Category Archives: ไลฟ์สไตล์

ฝักบัวน้ำไม่แรง!! แก้ปัญหาเองได้ไม่ต้องง้อช่าง

ฝักบัวน้ำไม่แรง!! แก้ปัญหาเองได้ไม่ต้องง้อช่าง

“ฝักบัวไหลไม่แรง” หนึ่งในปัญหาหนักอกที่หลายบ้านมักต้องเจอ โดยเฉพาะใครที่อยู่บนคอนโดมิเนียมชั้นสูง ๆ หรือแม้แต่บ้านทาวน์โฮมหรือตึกแถวเองก็ไม่ต่างกัน ที่ตอนแรก ๆ น้ำก็ไหลแรงดีอยู่หรอก แต่วันดีคืนดีกลับไหลเบาลง หรือไม่ไหลเลยก็มี เจอแบบนี้ต้องแก้ปัญหาโดยด่วน เพราะน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับการแก้ปัญหานั้นทำได้ไม่ยากเพราะเพียงแค่หาสาเหตุให้เจอและแก้ให้ตรงจุด เท่านี้ก็ทำเองได้ ไม่ต้องง้อช่างแล้ว

ฝักบัวไหลไม่แรงมาจากอะไรและแก้อย่างไร ?

สาเหตุของปัญหาฝักบัวน้ำไม่แรง มีที่มาจากหลายปัจจัย แน่นอนว่าลักษณะของที่ตั้งอย่างคอนโดมิเนียม ตึกแถว หรือทาวน์โฮมก็มีส่วนเกี่ยวด้วย โดยเบื้องต้นเราสามารถแก้ไขปัญหาเองได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องง้อช่าง แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องหาสาเหตุของปัญหาให้เจอก่อนว่าที่ฝักบัวน้ำไม่แรง มีที่มาจากอะไรกันแน่ ซึ่งสามารถจำแนกเป็นปัจจัยหลัก ๆ ได้ดังนี้

1. ฝักบัวสกปรกหรือไม่ได้มาตรฐาน

ก่อนอื่นเลย เราขอแนะนำให้ลองนำหัวฝักบัวมาตรวจดู ว่าบริเวณรูจ่ายน้ำหน้าฝักบัวมีคราบสกปรกไปอุดตันอยู่หรือเปล่า เพราะฝักบัวที่เคยใหม่ เมื่อใช้นานวันเข้าย่อมมีคราบสกปรกจากน้ำ คราบตะกรัน หรือตะไคร่น้ำเกาะอยู่ตรงบริเวณที่มีน้ำไหลออก หรือแม้แต่คุณภาพของฝักบัวเองก็อาจมีผล เพราะฝักบัวที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำไหลไม่เเรง น้ำ ไหลออกมาไม่มากเท่าที่ควรได้เหมือนกัน ฝักบัวจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนในเบื้องต้น เมื่อเจอปัญหาน้ำไหลไม่แรง

วิธีแก้ปัญหา : เรื่องฝักบัวอุดตันไม่ใช่เรื่องหนักอก เพราะสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ โดยการนำหัวฝักบัวไปทำความสะอาด ซึ่งสารที่สามารถนำมาใช้ขจัดคราบมีมากมายรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มสายชู ยาสีฟัน เบกกิ้งโซดา หรือจะใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดฝักบัวโดยเฉพาะก็ได้ผลดีมาก ๆ จากนั้นก็ใช้แปรงขัดคราบต่าง ๆ ออกจากรูน้ำให้เรียบร้อย โดยควรคำนึงถึงวัสดุของฝักบัวเป็นหลัก เพื่อไม่ให้การทำความสะอาดไปทำลายเนื้อวัสดุของฝักบัว

2. ฝักบัวมีระบบกรองน้ำมากเกินไป

พักหลังมานี้เรามักจะเห็นเทรนด์ของฝักบัวที่สามารถกรองน้ำได้ในตัว นั่นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของเราก็จริง แต่อาจมาพร้อมกับปัญหาน้ำไหลไม่แรงได้ เพราะกว่าน้ำจะไหลออกมาหาเรา จะต้องผ่านบรรดาวัสดุกรองน้ำต่าง ๆ ลงมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคที่ทำให้น้ำไหลเบาได้

วิธีแก้ปัญหา : ระบบกรองน้ำที่มีอยู่ในฝักบัวนั้นมีประโยชน์ แต่ก่อนที่จะติดตั้ง เราควรต้องพิจารณาดี ๆ ว่าระบบน้ำของเรามีแรงดันน้ำที่มากพอหรือไม่ ยิ่งถ้าใครอยู่บนคอนโดมิเนียมซึ่งมักมีปัญหาเรื่องระบบน้ำอยู่แล้ว การติดตั้งระบบกรองน้ำหลาย ๆ ชั้น ในฝักบัวคงไม่เหมาะเท่าไร อาจต้องลดชั้นของการกรองลงไปให้เหลือเพียง 1-2 ชั้นเท่านั้น แต่ยังไงเรื่องประสิทธิภาพการกรองก็เป็นเรื่องที่ไมควรมองข้ามเช่นกัน ดังนั้นเราอาจเน้นเลือก ฝักบัวกรองคลอรีน ที่ตัวกรองมีประสิทธภาพการกรองสูง สามารถกรองได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ชั้นการกรองที่มากเกินไป

3. ยางแหวน มีขนาดเล็กเกินไป

ถ้าหากยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อาจจะต้องมาดูที่ “ยางแหวน” ซึ่งเป็นตัวกันรั่วซึมภายในหัวฝักบัว หากมีขนาดเล็กเกินไป อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำไหลเบาได้

วิธีแก้ปัญหา : วิธีง่าย ๆ คือลองถอดหัวฝักบัวออกมาดูภายใน แล้วอาจจะเปลี่ยนขนาดยางแหวนให้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

4. ระบบปั๊มน้ำไม่ดีพอ

นับเป็นปัญหาหนักอก และมักพบเจอได้บ่อยในหมู่คนที่อาศัยอยู่บนคอนโดมิเนียม หรือตึกแถวชั้นสูง ๆ  เพราะสถานที่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนต้องใช้ระบบน้ำร่วมกับลูกบ้านอื่น ยิ่งเมื่อมีการใช้น้ำพร้อมกันเป็นจำนวนมาก หากระบบปั๊มน้ำไม่ดีพอ อาจจะทำให้แรงดันน้ำส่งมาไม่ถึงฝักบัวของเรานั่นเอง

การแก้ปัญหา : หากปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝักบัวข้างต้น เป็นไปได้ว่าคงต้องแก้ที่ระบบปั๊มน้ำ หรือแรงดันน้ำ ซึ่งสำหรับใครที่อยู่บ้านทาวน์โฮมอาจจะต้องลองปรับขนาดของปั๊มน้ำให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีแรงดันน้ำพอส่งขึ้นไปถึงชั้นสูง ๆ   แต่หากใครที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม หรือห้องแถวซึ่งต้องอาศัยการประสานงานกับส่วนกลาง นอกจากจะแจ้งให้นิติบุคคลรับทราบถึงปัญหาน้ำไหลไม่แรงแล้ว เราอาจหาตัวช่วยอื่นมาเสริมอีกทาง เช่น การติดตั้งฝักบัวที่ช่วยเพิ่มแรงดันน้ำ เป็นต้น

 

ฝักบัวเพิ่มแรงดันน้ำ แก้ปัญหา “ฝักบัวน้ำไม่แรง”

สำหรับใครที่ทำยังไงก็ยังแก้ปัญหาฝักบัวน้ำไม่แรงไม่ได้สักที โดยเฉพาะใครที่อาศัยอยู่บนคอนโดมิเนียม ห้องแถว หรือแม้แต่บ้านทาวน์โฮมเอง ตัวช่วยสำคัญที่เราขอแนะนำให้ลองหามาติดตั้งกันคือ “ฝักบัวเพิ่มแรงดันน้ำ”

ฝักบัวเพิ่มแรงดันน้ำ

ฝักบัวเพิ่มแรงดันน้ำคืออะไร? คือฝักบัวที่อาศัยแรงดันจากการออกแบบรูน้ำให้เล็กลง ช่วยให้จ่ายน้ำออกมาได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง หากเทียบกับฝักบัวแบบธรรมดาแล้ว ฝักบัวชนิดนี้มีดีกว่าหลายประการ

    • น้ำไหลแรงกว่า : เนื่องจากหัวฝักบัวถูกออกแบบมาให้รูจ่ายน้ำมีขนาดเล็กลง แต่มีปริมาณรูมากถึงประมาณ 200  รู ขณะที่ฝักบัวปกติมีเพียง 40-50 รู ทำให้ใช้ปริมาณน้ำน้อยลง ขณะเดียวกันแรงดันน้ำจะเพิ่มขึ้น น้ำที่ปล่อยออกมาจึงแรงกว่า และสม่ำเสมอกว่า ซึ่งแบบนี้จะดีกว่าฝักบัวที่มีรูจ่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ปริมาณน้ำเยอะกว่า เมื่อแรงดันน้ำมีไม่พอ น้ำที่ไหลจึงขาดตอน หรือไหลเบานั่นเอง
    • ประหยัดน้ำ : ถึงจะบอกว่าน้ำไหลแรงกว่า แต่ปริมาณน้ำที่ใช้ไม่ได้มากตามเลย อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า รูจ่ายน้ำที่มีขนาดเล็กลง มีผลทำให้น้ำซึ่งถูกส่งมามีปริมาณลดลงตามไปด้วย แถมการที่น้ำไหลแรงเนื่องจากแรงดันสูง ยังช่วยให้เราชำระล้างร่างกายได้สะอาดเร็วมากยิ่งขึ้น นี่นับเป็นอีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญ เพราะนอกจากเราจะได้น้ำที่แรงขึ้น ประหยัดค่าน้ำลง ยังช่วยส่งเสริมการรักษ์โลกอีกด้วย
    • ความผ่อนคลาย : นี่อาจเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ก็ว่าได้ การติดตั้งฝักบัวแรงดันสูงก็เหมือนกับติดตั้งเครื่องนวดจากธรรมชาติ เพราะน้ำที่ถูกส่งมานั้นมีแรงดันที่เหมาะสม เวลาที่น้ำตกกระทบกับผิวจะช่วยให้รู้สึกสบาย สร้างความผ่อนคลาย ประหนึ่งเหมือนได้รับการนวดบำบัดจากสายน้ำ ในขณะที่บางแบรนด์ถึงกับมีโหมดสปาให้เลือกได้ด้วย

เมื่อรู้ข้อดีกันอย่างนี้แล้ว ต่อมาก็ถึงเวลามาเลือกซื้อฝักบัวเพิ่มแรงดันน้ำกันแล้ว ตามท้องตลาดที่ขายกันอยู่ตอนนี้ มีฝักบัวเพิ่มแรงดันน้ำให้เลือกหลายแบบหลายราคา แต่ทางที่ดีเราควรเลือกฝักบัวจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ เพื่อตัดปัญหาน้ำไหลไม่แรงในระยะยาว โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึง มีดังนี้

    • วัสดุ : การจะเลือกซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ อย่างแรกเลยคือต้องดูวัสดุที่จะไม่ทำให้เกิดสนิม อย่างเช่น สเเตนเลส หรือถ้าจะเลือกใช้วัสดุจากโลหะก็ควรดูด้วยว่ามีการเคลือบสารกันสนิมมาให้ด้วยหรือเปล่า นอกจากนี้ หากใครที่ชอบอาบน้ำอุ่นมาก ๆ การเลือกหัวฝักบัว และสายฝักบัวที่ทนต่อสนิมและความร้อน ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง
    • ขนาดและน้ำหนัก : หากจะใช้ฝักบัวที่มีแรงดันน้ำสูง ควรคำนึงถึงขนาดและน้ำหนักของตัวฝักบัวด้วย เพราะจะมีผลต่อทิศทางฝักบัวเมื่อเปิดน้ำ หากเลือกฝักบัวที่มีขนาดเล็กหรือเบาเกินไป น้ำแรงดันสูงที่ถูกปล่อยออกมาอาจทำให้ทิศทางของหัวฝักบัวส่ายไปมาได้ เป็นต้น
    • ความสะดวกสบาย : ข้อนี้อาจจะต้องแล้วแต่คนชอบ ควรดูว่าฝักบัวนั้น ๆ จับได้ถนัดมือดีหรือไม่ นอกจากนี้การเลือกฝักบัว ที่หัวฝักบัวสามารถหมุนได้รอบทิศทาง จะช่วยให้การอาบน้ำเป็นไปได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น หรือใครที่ชอบฝักบัวแบบติดตั้งอยู่กับที่ อย่าง Rain Shower ก็มีให้เลือกซื้อด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ความยาวของสายฝักบัวก็ควรมีความยาวที่พอดี ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป
    • ความสวยงาม : สมัยนี้จะคำนึงถึงเรื่องฟังก์ชันที่ตอบโจทย์อย่างเดียวคงไม่พอ อาจจะต้องดูเรื่องของดีไซน์ให้เหมาะกับห้องน้ำของเราด้วย อีกทั้งอาจจะต้องดูเรื่องของความเงางาม ฝักบัวที่มีวัสดุเคลือบด้วยโครเมียมซึ่งช่วยรักษาความเงางามนับว่าตอบโจทย์ได้ดี 

ปัญหาฝักบัวน้ำไม่แรงมักเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ห้องแถว หรือทาวน์โฮมซึ่งต้องใช้ระบบน้ำร่วมกับผู้อื่น ในเบื้องต้นเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง เริ่มจากตรวจดูประสิทธิภาพของฝักบัว ไปจนถึงการตรวจดูระบบปั๊มน้ำ ซึ่งยังดีที่เดี๋ยวนี้มีฝักบัวเพิ่มแรงดันน้ำที่ช่วยให้ปัญหาน้ำไม่แรงหมดไปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะเพียงแค่เปลี่ยนฝักบัวใหม่ เราก็ได้ใช้น้ำที่มีแรงดันน้ำสูงและสม่ำเสมอมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยประหยัดน้ำอีกด้วย

เลือกกรรไกรตัดกิ่งอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน

เลือกกรรไกรตัดกิ่งอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน

หากพูดถึงอาวุธข้างกายของคนชอบทำสวนแล้ว หนึ่งในนั้นจะต้องมี “กรรไกรตัดกิ่ง” อยู่ในลิสต์ด้วยอย่างแน่นอน ยิ่งใครที่ปลูกต้นไม้ซึ่งต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งอยู่เป็นประจำ อย่างเช่น ต้นกุหลาบ หรือไม้พุ่ม ด้วยแล้ว ยิ่งถือว่าเป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้ แต่ใช่ว่าแค่คิดจะใช้แล้วจะไปซื้อกรรไกรตัดกิ่งแบบไหนมาก็ได้นะ เพราะเราต้องศึกษาประเภทและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับต้นไม้ในสวนของเราด้วย

กรรไกรตัดกิ่งแบบไหนที่ใช่ ?

กรรไกรตัดกิ่งที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดมีมากมายหลายรูปแบบ มือใหม่หัดทำสวนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกซื้อกรรไกรตัดกิ่งแบบไหนดี วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากต้องการจะซื้อกรรไกรตัดกิ่งติดบ้านเอาไว้ ดังนี้

  1. สำรวจต้นไม้ภายในสวน ต้นไม้ของเรามีลักษณะอย่างไร มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ชอบปลูกไม้พุ่ม หรือเน้นปลูกไม้ดอกไม้ประดับอย่างต้นกุหลาบ เมื่อรู้แล้วก็ควรเลือกกรรไกรที่เหมาะสมกับต้นไม้ของเราเป็นสำคัญ เช่น กรรไกรตัดกิ่งทรงตรง ทรงปากโค้ง หรือเลื่อยตัดกิ่งสำหรับต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น หรือใครที่มีสวนทุกลักษณะที่กล่าวมานี้ ก็ไม่ต้องมัวปวดหัวว่าจะเลือกอย่างไรดี เราสามารถซื้อกรรไกรตัดกิ่งเอาไว้หลายประเภทเพื่อให้สามารถหยิบใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. วัสดุที่มีคุณภาพ กรรไกรตัดกิ่งเป็นเครื่องมือทำสวนที่ซื้อเพียงครั้งเดียวแต่สามารถอยู่กับเราได้นาน เพราะฉะนั้นจะซื้อทั้งทีก็ต้องเลือกยี่ห้อที่ใช้วัสดุคุณภาพดี แข็งแรง ใช้งานได้นาน เช่น ใบมีดควรทำจากเหล็กกล้า มีสารเคลือบป้องกันสนิมทนต่อทุกสถานการณ์ มีฟังก์ชันสำหรับล็อกกิ่งไม้ขณะตัดแต่ง นอกจากในส่วนของใบมีดแล้ว บริเวณด้ามจับควรทำจากวัสดุที่แข็งแรง ยางที่หุ้มต้องกันลื่นได้ดี ทนความร้อน การมีสปริงระหว่างด้ามจับยังช่วยทุ่นแรงได้อีกด้วย
  3. ความปลอดภัย สิ่งที่สำคัญไม่ต่างจากประสิทธิภาพในการตัดกิ่ง นั่นคือความปลอดภัย กรรไกรตัดกิ่งที่ดีควรออกแบบมาให้เหมาะกับสรีระของผู้ใช้งาน จับแล้วไม่ควรจะลื่น เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายขณะใช้งานได้ นอกจากนั้นใบมีดควรมีตัวล็อกให้เรียบร้อย ซึ่งจะทำให้สะดวกและปลอดภัยขณะเก็บรักษา

เมื่อคำนึงถึงคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว ต่อมาก็ต้องศึกษากรรไกรตัดกิ่งแต่ละประเภท โดยเราสามารถแยกได้จากใบมีดของกรรไกรซึ่งจะเหมาะกับลักษณะของต้นไม้ที่แตกต่างกันไป หลัก ๆ แล้วสามารถจำแนกได้ดังนี้








กรรไกรตัดกิ่งปากตรง

ลักษณะของใบมีดจะมีปลายแหลม ทรงตรง กรรไกรตัดกิ่งทรงนี้เหมาะกับใช้ตัดกิ่งของไม้ดอก หรือไม้พุ่มที่มีกิ่งขึ้นหนาแน่น เพราะลักษณะของใบมีดที่เล็กและเรียวสามารถใช้สอดแทรกไปตามกิ่งเล็ก ๆ ได้ดีโดยไม่ทำความเสียหายให้กิ่งรอบข้าง กรรไกรลักษณะนี้เหมาะกับ ช่อองุ่น ช่อดอกทุเรียน ช่อลำไย เป็นต้น

Learn more











กรรไกรตัดกิ่งปากโค้ง

กรรไกรตัดกิ่งชนิดนี้นับว่านิยมใช้กันมาก เพราะด้วยตัวใบมีดโค้งและหนา ทำให้ใช้ตัดแต่งกิ่งไม้ได้หลายประเภท ตั้งแต่ไม้เนื้ออ่อนไปจนถึงไม้เนื้อแข็งขนาดเล็ก มักใช้ตัดแต่งกิ่งทรงพุ่ม หรือกิ่งชำ เช่น ต้นกุหลาบ ต้นมะเขือเทศ เป็นต้น

Learn more











กรรไกรตัดแต่งพุ่มไม้

กรรไกรแบบนี้จะมีลักษณะใหญ่กว่าแบบแรก ลักษณะใบมีดยาวตรง เหมาะกับการตัดพุ่มไม้หรือสนามหญ้าที่เน้นใช้ความรวดเร็ว ต้องการตัดแต่งกิ่งหรือพุ่มคราวละมาก ๆ เพื่อความเป็นระเบียบสวยงามในสวน











กรรไกรตัดกิ่งไม้ใหญ่

กรรไกรสำหรับตัดกิ่งไม้ใหญ่นี้ ลักษณะใบมีดจะเหมือนกับกรรไกรตัดกิ่งปากนกแก้ว คือมีความหนาและโค้ง ซึ่งจะให้ความแม่นยำในการตัดแต่งกิ่งต่าง ๆ แต่ด้ามจับจะยาวเพื่อให้เหมาะกับการตัดกิ่งไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปได้

Learn more











เลื่อยตัดกิ่ง

เลื่อยตัดกิ่งก็นับเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับต้นไม้ใหญ่ในกรณีที่กรรไกรตัดกิ่งไม้ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ โดยใบเลื่อยจะมีฟันที่แหลมคมเพื่อช่วยทุ่นแรงขณะเลื่อย

Learn more




การดูแลรักษากรรไกรตัดกิ่ง

แน่นอนว่าเมื่อมีกรรไกรตัดกิ่งในครอบครองไว้ใช้งานที่เหมาะสมกับสวนของเราแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการดูแลรักษากรรไกรตัดกิ่งให้ใช้งานได้นาน ๆ

  1. ล้างทำความสะอาด : ทุกครั้งที่เรานำกรรไกรตัดกิ่งไปใช้งาน มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะติดยางไม้ของกิ่งที่ตัดมาด้วย หรือกรณีที่นำไปใช้ตัดกิ่งไม้ที่เป็นโรค ใบมีดของเราก็ย่อมต้องติดเชื้อโรคนั้นมาด้วย ถ้าหากเราไม่ล้างทำความสะอาดใบมีดให้เรียบร้อยหลังการใช้งาน ยางไม้อาจทำให้ใบมีดเสื่อมสภาพไว หรือเชื้อโรคจากกิ่งไม้อาจจะนำไปติดกับต้นไม้อื่น ๆ เมื่อนำไปใช้ในครั้งต่อไป เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว เราควรเช็ดใบมีดให้แห้งสะอาด จากนั้นเช็ดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์
  2. ทาน้ำมัน : ถึงแม้กรรไกรตัดกิ่งที่มีคุณภาพจะมีการลงสารเคลือบกันสนิมมาให้แล้ว แต่การทาน้ำมันบนใบมีดหลังใช้งานเสร็จทุกครั้งก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะเป็นการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเป็นการหล่อลื่นวัสดุข้อต่อต่าง ๆ ให้ใช้งานได้อย่างไม่ติดขัดไปนาน ๆ 
  3. จัดเก็บให้เรียบร้อย : เมื่อทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว สุดท้ายก็ต้องหาสถานที่จัดเก็บให้เป็นที่เป็นทาง อาจจะเป็นห้องสำหรับแขวนเก็บโดยเฉพาะ หรือบรรจุใส่กล่องก็ได้ แต่ก่อนหน้านั้น อย่าลืมว่าเราควรล็อกใบมีดเก็บให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยในการหยิบใช้งานครั้งต่อไปด้วย

กรรไกรตัดกิ่งแบรนด์ไหนดี

กรรไกรตัดกิ่งที่วางจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด มีมากมายหลายแบรนด์และหลายราคาให้เลือกซื้อ แต่ถ้าหากจะให้ต้องเลือกแบรนด์ที่มีคุณภาพจริง ๆ แนะนำให้เลือกกรรไกรตัดกิ่งที่มาจากประเทศญี่ปุ่น 

ซามูไรกับดาบอันแหลมคมที่เอาไว้ต่อสู้กับฝั่งตรงข้ามเป็นของคู่กัน ดังนั้นประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในการผลิตดาบ แม้ว่าปัจจุบันความสำคัญของดาบจะลดน้อยลงไป แต่สิ่งที่สืบทอดองค์ความรู้เดียวกันต่อมาก็คือการผลิตมีดและกรรไกร ที่ญี่ปุ่นเขาจริงจังเรื่องนี้มาก เพราะอุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน พ่อครัวจะต้องใช้มีดคม ๆ เพื่อแล่ปลาดิบ ซึ่งรสชาติจะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความคมของใบมีดด้วยเหมือนกัน ส่วนกรรไกรนั้น ญี่ปุ่นถึงกับมี “ช่างทำกรรไกร” แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ว่ากันว่าคมมาก ๆ และด้วยคุณภาพที่เป็นที่เลื่องลือขนาดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรเลือกกรรไกรตัดกิ่งไม้ของญี่ปุ่นด้วย

“Saboten” คือแบรนด์ที่เชี่ยวชาญด้านกรรไกรตัดกิ่งไม้ซึ่งผลิตและนำเข้าจากญี่ปุ่น จึงรับประกันคุณภาพที่ดีเยี่ยมในราคาที่คุ้มค่า เหตุผลที่ทำไมเราถึงควรเลือกกรรไกรตัดกิ่งจากแบรนด์นี้ก็คือ



ด้ามจับของกรรไกรตัดกิ่งจาก Saboten ถูกออกแบบมาให้เข้ากับสรีระของมือ และยังมีน้ำหนักเบา อย่าง รุ่น No.1371 ด้ามจับมาพร้อมกับสปริงซึ่งช่วยผ่อนแรงได้ดีขณะตัด จึงลดอาการเมื่อยล้า มาพร้อมกับตัวล็อกใบมีดซึ่งช่วยให้จัดเก็บได้สะดวก


กรรไกรตัดกิ่งแบรนด์ไหนดี


กรรไกรตัดกิ่งไม้ของ Saboten ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ละรุ่นมาพร้อมกับตัวล็อกใบมีด ทำให้สะดวกและปลอดภัยต่อการพกพา อีกทั้งด้ามจับจะหุ้มด้วยยางซึ่งช่วยกันลื่นและทนความร้อน ป้องกันอุบัติเหตุระหว่างการใช้งานได้


กรรไกรตัดกิ่งที่ใบมีดไม่คมมากพออาจไปทำลายกิ่งไม้ส่วนอื่นเอาได้ แต่สำหรับ Saboten แล้ว นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะแต่ละรุ่นออกแบบใบมีดให้ตัดได้ง่าย กรรไกรอย่างรุ่น No.1371 นอกจากจะใช้งานง่ายแล้วยังช่วยถนอมก้านดอกหรือขั้วของผลต่าง ๆ ไม่ให้เน่าเสียอีกด้วย


Saboten เป็นแบรนด์ที่รวบรวมกรรไกรตัดกิ่งหลากหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกันและครอบคลุมทุกการใช้งาน เช่น กรรไกรตัดกิ่งปากโค้งสำหรับตัดแนวตรงรุ่น No.1255 กรรไกรสำหรับตัดกิ่งไม้ขนาดเล็กรุ่น No.1371 หรือเลื่อยสำหรับตัดกิ่งไม้ใหญ่ รุ่น No.2370 ก็มีเช่นกัน


นอกจากการใช้งานจะดีแล้ว Saboten ยังคำนึงถึงการออกแบบที่ดูน่าหยิบใช้ อย่างรุ่น No.1282 มาในสีสันน่ารักเหมาะกับสาว ๆ แต่ฟังก์ชันการใช้งาน ทั้งความแข็งแรง ตัวล็อกใบมีด หรือน้ำหนักที่เบานั้นก็ยังคงตอบโจทย์ได้อย่างดีเยี่ยม

05_Saboen-1282



กรรไกรตัดกิ่งไม้นับเป็นอุปกรณ์คู่ใจสำหรับคนรักการทำสวน เพราะมีความสำคัญในการตัดแต่งกิ่งของต้นไม้ให้สวยงาม ดูเป็นระเบียบ อีกทั้งการหมั่นแต่งกิ่งบ่อย ๆ ยังช่วยให้ต้นไม้ออกดอกหรือผลได้สวยงามยิ่งขึ้น แต่การดูแลต้นไม้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องคำนึงถึงวัสดุของกรรไกรตัดกิ่งที่ใช้ด้วย อย่างแบรนด์ Saboten ซึ่งจำหน่ายกรรไกรจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะนี้รับประกันเรื่องความแข็งแรงทนทาน ความปลอดภัย และความสวยงาม จึงตอบทุกโจทย์ของสวนสวย

คลอรีน!! ต้นตอของผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย

คลอรีน ต้นตอของผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก ทั้งในการอุปโภค โดยใช้ในการชำระล้างสิ่งสกปรก ทั้งร่างกายและทุกพื้นผิวสัมผัส หรือในการบริโภค ทั้งดื่มกิน และนำไปประกอบอาหาร รวมถึงการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งหากแหล่งที่มาของน้ำที่นำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคในแต่ละวันนั้นมาจากระบบน้ำประปาในเมือง หรือท่อส่งน้ำประปาตามแต่ละพื้นที่แล้ว แสดงว่าน้ำที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น ล้วนผ่านระบบการบำบัดน้ำมาแล้ว

โดยทั่วไป ในการบำบัดน้ำ มักจะบำบัดด้วยสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “คลอรีน (Chlorine)” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อ (sanitizer) และเป็นองค์ประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมและพบได้ในผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนบางชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อหรือล้างทำความสะอาด จากรายงานของกรมอนามัยนิวยอร์ก ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า คลอรีน เป็น 1 ใน 10 ของสารเคมีที่ผลิตมากที่สุดในอเมริกา เพื่อถูกนำไปใช้ในการบำบัดน้ำเป็นสำคัญ ทั้งการบำบัดน้ำประปา การใส่เพื่อฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ ที่ทุกคนมักจะได้กลิ่นคลอรีนอย่างชัดเจนทันทีที่ลงสระ หรือแม้แต่จากน้ำที่เราอาบอยู่ทุกวัน

ดังนั้น หากคุณไม่ได้ลงไปว่ายน้ำในสระว่ายน้ำเร็ว ๆ นี้ คุณอาจคิดว่าคลอรีนไม่ได้มีผลอะไรกับผิวพรรณของคุณนัก แต่แท้ที่จริง แล้วเราทุกคนต้องสัมผัส หรือแม้กระทั่งอาบน้ำที่มีคลอรีนเจือปนอยู่ทุกวันอย่างไม่ได้คาดคิด แล้วคลอรีนส่งผลดีหรือผลร้ายต่อผิวของพวกเราอย่างไรกันนะ ?

คลอรีน กับอันตรายที่เราอาจไม่รู้ตัว!!

ประโยชน์ของคลอรีน คลอรีนได้ถูกนำไปใช้ในการบำบัดน้ำและการฆ่าเชื้อเพื่อให้น้ำมีความสะอาดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ปฏิกิริยาของคลอรีนเมื่อสัมผัสกับแบคทีเรีย จะสลายตัวผ่านกระบวนออกซิเดชัน และจะสร้างกรดอ่อน ๆ ที่เรียกว่ากรดไฮโปคลอรัส  ซึ่งกรดไฮโปคลอรัสสามารถเจาะผนังเซลล์ของแบคทีเรียและกำจัดแบคทีเรียออกไปได้ ดังนั้น คลอรีนจึงเป็นสารเคมีฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อโรคต่าง ๆ ในระบบน้ำประปาส่วนใหญ่จึงได้ใช้คลอรีนในการบำบัดน้ำให้สะอาด ถูกสุขอนามัย และพร้อมสำหรับการอุปโภคและบริโภคของผู้คน แต่เมื่อน้ำประปาถูกนำมาใช้ในพื้นที่ครัวเรือน  ก็อาจจะยังมีคลอรีนที่ยังเจือปนอยู่ในน้ำ ตกค้างและหลงเหลืออยู่ในน้ำประปา ที่เราใช้ดื่ม, ประกอบอาหาร หรือใช้อาบ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย และสุขภาพได้มากกว่าที่เราคิด

คลอรีน กับอันตรายที่เราอาจไม่รู้ตัว

คลอรีน เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมีแล้ว ย่อมมีผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลร้ายต่อผิวพรรณ ที่หลายครั้งเราอาจมองข้ามมันไป แม้ว่าการอาบน้ำทุกวันหรือการแช่ตัวในสระเป็นครั้งคราว อาจไม่ส่งผลต่อผิวมากนัก แต่ถ้าเราลองสังเกตดี ๆ อาจพบว่า หลังจากว่ายน้ำ เรามักจะสัมผัสได้ถึงผิวที่แห้งกร้านขึ้นและเป็นขุย ซึ่งเจ้าคลอรีนตัวร้ายนี่แหละอาจเป็นตัวการหลักที่ทำร้ายผิวพรรณของเรา ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย คลอรีนอาจส่งผลร้ายต่อผิวหนังมากขึ้น จนเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาผิว เช่น ผื่นแพ้ ผื่นคัน ผิวแห้ง และปัญหาสิวตามมา โดยที่คนทั่วไปอาจไม่คิดว่าน้ำประปาที่มีคลอรีนตกค้าง จะเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ 

  • สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวแห้ง : คลอรีนสามารถทำลายโปรตีนบนผิวหนัง โดยในระยะสั้นอาจทำให้ผิวแห้งและคัน ยิ่งอาบน้ำที่มีคลอรีนเจือปนบ่อยมากเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นเท่านั้น
  • ปัญหาสิว : คลอรีนจะทำให้ผิวหนังแห้งกร้าน และกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันหรือน้ำมันมากเกินไป ซึ่งอาจอุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้  
  • ปัญหาริ้วรอยก่อนวัย : คลอรีนยังสามารถทำลายผิวและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ แม้มีปริมาณเพียงเล็กน้อย  ในขณะที่อาบน้ำ ความร้อนจะเปิดรูขุมขนและทำให้คลอรีนซึมเข้าสู่ชั้นผิว  คลอรีนสามารถทำลายชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวหนังตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดความแห้งกร้าน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาริ้วรอยได้
  • ปัญหาภูมิแพ้ : ในกลุ่มคนที่มีอาการแพ้ง่าย การสัมผัสกับน้ำที่มีคลอรีนเจือปนมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน บวม

ดังนั้น สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่และไม่ได้มีการกรองน้ำด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเลย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีคลอรีนเจือปนอยู่ในน้ำที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อขจัดความกังวลเกี่ยวกับคลอรีนที่อาจหลงเหลืออยู่ในน้ำประปา ก่อนที่จะนำมาใช้เราจึงควรทำการกำจัดคลอรีนในน้ำก่อนนำมาใช้อุปโภค และบริโภค

เปลี่ยนน้ำประปาให้สะอาดไร้สารตกค้างได้อย่างไร ?

วิธีที่รู้จักกันแพร่หลาย ในการขจัดสิ่งแปลกปลอมในน้ำ ก็คือการใช้เครื่องกรองน้ำทั้งระบบ RO หรือ UV ซึ่งโดยส่วนมาก มักจะเป็นการกรองน้ำสำหรับก่อนนำไปบริโภค หรือประกอบอาหาร มากกว่าการนำไปอาบชำระล้างร่างกาย เนื่องจากเครื่องกรองน้ำส่วนมากไม่สามารถกรองน้ำได้ทีละมาก ๆ ที่จะเพียงพอต่อการใช้งานแบบอื่น ๆ และยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย

ปากกรองก๊อกน้ำ KUDOS WATER Q นวัตกรรมจากญี่ปุ่น สามารถช่วยกรองสารปนเปื้อนที่ปนเปื้อนมากับน้ำได้ถึง 80% เปลี่ยนน้ำประปาให้สะอาดไร้สารตกค้าง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการบริโภคน้ำที่มีความสะอาดจริง ๆ


ปากก็อกกรองน้ำ KUDOS WATER Q

ไส้กรองของ KUDOS Water Q ผลิตจาก Activated Carbon ที่ผ่านกระบวนการทดสอบแล้วว่าสามารถกรองสารคลอรีนตกค้างได้มากถึง 5 ชนิด

More Info


เหตุผลที่ควรเลือกใช้ ฝักบัวกรองคลอรีน

สำหรับการขจัดคลอรีนจากน้ำประปาเพื่อใช้ในการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย การเลือกใช้ฝักบัวเพื่อช่วยกรองคลอรีนก็เป็นตัวเลือกที่ทั้งสะดวก และราคาไม่สูง  ตัวกรองในฝักบัวอาบน้ำจะช่วยปกป้องผิวและเส้นผมของคุณจากความแห้งกร้านและการระคายเคืองโดยการกำจัดคลอรีนออกจากน้ำ

วิธีการเลือกฝักบัวกรองคลอรีนอย่างไรให้ดีที่สุด ? การเลือกซื้อฝักบัวกรองคลอรีน ความสามารถในการกรองคลอรีนเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา  นอกจากนี้ ความนุ่มนวลของสายน้ำ, อัตราการไหลของน้ำ, แรงดันน้ำ หรือแม้แต่อายุการใช้งาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน


KUDOS PUREBLISS

นวัตกรรมฟิลเตอร์กรองคลอรีนที่มีแคลเซียมซัลไฟต์  (Calcium Sulfite / CaSO3) ช่วยดูดซึมคลอรีนอิสระคงเหลือ

More Info


KUDOS Purebliss Shower นวัตกรรมฝักบัวกรองคลอรีนที่ได้รับมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยวัสดุตัวกรอง (Filter) ที่ผลิตมาจากแคลเซียมซัลไฟต์ เป็นตัวช่วยสำคัญในการกรองคลอรีนได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถใช้กรองได้กับทั้งน้ำอุณหภูมิสูง อุณหภูมิปกติ โดยไม่ลดประสิทธิภาพของสารกรอง

ประกอบกับสายน้ำจากฝักบัวที่ได้ถูกออกแบบมาให้ไหลแรงแต่ยังคงได้รับสัมผัสที่นุ่มละมุนผิว ทำให้เมื่อใช้อาบน้ำและสระผม เส้นผมจะไม่แห้งกระด้าง และผิวพรรณมีความชุ่มชื้น มีผิวสุขภาพดีได้อีกครั้ง เหมาะมากสำหรับคนที่มีผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย หรือแม้กระทั่งเด็กและคนสูงอายุที่มีผิวบอบบางก็ยิ่งใช้ดีและอ่อนโยนต่อผิว ฝักบัว KUDOS Purebliss ยังช่วยประหยัดน้ำได้มากขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับฝักบัวทั่วไป ทำให้นอกจากจะช่วยกรองคลอรีน และสารตกค้างในน้ำประปาออกไปได้แล้ว ยังช่วยให้ประหยัดค่าน้ำอีกด้วย

ฝักบัวกรองคลอรีน สามารถช่วยขจัดคลอรีนที่ทำร้ายผิว และเส้นผมของคุณ ทำให้เส้นผมไม่แห้งกระด้าง ช่วยให้สีผมติดทนนานสำหรับผู้ที่รักการทำสีผม และทำให้สภาพผิวที่แห้งกร้าน กลับมาชุ่มชื้นได้อีกครั้ง ทำให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า เมื่อคุณเปิดน้ำผ่านฝักบัว คุณจะสามารถผ่อนคลายไปกับน้ำที่สะอาดและอ่อนโยนต่อผิวของคุณได้อย่างแท้จริง.

มลพิษทางอากาศ ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

มลพิษทางอากาศ ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

หนึ่งในภัยร้ายในการใช้ชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ที่จะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นเลยก็คือปัญหา “มลพิษทางอากาศ” ที่นับวันยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองอย่างกรุงเทพมหานครที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งยังมีปัญหารถติด การก่อสร้างที่มีอยู่แทบจะทุกพื้นที่ ทำให้อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควันและมลพิษ ซ้ำร้ายยิ่งมีปัญหาโลกร้อนจากทั่วโลกที่ไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงทำให้เกิดภัยทางสภาพอากาศรูปแบบใหม่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ นั่นคือ ฝุ่น PM 2.5 ดังนั้นเราจึงควรหาตัวช่วยมาเฝ้าระวังให้ได้รับผลกระทบจากภัยเหล่านี้ให้น้อยที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ปัญหามลพิษทางอากาศคืออะไร ?

ปกติแล้วในชั้นบรรยากาศของเราจะประกอบไปด้วยก๊าซและสารต่าง ๆ เช่น ก๊าซออกซิเจน หรือไนโตรเจน ฝุ่นละออง ไอน้ำ ซึ่งสารเหล่านี้จะมีอยู่ในปริมาณคงที่และพอเหมาะ แต่เมื่อมีพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การขับขี่ยานพาหนะ การก่อสร้าง การทำโรงงานอุตสาหกรรม ที่มักจะปล่อยของเสียสู่ชั้นบรรยากาศตลอดเวลา เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือสาร CFCs เป็นต้น ทำให้สารข้างต้นในชั้นบรรยากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง นำมาสู่ปัญหาภาวะโลกร้อน และอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ 

ที่ผ่านมาเราอาจไม่ได้ตระหนักถึงภัยจากมลพิษเท่าที่ควร เนื่องจากปกติเราก็ไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่า หรือรับรู้กันสักเท่าไรนักว่าก๊าซไนโตรเจนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเท่าไหน อีกทั้งยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน แต่เมื่อ 2-3 ปีก่อน เมื่อมีการกล่าวถึง PM 2.5 เพิ่มขึ้นและผู้คนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย เช่น คอแห้ง เจ็บคอ หรือแสบตา เราจึงเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้นว่า ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งนับเป็นภัยรูปแบบใหม่ที่ส่งผลอันตรายกว่าที่เราคิด

ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI)

หากจะดูค่ามลพิษในอากาศซึ่งเรามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าแบบเข้าใจง่าย ๆ ทางกรมควบคุมมลพิษจะมีการรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ (Air quality Index) ของประเทศไทย โดยแบ่งดัชนีมลพิษที่นับว่าเป็นภัยต่อสุขภาพเอาไว้ 6 ชนิด ได้แก่

  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ PM 2.5 สามารถทะลุเข้าไปถึงชั้นถุงลมในปอดได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้เป็นโรคปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ หรือหอบหืด
  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน หรือ PM 10 จะเข้าไปสะสมในทางเดินหายใจ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
  • ก๊าซโอโซน (O3) ทำให้เกิดการระคายเคืองตาและทางเดินหายใจ ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ เหนื่อยง่าย
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) จะทำให้หัวใจทำงานหนัก ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย
  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ กระทบต่อการมองเห็น
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก่อให้เกิดการระคายเคืองแก่ผิวหนัง เยื่อบุตา และทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการปฎิบัติตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากมิลพิษทางอากาศ






Ref : www.iqair.com


กรมควบคุมมลพิษจะแบ่งระดับคุณภาพอากาศเอาไว้สำหรับแจ้งข้อมูลให้กับประชาชน ระดับดัชนี 0-50 คืออากาศดี แต่เมื่อไรที่ค่าพุ่งขึ้นไปมากกว่า 151 นั่นหมายความว่าอากาศที่เราอยู่นั่นกำลังย่ำแย่ และควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน ซึ่งผลกระทบต่อร่างกายที่มักเกิดขึ้นเมื่อค่ามลพิษทางอากาศเกินกว่ามาตรฐานก็คือ ในระยะสั้นเราจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ หากแต่ระยะยาว เมื่อมีการสูดดมมลพิษ หรือรับฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าไปถึงภายในร่างกาย อาจทำให้เกิดโรคในหลอดเลือดสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด หรือแม้แต่เด็กที่เกิดใหม่ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากแม่ก็อาจทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ต้องคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ค่า AQI มักจะเน้นตรวจจับมลพิษจากสถานีวัดคุณภาพอากาศซึ่งติดตั้งอยู่ภายนอกอาคาร ดังนั้นการแจ้งเตือนจึงเน้นไปที่การงดหรือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมภายนอกบ้าน ซึ่งนับว่าช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้ระดับนึง แต่อย่าลืมนะคะว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารมลพิษอื่น ๆ ที่เรามองไม่เห็นสามารถแทรกซึมอยู่ได้ในทุก ๆ ที่ไม่เว้นแม้แต่ภายในอาคาร ซ้ำยังมีสารพิษอื่น ๆ ที่แฝงอยู่กับเครื่องใช้ในบ้านเราแบบไม่รู้ตัว อย่างเช่น สารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือ VOCs

มลพิษทางอากาศ ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

มลพิษในอาคาร กับสาร VOCs ที่ไม่ควรมองข้าม

แน่นอนว่าการอยู่ในอาคารย่อมปลอดภัยจากมลพิษมากกว่าอยู่นอกบ้านอยู่แล้ว แต่ก็อย่าลืมว่า พวกฝุ่นละอองที่มีอณูเล็ก ๆ ก็ยังสามารถแทรกซึมเข้ามาอยู่กับเราได้ทุกที่ หลายคนจึงอาจแก้ปัญหานี้ด้วยการซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้งไว้ภายในบ้าน แต่หารู้ไม่ว่ามลพิษที่เราจะต้องเจอภายในอาคาร ไม่ได้มีแค่ฝุ่นละอองเท่านั้น และเครื่องฟอกอากาศส่วนใหญ่ก็มีแค่คุณสมบัติลดฝุ่นละอองเฉย ๆ เสียด้วย

สีทาบ้าน หมึกพิมพ์ เทียนหอม น้ำยาทำความสะอาด แอลกอฮอล์ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกมากมายที่มีกลิ่นแรงและเราต้องใช้ภายในบ้านล้วนอุดมไปด้วยสารเคมี หนึ่งในนั้นก็คือ สารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือ VOCs

VOCs คือสารประกอบเคมีในรูปของสารระเหยที่มาจากของแข็งหรือของเหลว พบมากตามการเผาไม้เชื้อเพลิงจากยานพาหนะหรือโรงงานอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับสารมลพิษอื่น ๆ แต่ที่น่ากลัวคือมันยังมีอยู่ตามวัสดุอุปกรณ์ที่เราใช้กันในที่อยู่อาศัยด้วยอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นซึ่งจะมาในรูปของกลิ่นที่ฉุนจนเราแสบจมูก เคืองตา หรือหากใครไปสัมผัสเข้าก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ 

ในเมื่อมลพิษทางอากาศที่เรามองไม่เห็นมีอยู่ทุกที่ แต่มีหน่วยงานที่วัดและประเมินค่าต่าง ๆ ได้แค่ภายนอกเท่านั้น แล้วแบบนี้ ภายในอาคารที่เราใช้ชีวิตอยู่มากที่สุดอย่างบ้านหรือออฟฟิศล่ะ จะรู้ได้ยังไงว่ามีมลพิษอยู่ในระดับอันตรายมากน้อยแค่ไหน

02_uHoo-Advance-Air-Sensor

KUDOS uHoo ตัวช่วยวัดคุณภาพอากาศภายในบ้าน

ถ้ามีปัญหาแบบนี้ แค่เครื่องฟอกอากาศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะลำพังแล้วเครื่องฟอกอากาศจะตรวจจับได้เฉพาะค่าฝุ่นละอองเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราขอแนะนำให้หาตัวช่วยเสริมสำหรับวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารแบบครอบคลุมโดยด่วน 

“KUDOS uHoo Advance Air Sensor” เป็น gadget สุดล้ำสำหรับวัดคุณภาพอากาศที่วัดได้ทั้งฝุ่นละออง ก๊าซมลพิษ และสารอินทรีย์ระเหยในอากาศที่เรามองไม่เห็นได้แบบ Real-time และครบถ้วน มาในรูปแบบเครื่องทรงกระบอกสีขาวไซส์กะทัดรัด สามารถนำไปวางตามจุดต่าง ๆ ของบ้านหรือออฟฟิศได้แบบสะดวกสบาย ไม่ว่าจะห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน

สำหรับเจ้า uHoo ตัวนี้ สามารถวัดค่าต่าง ๆ ในอากาศได้มากถึง 9 ค่าด้วยกัน ได้แก่

    • อุณหภูมิ
    • ความชื้น
    • ฝุ่น PM2.5
    • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
    • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
    • สารอินทรีย์ระเหย (VOC)
    • โอโซน 
    • ความดันอากาศ

และหากสารเหล่านี้มีปริมาณมากจนอากาศไม่บริสุทธิ์ขึ้นมา เครื่องก็จะส่งสัญญาณเตือนด้วยระบบ Notification แบบ real-time รวมถึงยังมีเทคโนโลยี Virus Index ที่จะช่วยตรวจดูว่า อากาศที่เรากำลังหายใจเข้าไปอยู่นั้นเอื้อต่อการเกิดไวรัสด้วยหรือเปล่า ซึ่งฟังก์ชันนี้จะช่วยลดการแพร่ระบาดของไวรัสได้ และนอกจากจะช่วยวัดเรื่องมลพิษในอากาศแล้ว uHoo ยังสามารถให้คำแนะนำเราเกี่ยวกับสุขภาพและสาเหตุที่อาจทำให้เกิดมลพิษ จากฝีมือมนุษย์ และเรายังแชร์ข้อมูลเหล่านี้ต่อไปให้คนที่เรารักได้ด้วย 

ความฉลาดยังไม่หมดเท่านั้นเพราะ uHoo ยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ สมาร์ทโฮม อื่น ๆ ได้ ทั้ง Google Assistant และ Amazon Alexa หรือใครที่ใช้ smart device อยู่แล้วยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่ เพราะเจ้าเครื่องนี้ยังสามารถสั่งงานเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะที่มีระบบ IFTTT ให้ทำงานอัตโนมัติเพื่อที่เราจะได้อยู่ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ในอาคารได้ตลอดเวลา

ปัญหามลพิษในอากาศคือปัญหาหนักอกที่กระทบต่อการใช้ชีวิตในประจำวันของเรา และแน่นอนว่าหากเราอยู่ในสภาพอากาศไม่บริสุทธิ์ที่มีแต่ก๊าซพิษและฝุ่นควัน โรคร้ายต่าง ๆ ก็จะเริ่มถามหาไม่ในระยะสั้นก็ระยะยาว การประเมินคุณภาพอากาศในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วมีแต่ภายนอกอาคาร ทั้งที่ภายในอาคารบ้านเรือนหรือออฟฟิศซึ่งมีระบบปิดสามารถสะสมมลพิษและเชื้อโรคได้มากกว่าถึง 10 เท่าเลยทีเดียว เพราะเหตุนี้เราจึงควรมีอุปกรณ์ตัวช่วยวัดค่ามลพิษทางอากาศในตัวอาคาร อย่างเช่น เจ้า KUDOS uHoo ติดบ้านเอาไว้ด้วย รับรองเลยว่าทั้งคุณและคนที่คุณรักจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างมั่นใจมากกว่าที่เคย.

เปิดไอเดียตกแต่งบ้านด้วย สวนหินญี่ปุ่น เรียบง่ายในแบบสไตล์ ZEN

เปิดไอเดียตกแต่งบ้านด้วย สวนหินญี่ปุ่น เรียบง่ายในแบบสไตล์ ZEN

หากพูดถึงสวนสไตล์ญี่ปุ่น หลายคนอาจจะนึกภาพออกในทันทีว่าสวนสไตล์นี้มีองค์ประกอบเด่น ๆ อะไรบ้าง หนึ่งในภาพจำที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะชื่นชอบกันก็คือ “สวนหินญี่ปุ่น” ที่สื่อถึงความเรียบง่าย เน้นความเป็นธรรมชาติในสไตล์ ZEN (เซน) หากอยากยกสวนหินอย่างเซนมาไว้ที่บ้าน ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับสวนรูปแบบนี้ให้ดีกันเสียก่อน

“สวนหินญี่ปุ่น” หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า คาเรซันซุย (枯山水 : Karesansui) นับเป็นสวนแบบดั้งเดิมที่เก่าแก่ประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น มีบันทึกเอาไว้ตามหลักฐานลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่สมัยเฮอัน (ค.ศ. 794-1185) อยู่ในตำราการจัดสวนญี่ปุ่นเก่าแก่ที่สุดชื่อว่า “ซากูเตกิ (作庭記 : Sakuteiki)” ใช้หิน กรวด หรือทรายเป็นส่วนประกอบมาทำให้เกิดภูมิทัศน์เหมือนสายน้ำกำลังไหล เป็นสวนแบบแห้งที่ใช้ต้นไม้เป็นองค์ประกอบน้อยมาก หรือไม่มีเลย รวมถึงไม่มีน้ำ เพราะต้องการจะสื่อถึงแก่นแท้ของความเป็นนามธรรมและความเรียบง่ายของธรรมชาติซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธหินยาน ลัทธิเซน บางครั้งจึงมีการเรียกว่าเป็น “สวนแบบเซน” เหมือนกัน

เซน (ZEN) ถือคติเคารพความงามตามแบบธรรมชาติที่เป็นนามธรรม เน้นความเรียบง่าย ความสงบนิ่ง นำมาสู่หลักการการรับรู้ความงามซึ่งเรียกว่า “วาบิ ซาบิ (Wabi Sabi)” ทุกสิ่งล้วนมีความดีงามสมบูรณ์ในตัวมันเองอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่ออยากจะถ่ายทอดวิถีเซนออกมาเป็นสวน หินซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกันไป ให้ความรู้สึกเป็นนามธรรมแล้วแต่คนจะจินตนาการจึงเป็นตัวแทนของความงามแบบนี้ได้อย่างดี

และด้วยความที่ต้องการเน้นความสงบ สื่อถึงแก่นแท้ของธรรมชาติ ทำให้สวนหินญี่ปุ่นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปตกแต่งเอาไว้ในสถานที่ที่ต้องการสมาธิ ขณะเดียวกันก็เน้นความผ่อนคลาย อย่างเช่นในออฟฟิศ หรือโฮมออฟฟิศเป็นต้น อีกทั้งเนื่องจากเป็นสวนประเภทที่ไม่จำเป็นต้องมีต้นไม้ ใช้หินเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่ต้องการพื้นที่กว้างขวางมากมาย และยังดูแลง่ายอีกด้วย

องค์ประกอบของการจัดสวนหินญี่ปุ่น

สำหรับใครที่เริ่มสนใจการจัดสวนหินแบบญี่ปุ่น ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบการตกแต่งสวนกันก่อนว่ามีอะไร และมีกี่แบบบ้าง โดยองค์ประกอบหลัก ๆ หาไม่ยากและไม่วุ่นวายเลย

องค์ประกอบของการจัดสวนหินญี่ปุ่น

  • กรวด : หากใครเคยเห็นสวนหินของญี่ปุ่นแล้วจะพบว่าเขามีการใช้ก้อนกรวดเล็ก ๆ มาใช้ปูให้ทั่วทั้งพื้นที่แทนพื้นดิน ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้กรวดที่มีสีขาว เทา ดำ ควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 mm. หนา 4 cm. กำลังดี เมื่อปูไปแล้วจะให้ความรู้สึกสงบ สบายตา หรือในภาษาชาววัยรุ่นก็คือมินิมอลนั่นเอง สำหรับพื้นกรวดนี้ นอกจากจะใช้แทนพื้นดินแล้ว ยังใช้แทนพื้นน้ำอีกด้วย เนื่องจากสวนหินญี่ปุ่นจะไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ แต่ก็ยังอยากจะสื่อถึงธรรมชาติ ดังนั้นในขั้นตอนตกแต่งจึงจะมีการวาดลายน้ำลงไป
  • หิน : เราจะใช้หินก้อนใหญ่ที่มีรูปร่างแตกต่างกันไปมาวางประดับตามส่วนต่าง ๆ ของสวน เพื่อจำลองเป็นภูมิทัศน์ของธรรมชาติ หินก้อนใหญ่นี้จะแสดงถึงภูเขาน้อยใหญ่ เมื่อนำมาวางอยู่บนพื้นกรวดสีขาวแล้วจะชวนให้รู้สึกถึงความเป็นนามธรรม ดูแล้วสงบนิ่ง ขณะเดียวกันก็แฝงความแข็งแกร่งของธรรมชาติ
  • พืช : ถึงจะบอกว่าเป็นสวนหิน แต่ก็อาจจะมีพืชสีเขียว ๆ แซมอยู่บ้างเพื่อเป็นลูกเล่น และให้ดูสบายตา ส่วนมากจะไม่ใช้ต้นไม้ใหญ่ แต่จะเลือกเป็นพืชต้นเล็ก อย่างพืชคลุมดินพวกมอสส์หรือหญ้ามากกว่า หรือใครอยากเพิ่มลูกเล่นขึ้นมาหน่อย อาจจะปลูกเป็นต้นบอนไซที่มีการดัดกิ่งก้านที่สวยงาม ทั้งนี้หากใครต้องการตกแต่งสวนหินในพื้นที่เล็ก ๆ อาจประดับเพียงแค่กรวดและหินก็ได้เหมือนกัน
  • พื้นกระเบื้อง : กรวดที่เรานำมาปูเป็นพื้นสวนนั้นอาจถูกใครเดินเตะจนกระจัดกระจายได้ ดังนั้นเราควรปูกระเบื้องแบ่งโซนกันให้เห็นชัด ๆ สักหน่อย ทั้งยังเป็นที่กันไม่ให้กรวดด้านในกระจายออกมาพื้นที่รอบนอก สำหรับพื้นกระเบื้องมักเลือกสีโทนเดียวกันกับสีของกรวดและหิน เช่น สีขาว เทา ดำ ทำให้ดูสบายตา ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกโมเดิร์น

ซามง (砂紋 : Samon) - เปิดไอเดียตกแต่งบ้านด้วย สวนหินญี่ปุ่น เรียบง่ายในแบบสไตล์ ZEN

ซามง (砂紋 : Samon) Ref : https://ja.wikipedia.org/wiki/枯山水

  • ลวดลายของผืนน้ำ : อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ากรวดที่นำมาใช้จะเป็นตัวแทนของแม่น้ำ ทะเล หรือมหาสมุทร ลายที่วาดอยู่บนพื้นกรวดจะเรียกว่า “ซามง (砂紋 : Samon)” ซึ่งมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลายวงกระเพื่อมของน้ำ เส้นตรง หรือรอยหยัก แต่ละแบบจะมีความหมายที่แตกต่างกันไป เช่น ลายเซไกฮะ (青海波紋 : Seikaihamon) สื่อถึงคลื่นของมหาสมุทรที่ไม่มีสิ้นสุด ลายอูเนริ (うねり紋 : Unerimon) สื่อถึงลอนคลื่น เป็นต้น
  • เครื่องมือวาดลวดลาย : การวาดลวดลายเราจะใช้เครื่องมือที่เป็นเหมือนคราดซึ่งมีรอยฟันสำหรับสร้างลายนูนต่ำบนกรวดได้ มีให้เลือกหลายขนาดตามแบบที่ต้องการ เครื่องมือนี้มักขายกันตามร้านตกแต่งสวนของญี่ปุ่นเลย แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็สามารถใช้คราด หรือเครื่องมือใกล้ ๆ ตัวที่พอสร้างลวดลายได้ก็ได้เช่นกัน
  • ทางเดินหรือสะพาน : บางคนอาจหาแผ่นหินมาเป็นทางเดินเข้าสู่สวนที่มีดีทั้งความสวยงาม และได้เรื่องของการใช้งานจริง การทำทางเดินเอาไว้จะช่วยให้ง่ายต่อการเดินไปบริเวณต่าง ๆ ของสวน ไม่ต้องเหยียบย่ำบนพื้นกรวดโดยตรง รวมไปถึงการเลือกใช้สะพานไม้แบบญี่ปุ่นเล็ก ๆ มาประดับก็เป็นการเสริมองค์ประกอบของสวนให้สวยได้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะสามารถจำลองว่ามีสะพานข้ามสายน้ำซึ่งเป็นหินอยู่เบื้องล่าง

นอกจากนี้สวนหินญี่ปุ่นยังสามารถแบ่งได้อีกหลายประเภทตามการจัดภูมิทัศน์ของสวน


平庭式


ฮิรานิวะ (平庭式: Hiraniwa) สวนหินที่ประดับตกแต่งบนพื้นเรียบ



準平庭式


จุนฮิรานิวะ (準平庭式 : Junhiraniwa) สวนที่ประดับบนพื้นซึ่งอาจทำลวดลายแบ่งชั้นลดหลั่นกันไป



枯池式


คาเรอิเกะ (枯池式 : Kareike) สวนหินที่ตกแต่งเหมือนเป็นบ่อน้ำ แต่ไม่ใช้น้ำ



枯流れ式


คาเรนากาเระ (枯流れ式 : Karenagare) สวนหินที่วาดลวดลายบนกรวดให้เหมือนกระแสน้ำไหล

นอกเหนือจากประเภทที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังอาจพบเห็นสวนหินรูปแบบอื่น ๆ ได้อีก แล้วแต่การดีไซน์ 

Photo Ref : karesansui.net

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากอยากจัดสวนหินญี่ปุ่น

อ่านกันมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะต้องเริ่มคิดกันแล้วว่า หากอยากยกสวนหินญี่ปุ่นมาไว้ที่บ้าน จะต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร จะเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเราหรือเปล่า

  • พื้นที่ : หลายคนที่เคยไปญี่ปุ่นอาจจะเคยเห็นว่าปกติแล้วสวนหินญี่ปุ่นมักจัดกันตามลานกว้าง ๆ มีระเบียงสำหรับนั่งชมบรรยากาศ จึงกังวลกันไปว่า หากอยากจัดสวนแบบนี้จะต้องใช้พื้นที่เยอะแน่ ๆ เลย แต่ความจริงแล้ว ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่ขนาดเท่าไหน จะอยู่บ้านหลังใหญ่ หรืออยู่คอนโดที่มีเพียงระเบียงเล็ก ๆ เราก็สามารถจัดสวนหินได้ นั่นเพราะมีองค์ประกอบไม่มาก ใช้วัสดุน้อย เพียงแค่กรวดและหิน เท่านั้นเอง
  • งบประมาณ : ด้วยความที่องค์ประกอบมีน้อย และวัสดุก็หาซื้อได้ง่าย ดังนั้นจึงหมดกังวลเรื่องงบประมาณจะบานปลายไปได้เลย ใครอยากประหยัดก็อาจจะตกแต่งสวนด้วยตนเอง หรือใครอยากเน้นความสวยงามแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ก็อาจจะหาผู้เชี่ยวชาญมาออกแบบหรือแนะนำให้ ดังนั้นราคาจึงขึ้นอยู่กับพื้นที่ของสวน หรือองค์ประกอบที่ต้องการเสริมเติมแต่งเข้าไป ทั้งหมดนี้เราสามารถกำหนดเองได้ไม่ยาก
  • พืช : หากใครต้องการสวนที่มองไปเมื่อไหร่ก็รู้สึกผ่อนคลายและสงบ ไม่ต้องปลูกพืชให้เสียเวลาดูแล สวนหินญี่ปุ่นถือว่าตอบโจทย์ แต่ใครที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้อยู่แล้ว หรือไม่ชอบสวนที่ดูแห้งแล้ง ก็อาจจะคิดถึงจำนวนต้นไม้ที่จะปลูกเพิ่มเข้าไป เมื่อจะมีต้นไม้ อุปกรณ์ตัดแต่งสวน ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องจัดหาไว้เช่นกัน
  • การดูแล : สวนหินญี่ปุ่นใช้พืชเป็นองค์ประกอบน้อยมาก จึงไม่ต้องเสียเวลาในการดูแลเรื่องนี้มากนัก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือลวดลายบนกรวด หากตำแหน่งของสวนเราตั้งอยู่ในที่ที่มีลมแรง อาจพัดมาทำลายลวดลายของกรวดได้ เรื่องนี้จึงอาจจะสร้างความรำคาญใจไม่น้อยที่ต้องคอยมาวาดอยู่บ่อย ๆ แต่หากใครประดับตกแต่งไว้ในอาคารหรือสวนกลางบ้านก็หายห่วงเรื่องนี้ได้เลย เว้นเสียแต่คุณจะมีเด็กเล็ก  ๆ ที่เปลี่ยนสวนสวยให้กลายเป็นกระบะทรายแทน แบบนี้คงไม่เหมาะเท่าไรนัก

ขั้นตอนการจัดสวนหินญี่ปุ่น

เมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะประดับสวนหินญี่ปุ่นไว้ในบ้านหรือออฟฟิศ ต่อไปก็ถึงขั้นตอนการจัดสวนจริงกันแล้ว โดยมีวิธีง่าย ๆ ให้ทำตามดังนี้

  1. เคลียร์พื้นที่ให้เรียบ : ก่อนที่เราจะเทกรวดลงไป เราควรจัดการพื้นที่ตรงนั้นให้เรียบเสียก่อน ดูว่ามีพืชที่ต้องถอนก่อนไหม มีก้อนหินไหนเป็นอุปสรรคหรือเปล่า
  2. เทกรวด : เรียบร้อยแล้วก็เทกรวดก้อนเล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญให้ทั่วบริเวณ เกลี่ยให้เรียบเตรียมสำหรับการทำลวดลาย
  3. ตกแต่งด้วยหินก้อนใหญ่ : จากนั้นเราจะมาสร้างตัวแทนของภูเขาตามวิถีเซนด้วยหินก้อนใหญ่ สามารถจัดวางได้ตามการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นตรงกลาง ตรงมุม หรือริมสวน
  4. วาดลวดลาย : ขั้นตอนสุดท้ายนี้อาจจะต้องใช้ความอดทนสักเล็กน้อย ให้ใช้วัสดุสำหรับวาดที่เรามีมากดลงบนกรวดเป็นลวดลายตามแบบที่ต้องการ ควรออกแบบทิศทางและลำดับการวาดให้ดีเพื่อไม่ให้เดินเหยียบซ้ำลายที่วาดเอาไว้แล้ว

และนี่ก็คือการจัดสวนหินสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ตามวิถีเซนซึ่งใคร ๆ ก็สามารถจัดตามได้ง่าย ๆ เพราะทั้งวัสดุ องค์ประกอบ หรือการดูแลไม่มีเรื่องไหนที่ยุ่งยากเลย แถมสวนแบบนี้ยังมีต้นกำเนิดมาจากวิถีเซนซึ่งเน้นความเรียบง่าย การเคารพธรรมชาติ เมื่อมองสวนสไตล์นี้แล้วจะให้ความรู้สึกสงบ จึงเหมาะสำหรับนำไปตกแต่งในสถานที่ที่ต้องใช้สมาธิมาก ๆ เช่น ออฟฟิศ หรือโฮมออฟฟิศ

9 ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ค้าขายร่ำรวย

9 ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ค้าขายร่ำรวย

ไม่น่าเชื่อว่าหลายปีมานี้กระแสปลูกต้นไม้เขามาแรงจริง ๆ ใครที่ไม่เคยสนใจปลูก หรือปลูกต้นไม้ไม่เป็นก็เริ่มหามาไว้ประดับห้องกันสักต้นสองต้น อาจเป็นเพราะกระแสรักษ์โลกลดมลพิษ กระแสแต่งบ้านในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 หรือแม้แต่กระแสวัตถุมงคลเสริมความร่ำรวยก็ไม่พลาด โดยกระแสที่ผู้คนสมัยนี้นิยมปลูกกันมีตั้งแต่ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ใบ ต้นกระบองเพชรจิ๋วหรือแคคตัส หรือแม้กระทั่งไม้ใบด่างก็มีความต้องการสูงจนราคาพุ่งไปถึงหลักล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กระแสมูเตลูกำลังมาแรง ใครอยากเสริมความเป็นสิริมงคลให้บ้านหรือออฟฟิศ ก็ไม่ควรพลาดกับต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ

ต้นไม้มงคลคืออะไร ?

คำถามแสนง่ายนี้ใคร ๆ ก็คงตอบได้ แน่นอนว่าหมายถึงต้นไม้ที่สามารถเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับเราได้ แล้วจะดูยังไงว่าเป็นมงคล? ส่วนใหญ่แล้วมักจะดูจากชื่อนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือในชื่อนั้นจะต้องประกอบไปด้วยคำที่ฟังแล้วรู้สึกดี รู้สึกรวย เช่น คำว่า เศรษฐี รวย เงิน ทอง มังกร เป็นต้น แน่นอนว่าในไทยเราเองก็มีชื่อต้นไม้ที่เป็นมงคลมากมาย อย่าง กวักมรกต ลิ้นมังกร ราชพฤกษ์ เศรษฐีเรือนใน และอีกมากมาย คนโบราณเขาก็เชื่อกันมาอยู่ก่อนแล้วว่าต้นไม้เหล่านี้ปลูกแล้วดี แต่สำหรับคนยุคใหม่ เมื่อมีกระแสมูเตลูเกิดขึ้น ต้นไม้มงคลดังที่กล่าวไปก็ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก และยังได้เห็นเทรนด์การปลูกต้นไม้ในบ้านและออฟฟิศเพิ่มเข้ามาอีกด้วย

ปลูกต้นไม้ในออฟฟิศดียังไง

เชื่อว่าหลายคนอาจจะโตมากับคำกล่าวที่ว่า “ปลูกต้นไม้ในบ้านไม่ได้”, “เดี๋ยวต้นไม้แย่งอากาศหายใจนะ” แบบนี้ใช่ไหมคะ แต่เมื่อมีกระแสปลูกต้นไม้ในบ้านหรือออฟฟิศแบบนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าปลูกได้จริงแท้แน่นอน และแม้ว่าปัจจุบันคนจะหันมาปลูกต้นไม้ในบ้านกันมาก แต่กระแสปลูกต้นไม้ในออฟฟิศก็มาแรงไม่แพ้กัน เพราะมีดีมากกว่าเรียกทรัพย์อีกด้วยนะ

ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ

  • ช่วยฟอกอากาศ : สิ่งที่มาคู่กับกระแสต้นไม้มงคล ก็คือกระแสต้นไม้ฟอกอากาศ เพราะขณะนี้เรามีเรื่องปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และมลพิษต่าง ๆ พนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางจากบ้านมาทำงานย่อมหลีกเลี่ยงการสูดดมอากาศเสียจากนอกอาคารไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในออฟฟิศก็ควรหาต้นไม้ที่มีดีทั้งความมงคล ทั้งฟอกอากาศได้ด้วยมาประดับไว้ เรียกได้ว่าได้ทั้งเรียกทรัพย์ ได้ทั้งอากาศบริสุทธิ์
  • ช่วยคลายเครียด : สีเขียว ๆ ของต้นไม้ช่วยลดอาการเครียดได้ ทั้งยังดูแล้วสบายตา จากงานวิจัยของ University of Technology แห่งเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2010 พบว่า 37% ของต้นไม้ที่อยู่ในออฟฟิศช่วยลดความกังวลได้ 58% พบว่า ต้นไม้ช่วยลดความเครียดได้ดี อีก 44% บอกว่าต้นไม้ช่วยลดอารมณ์โกรธเกรี้ยวได้ และ 38% พบว่าช่วยลดความเหนื่อยล้า
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : จากงานวิจัยของ the University of Exeter เมื่อปี 2014 พบว่าเพียงแค่เพิ่มต้นไม้หนึ่งต้นต่อหนึ่งตารางเมตร จะช่วยเพิ่มความจำ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่าง ๆ ได้ดี
  • ลดอัตราการป่วย : การศึกษาจาก the Agricultural University of Norway เมื่อปี 1990 พบว่า ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ช่วยลดอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เช่น อาการเมื่อยล้า ปัญหาด้านสมาธิ รวมถึงอาการระคายเคืองของตาและจมูก เป็นต้น
  • ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ : จากรายงานของ Human Spaces report เมื่อปี 2015 พบว่าการประดับต้นไม้ในออฟฟิศช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานได้ถึง 15% กันเลยทีเดียว หรือแค่มองรูปต้นไม้ธรรมดา สายตาของเราก็เหมือนได้พักผ่อนซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

9 พันธุ์ต้นไม้มงคลเรียกทรัพย์ในออฟฟิศ

  1. ต้นนางกวัก : เมื่อมีการบูชานางกวักแล้ว ก็ต้องมีต้นนางกวัก แน่นอนว่าไม้พันธุ์นี้มีชื่อเป็นสิริมงคล เชื่อว่าจะช่วยเรียกเงิน เรียกทอง รวมถึงโชคดีเข้าบ้านได้ ต้นมีลักษณะเป็นกอ ใบสีเขียวสดใสรูปทรงสวย
  2. กวักมรกต : ต้นไม้มงคลเบอร์ต้น ๆ ที่หลายคนมักนึกถึงหากจะนำไปปลูกในบ้านหรือออฟฟิศ ระดับความมงคลก็ตรงตามชื่อ มรกตเป็นอัญมณีมงคลสัญลักษณ์แห่งความโชคดี เสริมความมั่งคั่งและโชคลาภ ทั้งยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ ดูดซับสารพิษได้
  3. ลิ้นมังกร : นี่ก็เป็นอีกหนึ่งต้นไม้มงคลที่สามารถฟอกอากาศได้ยอดฮิตอีกหนึ่งสายพันธุ์ ด้วยชื่อที่มีคำว่ามังกรซึ่งเป็นสัตว์มงคลสำหรับชาวจีน ตามความเชื่อบอกว่าการปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในบ้านจะช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ออกไปได้ นอกจากนี้ลิ้นมังกรยังมีคุณสมบัติช่วยขับสารพิษ ทั้งยังช่วยให้หลับได้ดีเวลากลางคืนเพราะมันจะคายก๊าซออกซิเจนออกมานั่นเอง
  4. เงินไหลมา : แค่ชื่อก็เป็นมงคลแบบที่ไม่ต้องแปลความอะไรเลย เจ้าต้นนี้มีอีกหลายชื่อเรียกที่หลากหลายตามแต่ละสายพันธุ์ เช่น ออมเงิน ออมทอง ตามความเชื่อบอกว่าหากนำต้นไม้นี้มาปลูกในบ้านจะช่วยให้เงินทองไหลมาเทมา มั่งคั่งร่ำรวย
  5. เต่านำโชค : ไม้ล้มลุกหายากที่มีจุดเด่นคือใบออกเป็นแฉกรูปนิ้วมือ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเราเอง ความเป็นมงคลของต้นไม้ชนิดนี้ก็คือจะช่วยเรียกโชคลาภ อีกทั้งหากมีต้นนี้อยู่ใกล้ ๆ หรือพกติดตัวเอาไว้จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ได้ด้วย
  6. ไผ่สีสุก : ตามความเชื่อแล้วถือว่าเป็นต้นไม้มงคลที่จะช่วยสร้างความร่มเย็นเป็นสุข สร้างความสดใสในชีวิตให้กับผู้ปลูก ควรปลูกทางทิศตะวันออก ในทางวิทยาศาสตร์ ต้นไผ่สีสุกจะช่วยอำพรางแสงที่ส่องเข้ามาในอาคารไม่ให้ร้อนเกินไป
  7. โกสน : ต้นไม้มงคลโบราณที่นิยมปลูกกันมาตั้งนานแล้วตามความเชื่อของชาวไทย เพราะจะช่วยสร้างบุญกุศล ให้ผู้ปลูกพบแต่ความสุขความเจริญ ลักษณะเด่นคือมีใบที่รูปทรงและสีสันสวยงาม
  8. ว่านหางจระเข้ : นอกจากพืชชนิดนี้จะเป็นพืชมงคลแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาครอบจักรวาลมาก ๆ เพราะวุ้นของว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยสมานแผลน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ต่าง ๆ ส่วนในเรื่องความเชื่อว่ากันว่าหากปลูกจนออกดอกได้เมื่อไหร่ โชคลาภจะเข้าหาตัวเมื่อนั้น
  9. เดหลี : สำหรับต้นไม้ชนิดสุดท้ายนี้ เรียกได้ว่ามีความสวยงามมาก เพราะมีใบสีเขียวเข้มกับดอกสีขาว นอกจากจะช่วยเสริมโชคลาภ ให้ผู้ปลูกมีอายุมั่นขวัญยืนแล้ว ยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศช่วยดูดซับสารพิษ แต่ข้อเสียก็คือเกสรของดอกที่อาจไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้

ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ต้องเริ่มต้นอย่างไร ?

แน่นอนว่าการจะนำต้นไม้สักต้นมาปลูกให้สวยงามตลอดรอดฝั่งก็ต้องอาศัยการดูแล การตกแต่ง รวมถึงสภาพแวดล้อมก็ต้องเหมาะสมด้วย

หากจะปลูกต้นไม้ในออฟฟิศต้องทำอย่างไร - 9 ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ค้าขายร่ำรวย

  • แสงแดด : ต้นไม้ที่สามารถปลูกในบ้านได้ส่วนใหญ่แล้วเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการแสงแดดน้อย แต่ก็ควรออกไปรับแสงบ้างเพื่อความสวยงามสมบูรณ์ของต้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเจอกับแสงแดดจ้า เพราะอาจทำให้ใบเหี่ยวเฉาได้ ที่เหมาะสมที่สุดคือแสงแดดตรงระเบียงหรือริมหน้าต่าง เป็นต้น
  • การรดน้ำ : ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านจะมีการคายน้ำน้อยกว่าต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้กลางแจ้ง ดังนั้นเราจึงไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไปเพราะจะทำให้รากเหี่ยวเฉาได้ เวลาที่ควรรด ประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว
  • เลือกตำแหน่งให้ดี : การปลูกต้นไม้ในออฟฟิศหรือในอาคารอื่น ๆ ไม่ควรนำไปวางใกล้กับจุดที่มีความร้อน เช่น ข้างตู้เย็น เตาแก๊ส หรือไมโครเวฟ เพราะจะทำให้ต้นไม้เฉาได้
  • ทำความสะอาดใบอย่างสม่ำเสมอ : ต้นไม้ตามธรรมชาติจะได้รับน้ำฝนชะล้างฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่ติดตามใบอยู่แล้ว เมื่อนำมาปลูกในบ้านจึงขาดกลไกธรรมชาตินี้ไป เพราะฉะนั้นผู้ปลูกอย่างเราจึงต้องคอยนำผ้าชุบน้ำสะอาดมาเช็ดตามใบให้เงางามอยู่เสมอ
  • การตัดแต่ง : ต้นไม้ถึงแม้จะปลูกในบ้าน หรือออฟฟิศ ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการตัด ตกแต่งกิ่ง ใบ ลำต้น เพื่อให้ฟอร์มต้นสวยงาม ดูแล้วสบายตา ไม่รกรุงรัง โดยการใช้อุปกรณ์ทำสวนคุณภาพสูงเข้ามาช่วย
  • คอยเติมดินเติมปุ๋ย : การปลูกต้นไม้ในออฟฟิศก็ไม่ต่างจากการปลูกต้นไม้นอกอาคาร ดินในกระถางมักจะพร่องลงไป และสารอาหารในดินก็จะลดน้อยลงไปด้วย เราควรหมั่นเติมปุ๋ยคอกเก่า รวมถึงปุ๋ยอาหารเสริมที่เป็นสูตรละลายช้าเข้าไปด้วย 3 เดือนครั้ง
  • เลือกต้นไม้ที่เหมาะกับตัวเอง : บางท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ละอองเกสรต่าง ๆ ดังนั้นจึงไม่ควรเลือกต้นไม้ที่มีดอกมาปลูกไว้ในบ้าน เช่น เดหลี ควรเลือกต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้ หรือใครอยากมุ่งไปทางมูเตลู ก็สามารถเลือกจากตัวอย่างพันธุ์ไม้ทั้ง 9 ตามข้างต้นได้เลย

ยุคนี้สมัยนี้แค่ปลูกต้นไม้ในบ้านหรือออฟฟิศเฉย ๆ คงธรรมดาไป หากอยากหาสิ่งมาเสริมให้ธุรกิจรุ่งเรืองตามความเชื่อ นอกจากฮวงจุ้ย หรือสิ่งมงคลต่าง ๆ แล้ว ต้องมีต้นไม้มงคลเสริมไปด้วย แต่จะปลูกทั้งที เราก็ต้องรู้วิธีเลือกหรือดูแลรักษาให้ต้นไม้โตได้งามตลอดรอดฝั่งถึงจะมีความรุ่งเรืองแบบครบสูตร

#ต้นไม้มงคลเรียกทรัพย์ #ต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน 

Digital Door Lock ปลอดภัย ไม่ง้อกุญแจ

Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี

ทุกวันนี้ภัยโจรกรรมต่าง ๆ เช่น โจรขึ้นบ้าน นับวันยิ่งรุนแรงและอุกอาจขึ้นเรื่อย ๆ ทำเอาเจ้าบ้านอย่างเราต่างต้องรู้สึกขวัญผวาต้องรีบหาตัวช่วยมาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้ที่อยู่อาศัยโดยด่วน และหนึ่งในนั้นก็คือ “Digital Door Lock” หรือกลอนประตูดิจิตอลที่ให้ความปลอดภัยยิ่งกว่ากลอนประตูธรรมดาทั่วไป

ความจริงแล้วกลอนประตูดิจิตอล มีใช้กันมานานแล้วในประเทศไทย หากแต่ที่เราไม่ค่อยพบเห็นว่าใช้กันอย่างแพร่หลาย คงเป็นเพราะภาพจำว่า “ไม่จำเป็น” กุญแจธรรมดา ๆ ก็แน่นหนาดีอยู่แล้ว หรือ “ราคาที่แพง” กว่าเดิมมากจนหลายคนยังไม่กล้าลงทุน แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เราเพียงเท่านั้น แต่บางครั้งยังทำให้อาชญากรหรือมิจฉาชีพเข้าถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเช่นกัน หากไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมมากพอ

นี่จึงเป็นที่มาของกระแส “Smart home” หรือระบบบ้านอัจฉริยะ เป็นการนำเทคโนโลยีมารวมเข้ากับการจัดการดูแลบ้าน ซึ่งจะเน้นในเรื่องของ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความรวดเร็วประหยัดเวลา และการประหยัดพลังงาน

Digital Door Lock ในปัจจุบันมีกี่รูปแบบ ?

กลอนประตูดิจิตอล หรือ Digital Door Lock ก็จัดเป็นอุปกรณ์หนึ่งในระบบบ้านอัจฉริยะเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือกลอนประตูที่เปลี่ยนจากระบบกุญแจปกติ มาเป็นแบบอัตโนมัติ การจะเปิดกลอนประตูดิจิตอลจะต้องใช้การเข้ารหัสหรือการยืนยันตัวตนจากเจ้าของที่พักอาศัย และเมื่อปิดประตู ระบบก็จะสามารถทำการล็อกให้ในทันที จึงมีความปลอดภัยและมีกลไกที่ซับซ้อนกว่าระบบล็อกกุญแจแบบเดิม ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันเหตุอันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

ในปัจจุบันกลอนประตูดิจิตอลแบ่งตามการติดตั้งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

กลอนประตูดิจิตอลแบ่งตามการติดตั้งได้เป็น 2 ประเภท

แบบระบบหลัก (Mortise หรือ Main Lock)

 

แบบระบบหลัก (Mortise หรือ Main Lock) คือการติดตั้งลูกบิดหรือกลอนที่มีอยู่เดิม  พูดง่าย ๆ ก็คือ เราต้องถอดลูกบิดและช่องเสียบกุญแจเดิมออก จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติเข้าไปแทน แต่การติดตั้งรูปแบบนี้จำเป็นต้องวัดขนาดหรือความหนาของประตู รวมถึงดูวัสดุของประตูร่วมด้วย ว่าสามารถติดตั้งได้หรือไม่


Digital Door Lock ในปัจจุบันมีกี่รูปแบบ ?

แบบระบบรอง (Rim Lock)

 

แบบระบบรอง (Rim Lock) คือการติดตั้งระบบกลอนอัตโนมัติเสริมเพิ่มเติมจากระบบกลอนเดิม หากใครเคยเห็นจะเป็นการนำกล่องระบบล็อกอีกตัวมาติดอยู่เหนือลูกบิดประตูที่มีอยู่เดิม ซึ่งแบบนี้จะติดตั้งได้ง่ายกว่า และใช้งบประมาณไม่สูงมาก แต่อาจจะรูปลักษณ์ภายนอกอาจจะไม่สวยงามเท่ากับระบบ Mortise 

นอกจากนี้ระบบล็อกของกลอนประตูดิจิตอลยังมีให้เลือกหลายรูปแบบตามความสะดวกการใช้งาน

  • ระบบกดรหัส : ระบบพื้นฐานที่ต้องมีในทุกยี่ห้อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งสะดวกสบายมาก เพราะไม่ต้องพกทั้งกุญแจ ไม่ต้องพกทั้งคีย์การ์ด แต่สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือรหัส หากวันดีคืนดีนึกไม่ออกขึ้นมา อาจเข้าบ้านไม่ได้ก็เป็นได้ หรือข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่เราต้องกดรหัส รอยนิ้วมือของเราจะยังหลงเหลืออยู่ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพได้ ดังนั้นจึงอาจต้องเลือกรุ่นที่ไม่ทิ้งรอยนิ้วมือไว้หรือมีระบบป้องกันเพิ่มเติม เช่นการให้กดสุ่มเลขก่อน/หลังการกดรหัสจริง 
  • ระบบคีย์การ์ด : นี่ก็เป็นอีกระบบที่มีอยู่คู่กลอนประตูอัตโนมัติมานาน สิ่งที่เราต้องพกก็คือคีย์การ์ดซึ่งอาจมีหลายใบสำหรับคนอื่น ๆ ในครอบครัว ถึงเวลาก็แค่นำมาสแกนที่เครื่องได้เลย บางรุ่นอาจมีระบบที่สามารถใช้คีย์การ์ดเข้าคอนโด หรือบัตรรถไฟฟ้า แทนคีย์การ์ดของประตู ทำให้ไม่ต้องพกบัตรหลาย ๆ ใบ 
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือ : เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมมาก เนื่องจากคนนอกจะไม่สามารถเข้าบ้านหรือห้องของเราได้ นอกเสียจากคนที่ได้บันทึกรอยนิ้วมือเอาไว้กับเครื่อง 
  • ระบบแอปพลิเคชัน : เป็นระบบสุดไฮเทคที่สามารถสั่งการให้เปิดปิดประตูได้จากระยะไกล ไม่ต้องพกกุญแจ คีย์การ์ด หรือจำรหัส เพียงแค่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่พกติดตัวเอาไว้ ระบบแบบนี้เหมาะสำหรับเวลาที่มีคนมาบ้านแล้วเราอยากให้เขาเข้าไปรอด้านใน เราสามารถกดส่งรหัสชั่วคราวผ่านแอปฯ ส่งไปให้เพื่อนได้เลย
  • ระบบรวมทุกอย่าง : คือกลอนอัตโนมัติที่รวมทุกระบบข้างต้นมาไว้ในเครื่องเดียว นอกจากนี้ยังอาจมีระบบสแกนส่วนต่าง ๆ ในร่างกายมาให้ด้วย เช่น สแกนตา สแกนใบหน้า เป็นต้น รวมถึงระบบกุญแจสำหรับกรณีเครื่องแบตเตอรี่หมด หรือเกิดเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ

Digital Door Lock ปลอดภัย ไม่ง้อกุญแจ

แน่นอนว่าไฮเทคขนาดนี้ย่อมมากับข้อดีต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย หรือความปลอดภัย

  • กลอนประตูอัตโนมัติช่วยป้องกันการโจรกรรม เช่น กรณีโจรขึ้นบ้านได้อย่างดี อย่างที่ทราบกันว่าโจรสมัยนี้สามารถสะเดาะกุญแจได้อย่างช่ำชอง แต่กลอนประตูอัตโนมัตินี้ เนื่องจากต้องใช้รหัสผ่าน หรือการสแกนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นคนที่รู้รหัส หรือบันทึกข้อมูลกับเครื่องเท่านั้นถึงจะเข้ามาภายในบ้านได้ อีกทั้งบางรุ่นยังมีระบบเตือนภัยมาให้ด้วย หากใครพยายามงัดแงะ ก็จะส่งเสียงเตือนทันที
  • กลอนประตูอัตโนมัติช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้นมาก อย่างแรกเลยคือไม่ต้องพกกุญแจบ้านให้หนักกระเป๋าอีกต่อไป อาจมีเพียงแค่คีย์การ์ดหนึ่งใบ หรือสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง หรืออาจไม่ต้องพกอะไรเลย แค่จำรหัสเท่านั้น
  • ประหยัดเงิน เมื่อระบบประตูบ้านของเราปลอดภัย โจร หรืออาชญากรต่าง ๆ ก็ไม่สามารถเข้ามาทำลายข้าวของให้เสียหายได้อีกต่อไป จึงตัดงบซ่อมแซมบ้านกรณีถูกงัด หรือกรณีสูญเสียทรัพย์สินไปได้เลย
  • จัดการระบบภายในบ้านแบบสมาร์ท ๆ เพราะกลอนประตูอัตโนมัตินับเป็นอุปกรณ์ Smart home อย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราควบคุมระบบต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดประตู หรืออาจเชื่อมต่อกับระบบกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • ใช้แบตเตอรี่ ทำให้ไม่ต้องมีการเดินสายไฟ และยังไม่ต้องกังวลใจเมื่อไฟดับ สามารถเข้าออกบ้านได้อย่างสบายใจ

กลอนประตูดิจิตอล Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี

อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนจากระบบกุญแจธรรมดามาเป็นกลอนประตูอัตโนมัติก็มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหมือนกัน

  • สำรวจประตู : การจะติดตั้งระบบกลอนอัตโนมัติต้องคำนึงถึงประตูด้วย เพราะแต่ละแบบแต่ละรุ่นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป วัสดุของประตูที่เหมาะสมสามารถติดตั้งได้หมดทั้งประตูไม้ ไม้สังเคราะห์ เหล็ก อะลูมิเนียม กระจก ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นบานพับ หรือบานเลื่อน ควรมีความหนา 3.5 เซนติเมตรขึ้นไป ความกว้าง 10 เซนติเมตรขึ้นไป ทั้งนี้กลอนประตูอัตโนมัติแต่ละยี่ห้อก็อาจเข้าได้กับประเภทประตูที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงต้องปรึกษากับผู้จัดจำหน่ายแต่ละเจ้าด้วย
  • คุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น : เชื่อว่าคงมีหลายท่านกำลังมองหากลอนประตูอัตโนมัติสำหรับติดตั้งที่ประตูหน้าบ้านซึ่งต้องเจอทั้งแดด ลม ฝุ่น และที่สำคัญคือฝน หากปล่อยไว้นาน ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องลดลง หากเราเลือกซื้อกลอนประตูอัตโนมัติที่มีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนในการดูแลหรือซ่อมบำรุงได้ โดยมาตรฐานที่ควรคำนึงเมื่อเลือกซื้อ ต้องดูว่ามีค่า  IP หรือ International Protection ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำหรือฝุ่นสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือไม่ สำหรับระดับที่แนะนำและใช้กันแพร่หลายในระบบกลอนอัตโนมัติจะอยู่ที่ IP55 ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก และหยดน้ำเม็ดใหญ่ ๆ ได้ 
  • เลือกระบบล็อกที่ใช่ : ในเมื่อกลอนประตูอัตโนมัติมีหลายรูปแบบให้เลือก เท่ากับว่าเราสามารถเลือกติดตั้งระบบที่เหมาะกับเราได้ เช่น ใครเป็นคนไม่ชอบจำรหัสผ่าน ก็อาจเลือกเป็นระบบสแกนลายนิ้วมือ หรือใครที่เพื่อนมาบ้านบ่อย ๆ แล้วอยากเปิดประตูให้แขกเข้ามารอในบ้านได้ทันที แนะนำให้เลือกระบบแบบแอปพลิเคชันที่เราสามารถปลดล็อกได้จากระยะไกล
  • แบตเตอรี่ : หากคิดจะเปลี่ยนมาใช้กลอนประตูอัตโนมัติต้องไม่ลืมว่ากลไกของมันใช้แบตเตอรี่ในการทำงาน ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อใช้ไปนาน ๆ  แต่ไม่ต้องห่วงว่าอยู่ดี ๆ จะหมดแบบไม่บอกไม่กล่าวจนใช้งานไม่ได้นะคะ เพราะระบบเขาจะมีเตือนบอกล่วงหน้าอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาก็แค่นำแบตเตอรี่ใหม่ไปเปลี่ยนเท่านั้น

การติดตั้งกลอนประตูอัตโนมัติ หรือ Digital Door Lock นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีและคุ้มค่าในการรักษาความปลอดภัยให้กับที่พักอาศัยของเรา แต่การจะเปลี่ยนจากกลอนธรรมดามาเป็นแบบอัตโนมัติจะต้องคำนึงถึงลักษณะของประตูเดิมด้วย และที่สำคัญคือควรคำนึงถึงคุณภาพของตัวเครื่อง เช่น มาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่น เพื่อให้สามารถใช้งานได้นาน ๆ นั่นเอง

Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี ?

Kudos มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยดีไซน์และเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางด้านสินค้าที่สำคัญของเรา เราร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี Digital Door Lock ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น igloohome จากประเทศสิงคโปร์ หรือ ALPHA LOCK ผู้นำดิจิตอลล็อคจากประเทศญี่ปุ่น

พันธมิตรทางธุรกิจของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทำให้เรามั่นใจว่าที่ Kudos จะช่วยให้คุณตอบคำถามเรื่อง Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี ? ได้เป็นอย่างดี

Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี

เลือกซื้อฝักบัวอย่างไร ให้เจอฝักบัวที่ใช่!

ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้อไหนดี เลือกซื้อฝักบัวอย่างไร ให้เจอฝักบัวที่ใช่!

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีแพลนที่จะรีโนเวทห้องน้ำ หรืออยู่ในระหว่างการออกแบบห้องน้ำในฝัน ก็อาจให้ความสำคัญและใช้เวลาไปกับการเลือกกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ชิ้นใหญ่ ๆ โดยที่อาจจะมองข้ามอุปกรณ์ชิ้นสำคัญอย่าง “ฝักบัว” ไป หลาย ๆ คนอาจคิดว่าฝักบัวไม่ได้มีฟังก์ชันการทำงานอะไรมากมาย แค่เลือกฝักบัวที่เข้ากับดีไซน์ห้องน้ำก็น่าจะเพียงพอ แต่จริง ๆ แล้วในปัจุบันนี้ ฝักบัวได้มีการออกแบบ และ เพิ่มฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ และ ไลฟสไตล์ของแต่ละบุคคล

ในอดีตคนอาจจะเลือกฝักบัวจากดีไซน์เป็นหลัก ว่าหน้าตา หรือ สี ของฝักบัวเข้ากับห้องน้ำได้ไหม แต่เมื่อได้ใช้งานจริงแล้วมักจะเจอปัญหาหลาย ๆ อย่างเช่น ฝักบัวน้ำไม่แรง, สายน้ำไม่นุ่มนวล หรือวัสดุแตกหักง่ายไม่ทนทาน ทาง Kudos ได้เลือกผลิตภัณฑ์ฝักบัวคุณภาพสูง 3 รุ่นยอดนิยมมา โดยที่ฝักบัวแต่ละรุ่นก็จะมีทั้งดีไซน์ และฟังก์ชันที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหา (Pain Points) ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้มักต้องเผชิญ

  • ฝักบัวน้ำไม่แรง ปัญหาใหญ่ที่มักเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้เจ้าของบ้านต้องปวดหัว ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาแรงดันน้ำในห้องน้ำชั้นบนของบ้าน โดยเฉพาะ บ้านที่เป็นอาคารพาณิชย์ หรือ ทาวน์โฮม การเปลี่ยนปั๊มน้ำให้แรงดันสูงขึ้นก็เป็นตัวเลือกที่ราคาสูง และ มีความเสี่ยงที่ท่อน้ำภายในอาจรับแรงดันไม่ไหว 
  • สายน้ำไม่นุ่มนวล หน้าฝักบัวในฝักบัวบางรุ่น อาจออกแบบให้รูฝักบัวให้มีขนาดเล็กมาก ๆ เพื่อให้น้ำแรง จนสายน้ำที่ออกมาจากหน้าฝักบัวไม่มีความนุ่มนวล รู้สึกระคายผิว
  • ไม่ทนทาน แตกหักง่าย น้ำรั่วซึม ฝักบัวที่ผลิตจากวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจแตกหักง่ายเมื่อทำหล่น หรือกระแทก นอกจากนี้ยังมักจะมีการรั่วซึมของน้ำออกจากหน้าฝักบัวแม้ในขณะที่ปิดน้ำแล้ว

เปรียบเทียบฝักบัว KUDOS

KUDOS ได้ศึกษา และ วิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ เพื่อที่จะคัดสรรฝักบัวที่ช่วยทั้งตอบโจทย์การใช้งานที่ต่างกันของผู้ใช้แต่ละคน และ ต้องปราศจากปัญหากวนใจที่ผู้ใช้มักพบเจอ 

“ฝักบัวทั้ง 3 รุ่นของ Kudos มีสายน้ำที่ไหลแรง แต่นุ่มนวลไม่บาดผิว และผลิตจากวัสดุเกรดพรีเมี่ยมมีความทนทาน หมดปัญหาเรื่องปั้มน้ำไม่แรง ฝักบัวแตกหักง่าย หรือน้ำรั่วซึมจากหน้าฝักบัว”

KUDOS Purebliss Shower

ฝักบัวกรองคลอรีนจากประเทศญี่ปุ่น KUDOS Purebliss เป็นฝักบัวที่ถูกใจกลุ่มคนที่มีผิวแพ้ง่าย แพ้น้ำประปา และคลอรีน โดยเฉพาะครอบครัวที่มี เด็กแรกเกิด หรือ ผู้สูงอายุ ที่ผิวมีความบอบบาง ไวต่อสารที่กระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น ผิวแห้ง ผื่นแดง แสบคัน ไม่สบายตัว ด้วยนวัตกรรมกรองคลอรีน Water-Pure FilterTM ที่มีแคลเซียมซัลไฟต์ช่วยดูดซึมคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำประปา ทำให้น้ำที่ไหลออกมาบริสุทธิ์สามารถอาบน้ำได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าจะมีคลอรีนตกค้างมาทำร้ายผิวและเส้นผม

 

https://www.youtube.com/watch?v=HKMeQhmuqf0


มีการนำเทคโนโลยีการออกแบบองศาการไหลของน้ำและรูฝักบัวให้มีขนาดเล็ก AtomistTM ที่ถึงแม้ว่าหัวฝักบัวของ KUDOS Purebliss จะออกแบบให้มีขนาดเล็ก แต่สายน้ำนั้นยังคงไหลแรง กระจายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้อาบได้สะอาดทั่วถึง และ สายน้ำยังคงนุ่มไม่บาดผิว

ในส่วนของการออกแบบ KUDOS Purebliss ก็ได้นำหลักการ Universal Design มาใช้ โดยคำนึกถึงหลักสรีรศาสตร์ในการออกแบบมือจับให้โค้งมน จับง่าย และน้ำหนักเบา ทำให้ผู้สูงอายุและเด็ก ๆ สามารถใช้งานได้สะดวก และปลอดภัยเมื่อใช้งานตามลำพัง

 

KUDOS Mist

ฝักบัวละอองหมอก KUDOS Mist ที่ออกแบบมาเพื่อ สาว ๆ ที่ชื่นชอบการแต่งหน้า และดูแลผิวพรรณโดยเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูง ลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่น Micro MistTM ที่น้ำจะถูกบีบอัดผ่านรูขนาดเล็กและมีลักษณะเกลียวที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้เกิดละอองน้ำอนุภาคขนาดเล็กคล้ายหมอก ที่นอกจะช่วยทำให้การทำความสะอาดผิวหน้า และรูขุมขนได้อย่างสะอาดล้ำลึก ช่วยลดปัญหาสิวอุดตันต่างๆ และยังช่วยปรับลดอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะกับผิวหน้าโดยอัตโนมัติ ป้องกันการเกิดริ้วรอย และผิวหน้าแห้งกร้านจากการล้างหน้าด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป

One Touch Lever ปรับการไหลของน้ำได้ง่าย ๆ แค่ปรับฟังก์ชันที่หัวฝักบัว เมื่ออาบน้ำก็เลือกใช้ Normal Stream สายน้ำไหลแรง แต่ยังนุ่มไม่บาดผิว หรือจะล้างหน้าก็แค่เปลี่ยนเป็น Mist Stream ละอองหมอกช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก นอกจากนี้ยังมีปุ่มเปิด – ปิดน้ำที่ด้ามจับ ทำให้ง่ายต่อการควบคุมสายน้ำ และยังช่วยประหยัดน้ำอีกด้วย


KUDOS X-Stream (Hydro Massage)

ฝักบัวแรงดันสูง KUDOS X-Stream (Hydro Massage) จากประเทศญี่ปุ่น ช่วยคลายความเมื่อยเหนื่อยล้า ด้วยฟังก์ชันการใช้สายน้ำนวดบำบัดเฉพาะจุด โดยสายน้ำถูกออกแบบมาเป็นพิเศษมีแรงดันสูง ทำให้ช่วยลดอาการปวดเมื่อย และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน ๆ มีอาการ Office-Syndrome หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ นอกจากนี้ด้วยสายน้ำที่ไหลแรงเป็นเอกลักษณ์ของ KUDOS X-Stream ทำให้สามารถทำความสะอาดร่างกาย หรือขจัดสิ่งตกค้างและความมันบนหนังศีรษะได้อย่างดีเยี่ยม ในระยะเวลาอันสั้น


KUDOS X-Stream ยังมีฟิลเตอร์สำหรับกรองคลอรีนและสิ่งสกปรก ที่อาจก่อให้เกิดอาการผิวแห้ง อาการแพ้ ระคายเคืองผิวหนัง, หนังศีรษะและเส้นผม 

การออกแบบให้มีก้านปัดบนหน้าฝักบัว ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันเป็น Normal Stream สำหรับการชำระล้างร่างกายแบบปกติได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันไหน ๆ สายน้ำก็แรง ไม่บาดผิว ครอบคลุมทั่วทั้งร่างกาย และยังช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าฝักบัวทั่วไปถึง 30 %


ตารางเปรียบเทียบฟังก์ชันของฝักบัว Kudos


ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้อไหนดี


น้ำไหลแรง ช่วยเพิ่มแรงดันน้ำ


สายน้ำนุ่มนวล ไม่บาดผิว


รับประกันการรั่วซึม*


กรองคลอรีน


ปรับฟังก์ชันได้


Made in Japan


ประหยัดน้ำ


Kudos Purebliss


Teams: ✔️


Teams: ✔️


2 ปี


Teams: ✔️


24/7 Support:


Teams: ✔️


45%


Kudos Mist


Teams: ✔️


Teams: ✔️


2 ปี


24/7 Support:


Teams: ✔️


Teams: ✔️


45%


Kudos X-Stream


Teams: ✔️


Teams: ✔️


2 ปี


Teams: ✔️


Teams: ✔️


Teams: ✔️


30%


ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้ออะไรดี


ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้ออะไรดี

*รับประกันการรั่วซึมเฉพาะบริเวณหัวฝักบัวและหน้าฝักบัว

ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้อไหนดี!? เลือกอย่างไรให้เจอฝักบัวที่ใช่

หากใครรู้สึกว่าฝักบัวที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน ข้อมูลข้างต้นน่าจะช่วยตอบคำถามว่า “ฝักบัวแบบไหนดี!?” หมดคำถามเรื่องฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้ออะไรดี และช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อฝักบัวได้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ.

ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย

วิธีล้างหน้า ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย

เมื่ออายุเข้าสู่วัย 25+ สิ่งที่ตามหลอกหลอนเรานอกจากอาการปวดหลังแล้วก็คือ ปัญหาผิวหน้าของสาววัย 20 ปลาย ๆ เมื่อสมัยที่เป็นวัยรุ่น สิ่งที่ปวดหัวก็อาจจะเป็นเรื่องของสิวหรือผิวมัน แค่ทายา หาหมอ แป๊บเดียวก็หาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็มีปัญหาผิวตามมาอีกเป็นพรวน เพราะนอกจากสิวแล้ว ยังมีปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาอีกอย่างหนักหน่วง  ซึ่งสองปัญหาผิวตัวท็อป นั่นก็คือภาวะหน้าแห้ง และริ้วรอย นอกจากปัญหาผิวตามวัยดังที่ว่ามาแล้ว ยังจะมีปัญหาผิวที่เกิดจากปัจจัยภายนอกเพิ่มเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่นควัน หรือมลพิษต่าง ๆ ที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวัน และเมื่อทั้งหมดทั้งมวลนี้มารวมกัน ผิวหน้าของเราจึงไม่สวยใสอย่างที่เคยเป็น

สำหรับปัญหาที่สาว ๆ วัยทำงานอย่างเราต้องเจอกัน หลัก ๆ แบ่งได้เป็นดังนี้

ริ้วรอย

นี่เป็นปัญหาที่ปวดหัวมากที่สุด และแก้ยากที่สุดสำหรับสาว ๆ วัยทำงาน เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นคอลลาเจนซึ่งเป็นตัวช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งเด้งดึ๋งก็เริ่มผลิตลดน้อยลงไป ทำให้ใบหน้าที่เคยตึงเปรี๊ยะ กลับเริ่มหย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น ปัญหามลภาวะต่าง ๆ ที่เราต้องเจอในทุกวันยังเป็นตัวการทำลายคอลลาเจนและความแข็งแรงของผิวหน้า หากดูแลไม่ดี รับรองริ้วรอยถามหาแน่นอน

ผิวแห้งและหมองคล้ำ

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยก็คือปัญหาหน้าแห้ง จับแล้วรู้สึกหยาบกร้าน ไม่ชุ่มชื้นเหมือนแต่ก่อน แถมยังดูหมอง ๆ อีก ปัญหานี้เกิดมาจากกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid หรือ HA) ในชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อมีการผลิตออกมาน้อยลงตามวัย ซึ่งเจ้า HA นี้แหละที่จะเป็นตัวช่วยกักเก็บน้ำ รวมถึงคอลลาเจนในผิวหนังของเราให้นุ่มเด้ง แน่นอนว่าเมื่อปริมาณลดน้อยลงไป หน้าของเราจึงแห้ง และตามมาด้วยริ้วรอยนั่นเอง

หน้ามัน

มาถึงข้อนี้ หลายคนอาจจะงงว่าตกลงยังไงกันแน่ ในเมื่อเรามีปัญหาผิวแห้งตามวัยอยู่แล้ว ทำไมถึงยังมีเรื่องหน้ามันอีก ความจริงแล้ว 2 ข้อนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันค่ะ เพราะเวลาที่ชั้นผิวหนังของเราขาดน้ำ ต่อมไขมันก็ยิ่งต้องผลิตไขมันออกมาเคลือบผิวหน้าเพื่อป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่หากดูแลผิวหน้าให้ชุ่มชื้นตั้งแต่ชั้นผิว ความมันก็จะลดน้อยลง

สิว

ไม่มีใครบอกว่าสิวจะหยุดขึ้นแม้เราจะผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นมาแล้ว พอเราก้าวเข้าสู่วัย 25+ ฮอร์โมนในร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงมีประจำเดือน หากสังเกตดี ๆ จะพบว่ามักมีสิวขึ้นบริเวณคาง หรือรอบปาก ไหนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยอีก ยิ่งพังเข้าไปใหญ่ ปัญหานี้เราควรแก้กันตั้งแต่ต้นตอ นั่นคือ ต้องเสริมสร้างความชุ่มชื้นในชั้นผิวหนังเพื่อลดการผลิตน้ำมันบนผิวหน้าที่มากเกินไปนั่นเอง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือปัญหาหลัก ๆ ที่ชาววัย 25+ มักจะต้องเจอ แน่นอนว่าปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่จะช่วยขจัดเรื่องเหล่านี้ลงไปได้ เช่น การพึ่งมือหมอ แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากเราสามารถแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการล้างหน้าอย่างถูกวิธี

การล้างหน้าสำคัญอย่างไร

การรักษาผิวหน้าให้สวยใสแม้วัยจะเข้าสู่ช่วงวัย 20 ปลาย ๆ นั้นเริ่มต้นได้ด้วยตัวเราเองแค่ล้างหน้าให้ถูกวิธี โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ต้องแต่งหน้าเป็นประจำยิ่งต้องใส่ใจในขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้าเป็นพิเศษ

วิธีล้างหน้าอย่างถูกวิธีสำคัญอย่างไร!?

ขจัดสิ่งสกปรก

ในแต่ละวันเราต้องเจอทั้งมลพิษหรือสิ่งสกปรกจากภายนอกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้มาเกาะที่ผิวของเรา หากไม่ล้างทำความสะอาดให้ดี คิดดูว่าหน้าเราจะมีสิ่งสกปรกตกค้างขนาดไหน อีกทั้งมลพิษเหล่านี้ยังเป็นตัวการทำลายผิวของเราซึ่งจะทำให้เกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำตามมา ดังนั้นการล้างหน้าจะช่วยให้ผิวของเรากลับมาสะอาดและสดชื่นอีกครั้ง

ลดสิว

สารและสิ่งสกปรกตกค้างก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว แต่ที่ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นคือรูขุมขน ในแต่ละวันผิวหน้าของเราจะมีการผลิตน้ำมันออกมา บางครั้งก็ผลิตมากจนเข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขน และหากไม่ล้างหน้าให้ถูกวิธี ไขมันอุดตันเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดสิวต่อไปนั่นเอง

เตรียมพร้อมรับการบำรุง

วัย 25+ เป็นวัยที่ผิวหน้าต้องได้รับการบำรุงอย่างดี การล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นการปรับสมดุลค่า pH ของผิว ช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดรูขุมขนให้เปิดรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้อย่างเต็มที่ ลองคิดดูสิคะ ว่าหากเราล้างหน้าแบบไม่ใส่ใจอาจยังเหลือสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ แม้จะได้ครีมบำรุงดีแค่ไหน แต่ก็คงไม่สามารถซึมลึกลงไปใต้ผิวหนังได้หมด เพราะฉะนั้นการล้างหน้าอย่างถูกวิธีในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก

ล้างหน้าอย่างไรจึงจะถูกวิธี

การล้างหน้าให้ถูกวิธีไม่ใช่เรื่องยาก แต่อุปสรรคที่สำคัญที่คอยฉุดรั้งเราจากการมีใบหน้าที่สวยใสเอาไว้ก็คือความขี้เกียจ หากใครกำลังมีความคิดแบบนี้ ขอให้สลัดจากหัวไปด่วน ๆ เพราะคงไม่มีใครอยากมีใบหน้าแก่ก่อนวัยหรอกใช่ไหมคะ นอกจากนั้น เดี๋ยวนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ตัวช่วยให้เราล้างหน้าได้สะอาดและสะดวกรวดเร็วขึ้นด้วยนะ



ล้างหน้าอย่างไรจึงจะถูกวิธี - ล้างเครื่องสำอางก่อนเป็นอันดับแรก


ล้างเครื่องสำอางก่อนเป็นอันดับแรก

แม้ในโฆษณาจะบอกว่าโฟมล้างหน้าตัวนั้นตัวนี้ทำความสะอาดได้ล้ำลึกแค่ไหน แต่ก็ยังสู้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางโดยเฉพาะไม่ได้ เพราะเมคอัพบางตัวที่เราใช้ เช่น รองพื้น ครีมกันแดด หรือมาสคาร่า มีคุณสมบัติกันน้ำได้ ดังนั้นการล้างหน้าด้วยน้ำและโฟมธรรมดาอาจไม่พอ นอกจากนั้นการที่เราปล่อยเครื่องสำอางค้างไว้บนใบหน้ายังอาจทำให้เกิดปัญหาสิวหรือริ้วรอยตามมาอีกด้วย




ล้างหน้าเท่าที่จำเป็น

แม้จะบอกว่าล้างหน้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ใช่ว่าล้างบ่อย ๆ แล้วหน้าจะใสเสมอไป เพราะทุกครั้งที่เราทำความสะอาดผิวหน้า เท่ากับเราเอาน้ำมันเคลือบผิวที่ช่วยปกป้องผิวออกไปด้วย และหากล้างบ่อยเกินไป หมายความว่าป้อมปราการผิวตามธรรมชาติก็จะถูกทำลายไปแบบไม่เหลือ ทำให้เกิดปัญหาผิวระคายเคืองหรือแพ้ง่ายตามมา ความถี่ในการล้างหน้าที่แพทย์ผิวหนังแนะนำคือ 2 ครั้งต่อวัน คือตอนกลางคืน และตอนเช้า ยกเว้นผู้ที่ต้องเสียเหงื่อมาก ๆ อย่างเช่นนักกีฬาอาจล้างหน้าได้บ่อยกว่านั้นได้



ล้างหน้าอย่างไรจึงจะถูกวิธี - ล้างหน้าเท่าที่จำเป็น





วิธีล้างหน้า - เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับตัวเอง


เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับตัวเอง

ขั้นตอนนี้เราต้องรู้จักผิวของเราในเบื้องต้นเสียก่อนว่าเป็นแบบไหน ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ผิวแพ้ง่าย ผิวเป็นสิว ฯลฯ เมื่อรู้แล้วก็เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับตัวเองได้เลย แต่ไม่ว่าจะผิวแบบไหน ขณะล้างหน้าก็ไม่ควรจะถูผิวหน้าแรง ๆ แต่ควรนวดเบา ๆ ตามรูขุมขนเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกไปให้หมดจด ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 60 วินาที




ล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า VS ล้างพร้อมกับอาบน้ำ

เราอาจเคยได้ยิน หรือ เห็นจากตามโฆษณา แล้วเข้าใจว่าการล้างหน้าที่ดีควรทำให้เสร็จเรียบร้อยที่อ่างล้างหน้าก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำด้วยฝักบัว นั่นเพราะความแรงของน้ำจากฝักบัวที่มากระทบกับผิวหน้าของเรามีส่วนทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยได้เหมือนกัน แต่ปัจจุบันมีการคิดค้นฝักบัวที่ใช้ได้ทั้งชำระล้างร่างกายและทำความสะอาดผิวหน้าในคราวเดียว เหมาะกับคนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและความรวดเร็ว อย่าง ฝักบัว KUDOS Mist Shower ที่มีทั้งฟังก์ชันการใช้งานแบบฝักบัวธรรมดา (Normal Stream) กับฟังก์ชันมิสท์ (Mist Stream) โดยที่สามารถปรับโหมดได้ง่ายเพียงปุ่มเดียว จึงใช้งานได้สะดวกมาก ๆ

ฝักบัวแบบมิสท์ของ KUDOS ออกแบบหน้าฝักบัวให้มีรูจิ๋วขนาดเล็กเพียง 1 มม. ถึง 24 รู ใช้เทคโนโลยี Micro-MistTM ให้น้ำไหลออกมาเหมือนละอองหมอกละเอียดระดับไมครอน ดังนั้นจึงช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้ลึกถึงรูขุมขน ขณะเดียวกันก็มีแรงดันน้ำแบบพอดี ช่วยให้เราล้างหน้าได้อย่างอ่อนโยน ไม่ทำลายปราการผิวธรรมชาติ จึงช่วยลดการเกิดริ้วรอยได้มากกว่าฝักบัวแบบธรรมดา แถมฝักบัวแบบนี้ยังประหยัดน้ำได้มากกว่า 45% ด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นมิตรทั้งผิวและสิ่งแวดล้อม



วิธีล้างหน้า - ล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า VS ล้างพร้อมกับอาบน้ำ





วิธีล้างหน้า - อุณหภูมิของน้ำเป็นสิ่งสำคัญ


อุณหภูมิของน้ำเป็นสิ่งสำคัญ

หลายคนมักจะชอบอาบน้ำอุ่น หรือ ร้อนจัดที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศา เพราะรู้สึกสบายกว่า แต่ผิวหน้าของเราไม่สบายด้วยหรอกนะ เพราะยิ่งน้ำร้อนจัด ยิ่งทำลายความชุ่มชื้นของผิวหน้าจนแห้งกร้านและระคายเคืองได้ง่าย สุดท้ายก็กลับมาเจอกับปัญหาริ้วรอยอีก แล้วแบบนี้จะทำอย่างไร? ต้องกลับไปล้างหน้าที่อ่างล้างหน้าอีกเหรอ?

ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เขามีฝักบัวที่รักษาอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะกับผิวหน้าได้ “อย่างฟังก์ชัน Mist Stream ของฝักบัว KUDOS Mist Shower เขาปรับอุณหภูมิที่เหมาะสมมาให้แล้ว” โดยจะลดอุณหภูมิลง 3 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิการใช้น้ำอุ่นเฉลี่ยที่ 38-40 องศา ซึ่งถือว่าอุณหภูมิสูงเกินไปสำหรับผิวหน้า



ฟังก์ชันตอบโจทย์แบบนี้ใช่ว่าจะหาได้จากฝักบัวทั่วไปนะ และที่สำคัญต้องดูด้วยว่าฝักบัวที่เลือกใช้ผ่านการรับรองอะไรมาบ้าง ปลอดภัยต่อการใช้งานหรือเปล่า อย่าง KUDOS Mist Shower ได้รับการรับรองจากทั้ง มอก. ในประเทศไทย มาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น อย่าง JIS STANDARD และการวิจัยคุณภาพจาก SANEI LABORATORY ว่าทั้งประหยัดและปลอดภัย เหมาะกับการล้างหน้าเพื่อผิวสวยใสอย่างแน่นอน

https://www.youtube.com/watch?v=-E-9AIGW29I

เมื่อล้างหน้าตามขั้นตอนข้างต้นได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็ใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ มาซับเบา ๆ เท่านี้ผิวของเราก็พร้อมรับการบำรุงจากสกินแคร์กันแล้ว การบำรุงผิวหน้าให้สวยใสด้วยตัวเองโดยเริ่มจากการล้างหน้านี่ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ นอกจากจะต้องใส่ใจในผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแล้ว หากอยากสวยแบบไร้ที่ติ และวิธีล้างหน้าอย่างถูกต้องแล้ว อย่าลืมดูเรื่องของความแรงสายน้ำและอุณหภูมิของน้ำที่ใช้ล้างหน้าด้วยนะ นี่แหละ เคล็ดลับเด็ดผิวอ่อนเยาว์.

DIY เปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็น “ก๊อกน้ำอัตโนมัติ”

DIY เปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็น “ก๊อกน้ำอัตโนมัติ”

คงไม่มีใครคาดคิดว่าอยู่ดี ๆ วันหนึ่งเราต้องหันมาใส่หน้ากากออกจากบ้าน ต้องพกเจลแอลกอฮอล์ติดตัว รวมถึงต้องล้างมือจนเป็นกิจวัตรเพื่อป้องกันไวรัส Covid-19 การมาของไวรัสร้ายชนิดนี้ ส่งผลให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ หรือที่เราเรียกจนชินปากไปแล้วว่า New Normal หากจะให้หาข้อดีในวิกฤติครั้งนี้ก็คงพูดได้ว่า ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น มีความระมัดระวังตัวที่จะไม่ให้ติดเชื้อโรคมากขึ้น และสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือ “การล้างมือบ่อย ๆ”

คุณหมอจากหลากหลายสถาบันต่างลงความเห็นตรงกันว่า การล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หรือก่อนที่จะนำมือมาสัมผัสกับตัวเรา จะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายซึ่งอาจเป็นต้นตอของการติดไวรัส Covid-19 ได้ในเบื้องต้น และคุณหมอยังแนะนำอีกว่า เวลาที่เราควรจะล้างมือ ได้แก่

  • หลังสัมผัสของใช้สาธารณะ เช่น ประตู บันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟต์ ห้องน้ำ เป็นต้น
  • หลังกลับจากไปข้างนอกบ้าน / ออฟฟิศ
  • หลังการไอ หรือ จาม
  • หลังสัมผัสผู้ป่วย หรือ ผู้มีความเสี่ยง
  • หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรก
  • หลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง
  • ก่อนรับประทานอาหาร
  • ก่อนสัมผัสใบหน้า หรือ ร่างกาย

Ref; รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ล้างมืออย่างถูกวิธี ดีอย่างไร ?

แน่นอนว่าการล้างมือบ่อย ๆ จะช่วยลดสิ่งสกปรกออกไปจากมือเราได้ แต่การล้างมืออย่างถูกวิธีต่างหาก ที่จะช่วยขจัดเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายเรา องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า การล้างมืออย่างถูกวิธีนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่มีน้ำและสบู่ จากนั้นก็เริ่มล้างโดยการใช้ฝ่ามือถูเข้าหากัน ถูหลังมือและซอกนิ้ว ใช้ฝ่ามือถูหลังนิ้วทำความสะอาดซอกเล็บ ล้างหัวแม่โป้ง ล้างข้อมือ ทั้งหมดนี้ควรใช้เวลาอย่างน้อย 20-30 วินาที หรือหากใครไม่สามารถล้างด้วยน้ำและสบู่ได้ ก็ขอให้พกเจลแอลกอฮอล์ซึ่งมีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% เอาไว้ใช้แทน

ล้างมืออย่างถูกวิธี ดีอย่างไร ?

“มือ” นับเป็นปราการด่านแรกที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เพราะต้องนำไปสัมผัสสิ่งต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ข้อดีของการล้างมือบ่อย ๆ อย่างถูกวิธี สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้หลายอย่าง ไม่เพียงแค่เชื้อไวรัส Covid-19 ที่เรากลัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไข้หวัด โรคติดต่อจากการสัมผัสสิ่งสกปรก เช่น ตาแดง  โรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อหิวาตกโรค ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น และนอกจากจะเป็นการป้องกันตัวเราเองแล้ว กรณีที่เรามีเชื้อโดยไม่รู้ตัว ยังจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่คนอื่นอีกด้วย

สามารถดาวน์โหลดเอกสารแนะนำการล้างมืออย่างถูกวิธีจาก WHO ได้ที่นี่ วิธีล้างมืออย่างถูกวิธี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้จากการต้องเข้าห้องน้ำเพื่อล้างมือบ่อย ๆ ก็คือ เราจำเป็นต้องสัมผัสกับก๊อกน้ำ แม้จะล้างมือจนสะอาดตามขั้นตอนของ WHO แค่ไหน แต่การต้องเอามือเปิด  – ปิดก๊อกน้ำก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า บริเวณที่มีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียสะสมมากที่สุดในห้องน้ำ อยู่ที่วาล์วเปิด – ปิดของก๊อกน้ำถึง 127,000 ตัว ต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งมากกว่าบริเวณโถสุขภัณฑ์และประตูห้องน้ำเสียอีก และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรเปลี่ยนจากก๊อกน้ำธรรมดา มาเป็นก๊อกน้ำอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส ตามท้องตลาดในปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นหัวก๊อกน้ำอัตโนมัติที่สามารถเปลี่ยนใช้งานได้เองอยู่มากมายเลยค่ะ

หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติเลี่ยงสัมผัส

เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านส่วนใหญ่คงใช้งานก๊อกน้ำแบบใช้วาล์วเปิด-ปิด และหากจะเปลี่ยนมาใช้ก๊อกน้ำอัตโนมัติ ก็อาจกังวลว่าจะติดตั้งยากหรือเปล่า ต้องรื้อระบบน้ำทั้งระบบเลยหรือไม่ หากเป็นแบบนั้นก็คงดูไม่คุ้มค่าเท่าไร แต่ที่จริงแล้ว การติดตั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติไม่ได้ยากอย่างที่คิด และบางชนิดสามารถเปลี่ยนได้เองที่บ้านโดยไม่ต้องง้อช่าง

โดยทั่วไปแล้วก๊อกน้ำอัตโนมัติที่สามารถเปลี่ยนมาใช้งานได้มี 2 รูปแบบ

ตัวก๊อกน้ำระบบไร้สัมผัส (Touchless Faucets)

  • ตัวก๊อกน้ำระบบไร้สัมผัส (Touchless Faucets) ลักษณะเหมือนก๊อกน้ำทั่วไป เปลี่ยนจากวาล์วหมุนด้วยมือเป็นเซ็นเซอร์ระบบอัตโนมัติในตัว

หัวก๊อกน้ำ (Touchless Faucets Adapter)

  • หัวก๊อกน้ำ (Touchless Faucets Adapter) อะแดปเตอร์หัวก๊อกน้ำระบบอัตโนมัติ สำหรับเปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาให้เป็นระบบไร้สัมผัส

แบบแรกเป็นการเปลี่ยนก๊อกน้ำทั้งชิ้น และอาจต้องมีการติดตั้งกล่องควบคุมสำหรับจ่ายน้ำเพิ่มเติม แต่หากใครต้องการวิธีที่ง่ายกว่านั้น สามารถใช้หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติแบบที่ 2 มาเปลี่ยนได้เลย เพียงแค่ถอดส่วนหัวของก๊อกเดิมออก ใส่ตัวแปลงและซีลยางเข้าไป จากนั้นใส่หัวก๊อกอัตโนมัติเข้าไปแทน เท่านี้เราก็จะมีก๊อกน้ำระบบไร้สัมผัสมาไว้ใช้งานได้ง่าย ๆ แล้ว

แต่เราก็ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากจะเปลี่ยนไปใช้หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติเหมือนกัน เช่น

  • ประเภทของก๊อกเดิม : ควรคำนึงถึงขนาดของปากก๊อกเดิมและปากก๊อกอัตโนมัติด้วยว่าสามารถใส่เข้ากันได้หรือไม่
  • ความสูงของก๊อกเดิม :  ตัวก๊อกเดิมควรมีความสูงที่เหมาะกับการใช้งานกับหัวก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ
  • ระยะเวลาของแบตเตอรี่ : หัวก๊อกอัตโนมัติทำงานด้วยแบตเตอรี่ซึ่งเมื่อใช้งานไประยะหนึ่งก็ต้องมีการชาร์จแบตเตอรี่ 
  • ระบบเซ็นเซอร์ที่ตอบโจทย์ : ควรมีฟังก์ชันที่ครอบคลุมให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ เช่น การล้างจานในห้องครัว อาจต้องใช้ระยะเวลาเปิดน้ำนาน ดังนั้นควรเลือกหัวก๊อกน้ำที่มีเซ็นเซอร์สำหรับเปิดน้ำค้างไว้ได้นาน ๆ ขณะเดียวกัน การล้างมือในห้องน้ำอาจใช้เวลาเปิดน้ำน้อยกว่า ดังนั้นควรมีฟังก์ชันที่เปิด-ปิดน้ำได้รวดเร็วทั้งก่อนและหลังการใช้งาน
  • วัสดุ : ควรคำนึงให้ดีว่าวัสดุของหัวก๊อกน้ำนั้น ๆ ที่เราต้องการนำมาติดตั้ง มีความคงทน และป้องกันการเกิดสนิมได้ดีหรือไม่ อีกทั้งตัวเซ็นเซอร์ก็ต้องใช้วัสดุที่ทนน้ำได้ดี เพื่อให้สามารถใช้งานได้ยาว ๆ

ข้อดีของการเปลี่ยนมาใช้หัวก๊อกน้ำระบบอัตโนมัตินั้นมีหลายอย่าง

  • ช่วยลดการสัมผัส : การดัดแปลงก๊อกน้ำแบบเดิมให้เป็นก๊อกน้ำระบบอัตโนมัติจะช่วยลดการสัมผัสได้ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า บริเวณมือจับก๊อกน้ำเป็นที่ที่มีแบคทีเรียสะสมอยู่มากที่สุด ในยุค New Normal ที่ต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ อย่างนี้ หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติจึงตอบโจทย์ได้อย่างดี โดยก๊อกน้ำอัตโนมัติสามารถลดการสะสมของแบคทีเรียได้มากถึง 98%
  • ประหยัดน้ำ : การใช้ก๊อกน้ำแบบใช้มือหมุนเปิด – ปิด มักจะมาพร้อมกับปัญหาการลืมปิดน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก ขณะที่ระบบอัตโนมัติจะเปิดน้ำก็ต่อเมื่อเรานำมือเข้าไปใกล้กับเซ็นเซอร์ และจะปิดให้โดยอัตโนมัติหากไม่มีการใช้งาน เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่มักลืมปิดก๊อกน้ำบ่อย ๆ อีกทั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติหลาย ๆ แบรนด์ยังมีระบบควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลออกมาอย่างพอดี ไม่เบาเกินไป และไม่แรงเกินไป ทำให้ช่วยประหยัดน้ำได้อย่างดี อย่างเช่น หัวก๊อกอัตโนมัติ ของ KUDOS มีระบบ Water Saving Nozzle ที่จะช่วยประหยัดน้ำ และควบคุมน้ำให้ไหลแรง แต่นุ่มละมุน
  • ดูแลง่าย : ปัญหาของก๊อกน้ำธรรมดา เมื่อใช้นานวันเข้า ความใหม่ หรือความมันวาวจะลดน้อยลง เนื่องจากต้องเจอคราบน้ำกระเซ็นใส่ และมีการสัมผัสอยู่ตลอดเวลา แต่ก๊อกน้ำอัตโนมัติจะช่วยลดความยุ่งยากในการรักษาความเงางามลงไปได้ เพราะมีการสัมผัสน้อย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้ก๊อกน้ำระบบอัตโนมัติก็ยังต้องการการดูแลรักษาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับก๊อกน้ำธรรมดา

  • ปัญหาน้ำรั่วซึม : ก๊อกน้ำอัตโนมัติก็อาจเกิดกรณีที่มีน้ำซึมจากหัวก๊อกได้เหมือนก๊อกน้ำทั่วไป ดังนั้นควรหมั่นตรวจดูซีลยางว่ายังมีประสิทธิภาพดีอยู่หรือไม่
  • ปัญหาน้ำไหลเองหรือน้ำไม่ไหล : ในกรณีน้ำไหลเองหรือน้ำไม่ไหลของก๊อกน้ำอัตโนมัติทั่ว ๆ ไป มักเกิดจากมีสิ่งกีดขวางบดบังเซ็นเซอร์ โดยเฉพาะคราบน้ำที่อาจติดอยู่บนตัวจับความเคลื่อนไหว เราจึงต้องหมั่นใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดอยู่เสมอ สำหรับการทำความสะอาดเซ็นเซอร์ ไม่ควรใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนมาทำความสะอาด เพราะอาจทำลายผิวของเซ็นเซอร์จนอาจทำให้การใช้งานผิดเพี้ยนไปได้
  • แบตเตอรี่ : ควรหมั่นชาร์จแบตตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมไว


DIY เปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็น “ก๊อกน้ำอัตโนมัติ”

การล้างมือบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยลดการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส Covid-19 แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสก๊อกน้ำซึ่งเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียอันดับหนึ่ง ดังนั้น การหันมาใช้หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติ จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่จะขจัดปัญหาเหล่านั้นให้พ้นไป การล้างมืออย่างถูกวิธีก็นับว่าดีมากแล้ว แต่การเลือกใช้ก๊อกน้ำอัตโนมัติที่มีคุณภาพดี และตอบโจทย์ได้ทุกฟังก์ชันการใช้งานนั้นจะยิ่งช่วยรักษาสุขอนามัยและเพิ่มความสะดวกสบายของเราได้มากยิ่งขึ้นไปอีก.