแบบนี้ ทำให้กระแสลดโลกร้อนกำลังมาแรง เห็นได้จากที่หลาย ๆ คนหันมาปลูกต้นไม้กันมากขึ้นเพื่อหวังให้บ้านหรือห้องของเราช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นมาได้บ้าง แต่การจะเลือกต้นไม้มาปลูกท่ามกลางแดดจัดขนาดนี้ จะเลือกปลูกต้นไม้เมืองหนาวก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะงั้นเราจึงต้องรู้จักเลือกต้นไม้ทนแดดได้ โดยเฉพาะตามระเบียงคอนโดที่อาจมีโอกาสเจอแดดเจอลมมากกว่าที่ปลูกอยู่บนพื้นราบ

แนะนำต้นไม้ทนแดด ริมระเบียง

เกริ่นมาขนาดนี้ งั้นวันนี้ต้องมาแนะนำต้นไม้ทนแดดได้สำหรับปลูกริมระเบียงสักหน่อยแล้ว เผื่อเป็นไอเดียให้ทุกคนเอาไว้สร้างพื้นที่สีเขียวสวย ๆ ที่ห้อง

ทุกคนคงทราบดีกันอยู่แล้วว่าต้นกระบองเพชรหรือแคคตัสนั้นเป็นพืชที่ทนแดดมาก แถมยังมีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกปลูก หรือสำหรับบางคนอาจกลายเป็นงานอดิเรกให้สะสมกันเลยก็มี ตัวต้นมีตั้งแต่ต้นเล็ก ๆ น่ารัก ไปจนถึงต้นใหญ่ เหมาะกับการนำไปจัดมุมพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ ริมระเบียงคอนโด


วิธีดูแล


ปลูกไว้ในที่ที่มีแดดส่องถึงอยู่ตลอด แต่ไม่ต้องถึงกับแดดจัดตลอดเวลา และด้วยความที่เป็นพืชทนแดดมาก การรดน้ำก็ทำเพียงอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

ต้นไม้ยอดฮิตของสายมินิมอล รูปใบที่เหมือนรอยฉลุดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์ มีทั้งแบบใบสีเดี่ยว และแบบใบด่าง คนจึงนิยมนำไปปลูกตกแต่งห้อง หรือริมระเบียงที่มีแสงแดดส่องถึง เพิ่มภูมิทัศน์ที่สวยงาม ทั้งยังช่วยฟอกอากาศได้ด้วย


วิธีดูแล


มอนสเตอราเป็นพืชทนแดดที่ชอบแสงแดดรำไรและมีอากาศถ่ายเทดี ยิ่งเป็นริมระเบียงยิ่งเหมาะ ไม่ต้องรดน้ำบ่อย ควรรดประมาณ 1 ครั้ง ทุกๆ 4 วันหรืออาจดูจากดิน หากแห้งไปก็สามารถรดได้ และเพื่อความมันเงาของใบ ควรหมั่นใช้ผ้านุ่ม ๆ มาคอยเช็ดฝุ่นที่เกาะตามใบออก

อีกหนึ่งพืชทนแดดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะอึด ถึก และทน ดูแลง่าย เลี้ยงได้ทั้งในน้ำและในดิน ลำต้นเลื้อยได้สวยงาม จึงเหมาะมากสำหรับการปลูกในพื้นที่จำกัดอย่างระเบียงคอนโด


วิธีดูแล


สามารถวางได้ทั้งที่ที่มีแดดจัด หรือแดดรำไร หากเป็นที่แดดส่องถึงไม่มาก สามารถเว้นได้ 3 วัน ค่อยรดน้ำ 1 ครั้ง หรือหากเป็นที่แดดจัดจะแนะนำให้รดแบบวันเว้นวัน นอกจากนี้ยังปลูกเป็นไม้น้ำได้อีกด้วย

มีพืชใบไปแล้ว งั้นคราวนี้ขอมาต่อที่พืชทนแดดชนิดดอกกันบ้าง ต้นเดหลีนี่เขาก็นิยมปลูกประดับตกแต่งในบ้าน หรือตามริมระเบียงคอนโดกันมาก เพราะให้ดอกสวยสีขาวคล้ายดอกหน้าวัว ใบสีเขียวรูปทรงสวยงาม อีกทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ 


วิธีดูแล


หากจะปลูกต้นเดหลีอาจจะต้องเพิ่มความใส่ใจเข้าไปสักหน่อย เพราะชอบแดดรำไร ขณะเดียวกันก็ต้องการความชุ่มชื้น ควรลดน้ำเป็นประจำทุกวัน แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ดินชื้นเกินไปเพื่อป้องกันรากเน่า

พืชทนแดดที่ออกดอกเป็นช่อสวยงาม มีหลากหลายสีสัน แต่นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นไม้ประดับที่สวยงามแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยกันยุงได้อีกด้วย ตอบโจทย์มาก ๆ สำหรับนำไปปลูกริมระเบียงที่เอาไว้นั่งพักผ่อนหย่อนใจด้านนอก


วิธีดูแล


ควรปลูกไว้ในที่แสงแดดส่องถึงได้แต่ไม่ตลอดทั้งวัน ควรรดน้ำทุกวัน แต่ต้องหมั่นสังเกตดินไม่ให้ชื้นเกินไปเพื่อกันอาการรากเน่า

แม้ว่าพืชทนแดดส่วนใหญ่จะดูแลง่าย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคอยดูแลเอาใจใส่กันบ้าง ควรตัดแต่งกิ่งให้เรียบร้อย เพราะการปลูกพืชริมระเบียงคอนโดมีข้อจำกัดคือพื้นที่ หากปล่อยให้รกคงไม่ดีทั้งกับตัวเราและเพื่อนบ้าน หนึ่งในอุปกรณ์ดูแลสวนที่ควรมีติดไว้ก็คือกรรไกรตัดกิ่ง ควรเลือกแบบที่เราจับถนัดมือ ตัดง่าย และที่สำคัญ ใบมีดต้องคม วัสดุจะต้องทนทาน ไม่เกิดสนิมได้ง่าย อย่างเช่น SABOTEN (Japan) กรรไกรตัดกิ่ง รุ่น No.AG-15 ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ตัดกิ่งก้าน ตัดดอกโดยเฉพาะ

  • ใบมีดมีความทนทานเพราะทำจากวัสดุเหล็กกล้า SKS ผ่านการชุบแข็งด้วยฮาร์ดโครม ผิวใบมีดที่ลื่นทำให้ทนต่อการเสียดสีได้ดี
  • ด้ามจับหุ้มด้วยยางด้วยวัสดุ ABS คุณภาพสูง เหนียว แข็งแรง ทนความร้อนได้ดี
  • สรีระของกรรไกรถูกออกแบบมาให้จับได้ถนัดมือ น้ำหนักเบา และหนีบหรือล็อคกิ่งและดอกไม่ให้ร่วงหล่นได้ดี
  • รับประกันคุณภาพให้ใช้กันได้ยาว ๆ
  • Made in Japan ผลิตและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น

ข้อดีของการปลูกต้นไม้

ว่ากันว่าต้นไม้เป็นเหมือนสิ่งวิเศษที่ช่วยเราและโลกใบนี้ได้หลายอย่าง นอกจากการปลูกต้นไม้จะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ผู้ปลูกเองก็จะพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

ข้อดีของการปลูกต้นไม้

การปลูกต้นไม้ 1 ต้น ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 9-15 กิโลกรัมต่อปี และช่วยดักจับฝุ่นและมลพิษในอากาศได้ 1.4 กิโลกรัมต่อปี และยังมีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าดินและรากไม้จากพืชช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ อีกทั้งการปลูกต้นไม้ยังช่วยเพิ่มความชื้น ดังนั้นไม่ว่าจะปลูกไว้ในบ้าน หรือริมระเบียง ต้นไม้ก็ช่วยให้อากาศรอบ ๆ ตัวเราบริสุทธิ์ขึ้นได้

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Princeton ชี้ให้เห็นว่า การปลูกต้นไม้เป็นหนึ่งในงานอดิเรกที่ช่วยลดความเครียด และช่วยปรับอารมณ์ผู้ปลูกให้ดีขึ้น อีกทั้งนักวิจัยจากเกาหลีใต้ยังชี้ด้วยว่า สีเขียวของต้นไม้ช่วยลดความเครียดได้ เพราะเมื่อมองแล้วจะทำให้รู้สึกโล่ง และสบายตัวมากขึ้น ดังนั้น การหาต้นไม้มาวางไว้บนโต๊ะทำงาน จึงช่วยให้เราไม่เครียดจนเกินไป

ไม่น่าเชื่อว่าต้นไม้ต้นเดียวจะช่วยบำบัดโรคทางจิตใจได้ ดังที่เราน่าจะเคยได้ยินคำว่า “สวนพฤกษ์บำบัด (Horticultural Therapy)” ซึ่งหมายถึงการจัดสวนที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยได้มีปฏิสัมพันธ์กับการเยียวยาจากธรรมชาติ โดยพืชหรือธรรมชาติที่อยู่รายล้อมตัวเราจะช่วยปรับสมดุลร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณให้สงบและคงที่ อย่างในประเทศอังกฤษก็ได้ใช้สวนพฤกษ์บำบัดนี้มาช่วยรักษาอาการป่วยทางจิตใจ อย่างโรคซึมเศร้าด้วย

มีงานวิจัยหลายชิ้นพิสูจน์ให้เห็นว่าการปลูกต้นไม้ภายในพื้นที่ทำงานช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ลดความเครียด อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยได้มากกว่าซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน เพราะดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าสีเขียวของต้นไม้ช่วยคลายเครียดและฟื้นฟูจิตใจได้อย่างดี อีกทั้งการช่วยคืนอากาศบริสุทธิ์ยังดีต่อสุขภาพของเรา

อ่านมาถึงตรงนี้ พอจะเห็นความมหัศจรรย์ของการปลูกต้นไม้กันบ้างแล้วใช่ไหม และหากสนใจปลูกต้นไม้ ก็อย่าลืมเลือกต้นไม้ที่เหมาะกับอากาศของบ้านเราอย่างต้นไม้ทนแดดที่ปลูกได้ง่าย ๆ ทั้งในร่ม หรือริมระเบียงคอนโด แล้วก็อย่าลืมหาอุปกรณ์เครื่องมือในการดูแลสวนมาหมั่นดูแล เช่น กรรไกรตัดแต่งกิ่ง ที่มีคุณภาพมาติดบ้านเอาไว้ด้วยนะ

เคล็ดไม่ลับที่ควรรู้ก่อน รีโนเวทบ้าน ให้สมาร์ทและประหยัดพลังงาน

เคล็ดไม่ลับที่ควรรู้ก่อน รีโนเวทบ้าน ให้สมาร์ทและประหยัดพลังงาน

อากาศที่ร้อนอบอ้าวขึ้นทุกปี สถานการณ์ PM 2.5 ไฟป่า น้ำท่วม นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าสภาพแวดล้อมในโลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้ายลง ในประเทศไทยเอง แม้จะเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด Covid-19 มาไม่เท่าไหร่ แต่ไม่นานมานี้ คนไทยต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หนึ่งในสาเหตุก็คือค่าเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าที่ผันแปรตามสถานการณ์ของโลก โดยเฉพาะกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งกระทบกับปริมาณการผลิตไฟฟ้าในประเทศและการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศของไทยอย่างจัง และเมื่อรวมกับความจริงที่ว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของชาวไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งอุปสงค์ยังมากกว่าที่รัฐผลิตได้ ทำให้ไทยเรายิ่งต้องเพิ่มปริมาณการนำเข้ากระแสไฟฟ้า นำมาสู่ความจำเป็นที่ต้องปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟทีให้สูงขึ้นไปอีก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงต้องเจอกับค่าไฟที่แพงหูฉี่ทำเอาลมแทบจับ

แต่กระนั้นสถานการณ์เหล่านี้ก็ช่วยให้เราตระหนักถึงการประหยัดพลังงานมากขึ้น เห็นได้จากช่วงหลัง ๆ มานี้เราเริ่มเห็นคนหันมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตไฟฟ้าใช้เองที่บ้านกันเยอะ รวมถึงมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างบ้านที่ไฮเทคและสมาร์ทแถมยังดีต่อสิ่งแวดล้อม วันนี้เราจะมาแชร์เคล็บลับการรีโนเวทบ้านให้สมาร์ทและประหยัดพลังงาน และพาทุกคนไปทำความรู้จักบ้านประหยัดพลังงานว่ามีดีอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรเผื่อไว้เป็นไอเดียสำหรับการรีโนเวทบ้านในอนาคตกัน

ประโยชน์ของการประหยัดพลังงานในบ้าน

1. การรีโนเวทบ้านให้ประหยัดพลังงานช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ อย่างเช่น การเปลี่ยนมาติดตั้งแผงโซลาเซลล์ จะช่วยให้เราผลิตไฟฟ้าเองได้ในบ้าน ไม่ต้องหวังพึ่งไฟฟ้าจากหน่วยงานต่าง ๆ อีกต่อไป ซึ่งนับว่าช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

2. บ้านประหยัดพลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทำให้เราได้หันมาใช้พลังงานสะอาดซึ่งยั่งยืนกว่า อย่างเช่น พลังงานลม พลังงานน้ำ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ใช่ไฟฟ้าที่มาจากการเผาถ่านหินซึ่งสร้างแก๊สพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

3. ลดภาระของเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น การประหยัดพลังงานในบ้าน ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการประหยัดพลังงานจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมาจากการที่เรารีโนเวทบ้านหรือปรับเปลี่ยนวัสดุต่างๆ ของบ้าน เช่น หลังคา หรือสีที่ทำให้บ้านเย็น วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากเกินไป ลดการสึกหรอ ทำให้ใช้งานได้นานขึ้น และลดการใช้ไฟฟ้าที่จะทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

4. สภาพแวดล้อมโดยรวมดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อทุกคนหันมาประหยัดพลังงานในบ้าน ใช้พลังงานอย่างจำเป็น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลที่ได้คือ สภาพแวดล้อมและอากาศรอบบ้านที่ดีในระยะยาว

5. การประหยัดพลังงานช่วยชาติได้ เพราะเมื่อการใช้ไฟฟ้าจากทุกภาคส่วนลดลง เท่ากับว่าประเทศจะรับภาระในการผลิตและนำเข้าไฟฟ้าหรือแก๊สธรรมชาติจากต่างประเทศน้อยลง ทำให้นำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในด้านอื่น ๆ ได้

รีโนเวทบ้านยังไง ให้สมาร์ทและประหยัดพลังงาน

บ้านประหยัดพลังงานเป็นแบบไหน ต้องรีโนเวทอย่างไรจึงจะเป็นบ้านประหยัดพลังงาน วันนี้เราสรุปวิธีดี ๆ มาฝากทุกคนกัน

รีโนเวทบ้านยังไง ให้สมาร์ทและประหยัดพลังงาน

เป็นวิธีที่คนรักบ้านสมัยนี้ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะด้วยแสงแดดอันเจิดจ้าของประเทศไทยแล้ว นับว่ามีศักยภาพผลิตไฟฟ้าสำหรับแต่ละบ้านได้อย่างสบาย นอกจากจะเป็นการอาศัยกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแล้ว ยังส่งผลดีต่อค่าไฟของเราในระยะยาวอีกด้วย

หากบ้านไหนรู้สึกว่าภายในบ้านกักเก็บความร้อนมากเกินไป อยู่แล้วรู้สึกอบอ้าว เราขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนสีทาบ้านมาเป็นสีผนังโทนอ่อน หรือสีสว่าง ๆ เพราะมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนแสง เช่น เขียว ฟ้า ขาว หรือครีม นอกจากจะทำให้ภายในบ้านดูกว้างขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความร้อนได้อีกด้วย อีกทั้งสีทาบ้านสมัยใหม่ยังใส่นวัตรกรรมที่ช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้ดี ทำให้บ้านเย็นมากขึ้น และที่สำคัญ เราควรเลือกสีทาบ้านที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้สีทาบ้านแบบ Low VOC หรือ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายซึ่งเมื่อสารนี้ระเหยสู่อากาศจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกดแก๊สเรือนกระจก

เพราะหลอดไฟแบบนี้มีอัตรากินไฟและให้ความร้อนที่ต่ำ แต่ให้ความสว่างเทียบเท่าหลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต์ และหลอดทังสเตน มีอายุใช้งานทนทานกว่า และเมื่อหลอดไฟไม่ได้ให้ความร้อนมาก เท่ากับว่าบ้านของเราจะมีอุณหภูมิเย็นลง ลดภาระเครื่องปรับอากาศได้มาก จึงช่วยประหยัดไฟได้ดี อีกทั้งเดี๋ยวนี้ยังมีเทคโนโลยีเปิด-ปิดได้ผ่านแอปพลิเคชัน ดังนั้นการปิดเมื่อไม่ได้ใช้งานจึงทำได้ง่ายมากขึ้น

การที่เรามีพื้นที่สีเขียว จะช่วยให้บ้านมีความร่มรื่น ร่มเงาของต้นไม้ช่วยบดบังแสงแดดที่จะตกมากระทบกับตัวบ้านโดยตรง ทำให้รู้สึกเย็นสบาย ยืนยันได้จากที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกล่าวว่า การปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ 1 ต้น ช่วยดูดซับพลังงานความร้อนได้เท่ากับแอร์ขนาดเล็ก 2 เครื่อง นอกจากนี้ ต้นไม้ยังมีคุณสมบัติช่วยดูดซับฝุ่นหรือมลพิษจากนอกบ้าน และคายอากาศที่บริสุทธิ์ให้กับเรา ดังนั้นการรีโนเวทบ้านโดยไม่ลืมพื้นที่สีเขียวนั้น จะช่วยประหยัดพลังงาน ทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้มาก

หากใครกำลังจะรีโนเวทบ้านขนานใหญ่ให้เป็นบ้านที่ประหยัดพลังงานโดยแท้จริง อาจจะต้องคำนึงถึงการปรับโครงสร้างบ้านให้โปรง และช่วยระบายอากาศให้ดีมากขึ้น เช่น การปรับหลังคาให้เป็น 2 ชั้น หรือยกหลังคาสูง เพื่อช่วยสะท้อนความร้อน หรือการใช้กระจกที่ช่วยถ่ายเทอากาศภายในบ้านได้ดี นอกจากนี้ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ตู้เย็นที่ตรงตามมาตรฐานเบอร์ 5 นอกจากนั้น สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำ ก็ควรจะช่วยให้เราประหยัดน้ำได้ อย่าง KUDOS Intelligent Toilet สุขภัณฑ์อัตโนมัติ ที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และดีต่อสิ่งแวดล้อม

  • มีระบบประหยัดน้ำ ช่วยให้เราควบคุมปริมาณการใช้น้ำในการชำระล้าง หรือทำความสะอาดได้
  • มีระบบเป่าลมแห้ง ลดการใช้กระดาษชำระ
  • หัวฉีดชำระและที่นั่งทำจากวัสดุที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียหรือเชื้อโรคได้มากถึง 99.9% ลดความถี่ที่ต้องใช้น้ำในการทำความสะอาด
  • ฝารองนั่งรองรับสรีระ นั่งสบาย มาพร้อมระบบฝารองนั่งอุ่น Instant Heating
  • พร้อมด้วยระบบอัตโนมัติเพิ่มความสะดวกสบาย ทั้งระบบปล่อยน้ำทำความสะอาดอัตโนมัติช่วยลดการสัมผัสได้ ก้านฉีดชำระอัตโนมัติสามารถปรับความแรงของน้ำได้ 5 ระดับ และอุณหภูมิ 6 ระดับ รวมถึงยังปรับตำแหน่งทำความสะอาดได้อีก 5 ระดับ นอกจากนี้ยังมีโหมดให้เลือกใช้งาน นั่นคือ โหมดทำความสะอาดปกติ หรือโหมดทำความสะอาดพร้อมนวดผ่อนคลาย
  • มีรีโมทควบคุมที่รองรับกับทุกขนาดของห้องน้ำ
  • มีระบบแสงไฟเพื่อความปลอดภัยในเวลากลางคืน มีระบบขจัดกลิ่น

ด้วยเทคโนโลยีที่จัดมาให้แบบเต็ม ๆ ขนาดนี้ จึงช่วยลดเวลาที่เราจะต้องมาเปลืองน้ำเพื่อขัดถูโถชักโครกเดิม ๆ ได้อย่างมาก อีกทั้งยังควบคุมปริมาณการใช้น้ำต่อครั้งได้ เพราะ KUDOS Intelligent Toilet มีระบบชำระล้าง และระบบทความสะอาดอัตโนมัติที่มีคุณภาพ ไม่ต้องมาคอยกดน้ำหลาย ครั้ง นับว่าช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว