Category Archives: ไลฟ์สไตล์

ออกแบบห้องน้ำผู้สูงอายุอย่างไร!? ให้อุ่นใจทั้งครอบครัว

ออกแบบห้องน้ำผู้สูงอายุอย่างไร!? ให้อุ่นใจทั้งครอบครัว

ในยุคสมัยที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับที่อยู่อาศัยมากขึ้น อีกทั้งยังมีกระแสของ “สังคมผู้สูงอายุ” ในประเทศไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบบ้านจึงไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป 

“ห้องน้ำ” เป็นส่วนสำคัญของบ้านที่ต้องออกแบบให้ดีท่ามกลางแนวโน้มของสังคมใหม่ๆ อย่าง “สังคมผู้สูงอายุ” เพราะไม่เพียงแต่ต้องคำนึงถึงดีไซน์ที่ดีเท่านั้น เรายังควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่ใจในด้าน “ความปลอดภัย” อีกด้วย

สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย

ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้สัก 10 ปี เราอาจมองว่า “สังคมผู้สูงอายุ” ในประเทศไทยยังไกลเกินเอื้อม เมื่อเทียบกับประเทศรุ่นพี่ที่แซงหน้าไปก่อนและไกลมากอย่างญี่ปุ่นซึ่งเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ก่อนจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อปี 1994 แต่หารู้ไม่ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ในที่สุด ปี 2005 ประเทศไทยก็เริ่มส่งสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปตาม ๆ กัน

องค์กรสหประชาชาติได้แบ่งระยะของสังคมผู้สูงอายุเอาไว้ดังนี้

  1. ระยะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% หรือ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของประชากรทั้งประเทศ
  2. ระยะสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ
  3. ระยะสังคมผู้สูงอายุเต็มที่ (Super-aged society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ

หากถามว่าประเทศไทยเรากำลังอยู่ในระยะไหน ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุคิดเป็น 17.9% ของประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน และนักวิชาการเชื่อว่าไทยเราจะเข้าสู่เฟสที่ 2 ในปี 2022 นี้แล้ว ขณะเดียวกันจำนวนเด็กเกิดใหม่ของปี 2021 ในประเทศไทยก็ลดลงต่ำกว่า 500,000 คน ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ 

สิ่งที่เรากำลังเผชิญนี้จะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงกว่าที่เราคิด เพราะหากมองในระยะยาว อนาคตเราอาจขาดแคลนแรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือพัฒนาชาติได้ในอนาคต อาจถึงขั้นต้องรับสมัครแรงงานจากต่างประเทศเข้ามามาก ๆ อย่างที่ญี่ปุ่นเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้นเป็นประจำทุกปีเนื่องจากขาดแคลนคนวัยทำงาน โดยในปี 2020 ญี่ปุ่นมีแรงงานต่างชาติสูงถึง 1.7 ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไปมีกว่า 36 ล้านคน นับเป็น 28.7% ของประชากรทั้งหมด

Ref; www.dmh.go.th, www.ifsa.jp, www.tyojyu.or.jp

ผู้สูงอายุกับอุบัติเหตุในห้องน้ำ

การปรับตัวให้เข้ากับยุคของสังคมผู้สูงอายุนับเป็นสิ่งสำคัญ โดยเราสามารถเริ่มได้ง่าย ๆ ที่บ้านของเราก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ห้องน้ำ” ที่ควรใส่ใจในการออกแบบเป็นอย่างแรก เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถานที่ในบ้านที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากที่สุด เพราะปกติแล้ว ห้องน้ำมักจะเปียกน้ำตลอดเวลา ทำให้ลื่นล้มได้ง่าย อย่างในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในด้านสังคมผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุกับอุบัติเหตุในห้องน้ำ

จากสถิติของหน่วยกู้ภัยดับเพลิงแห่งกรุงโตเกียว (Tokyo Fire Department) พบว่าสำหรับกรุงโตเกียวเมื่อปี 2019 สถานที่ในบ้านที่ผู้สูงอายุมักประสบอุบัติเหตุมากที่สุดเป็นอันดับ 4 คือห้องน้ำ ในปีดังกล่าวมีผู้สูงอายุชาวโตเกียวที่ถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุในห้องน้ำมากถึง 1,000 คน แม้ห้องน้ำอาจยังไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่ผลที่ตามมาก็ร้ายแรง สาเหตุหลัก ๆ มาจากการลื่นล้มซึ่งนำมาสู่อาการบาดเจ็บตั้งแต่เบาอย่างรอยฟกช้ำ ไปหาหนักคือ กระดูกร้าวหรือหัก เป็นต้น

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในห้องน้ำได้ง่าย แบ่งได้เป็นปัจจัยทางกายภาพของผู้สูงอายุเอง และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

  • ปัจจัยทางกายภาพของผู้สูงอายุ : ข้อนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้ว ร่างกายย่อมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่พร่ามัว ร่างกายที่ขาดความคล่องตัวทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าลง หรือขาดความสมดุลในการทรงตัว นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่สามารถแก้ให้หายขาดได้
  • ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในห้องน้ำ : ปัญหาจากสภาพในห้องน้ำไม่เอื้อต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ มักพบในเรื่องของพื้นที่ลื่นเกินไป ลักษณะของพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ หรือขาดที่ยึดเกาะ ข้อนี้เราสามารถแก้ไขได้โดยการออกแบบห้องน้ำที่ปลอดภัยกับทุกเพศทุกวัย หรือที่เรียกว่า Universal Design

Universal Design และการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัย

Universal Design (UD) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “อารยสถาปัตย์” หมายถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่คิดมาเพื่อทุกคน ไม่ได้จำกัดแค่ของใช้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงอาหาร การท่องเที่ยว หรือภาษาต่าง ๆ ด้วย หลักการของการออกแบบแบบอารยสถาปัตย์จะเน้นความ “ง่าย” และ “ใช้งานได้ทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หรือผู้พิการ ต้องมีสิทธิเข้าถึงผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้อย่างเท่าเทียม และต้องเป็นดีไซน์ที่เน้นความปลอดภัยกับผู้ใช้

Universal Design และการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัย

หนึ่งในการประยุกต์ใช้การออกแบบสไตล์อารยสถาปัตย์ที่แพร่หลายมากที่สุดคือ “ห้องน้ำ” อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าห้องน้ำเป็นหนึ่งในสถานที่ในบ้านที่ก่ออุบัติเหตุได้มากที่สุด อีกทั้งปัจจุบันที่เราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว นั่นหมายความว่าเราจะมีประชากรผู้สูงอายุที่ต้องใช้งานห้องน้ำมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจการออกแบบห้องน้ำที่คนทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบห้องน้ำตามหลัก Universal Design มีดังนี้

วีลแชร์

หัวใจสำคัญของการออกแบบห้องน้ำแบบอารยสถาปัตย์คือต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกคน นั่นหมายถึงแม้แต่ผู้ใช้งานวีลแชร์ก็ต้องสามารถเข้าถึงได้สะดวก และนี่คือปัจจัยที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในห้องน้ำ

  • ประตูควรมีความกว้างเป็นพิเศษมากกว่า 90 เซนติเมตรขึ้นไป และไม่ควรมีธรณีประตู เพื่อให้รถเข็นเคลื่อนเข้าไปด้านในได้สะดวก รวมถึงยังช่วยลดอุบัติเหตุของเด็กเล็ก
  • พื้นที่ภายในห้องน้ำก็ต้องมากเพียงพอให้เคลื่อนที่ได้สะดวก โดยทั่วไปแล้ววีลแชร์จะต้องใช้ระยะหมุนตัว 150 เซนติเมตรขึ้นไป ดังนั้นพื้นที่ภายในห้องน้ำไม่ควรแคบมากกว่านั้น ขนาดที่แนะนำคือ 2000 × 2000 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ความสูงของอ่างล้างหน้า หรืออุปกรณ์ในห้องน้ำต่าง ๆ ควรคำนึงถึงผู้นั่งรถเข็นที่จะมีระยะการมองเห็นต่ำกว่าคนทั่วไป สำหรับอ่างล้างหน้าควรสูงจากพื้น 80 เซนติเมตร และใต้อ่างควรเปิดโล่งเพื่อให้รถเข็นเลื่อนเข้าไปใกล้ได้พอดี 

การป้องกันการลื่นหกล้ม

การลื่นหกล้มในห้องน้ำนับเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้สูงอายุอันมีสาเหตุมาจากพื้นมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา หรือต้องก้าวขึ้นลงอ่างอาบน้ำ

  • กระเบื้อง ควรเลือกกระเบื้องที่ทำจากวัสดุหยาบเพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน ช่วยป้องกันการลื่นหกล้มได้ดีกว่ากระเบื้องแบบผิวหน้าเรียบและเป็นมัน
  • อ่างอาบน้ำ โดยทั่วไปแล้วพื้นที่อาบน้ำแบบฝักบัวจะเป็นที่แนะนำมากที่สุดสำหรับห้องน้ำสไตล์อารยสถาปัตย์ แต่หากบ้านไหนไม่สามารถเลี่ยงการใช้อ่างอาบน้ำได้ ควรเลือกอ่างที่มีความสูงไม่เกิน 40 เซนติเมตร ซึ่งจะเตี้ยกว่าปกติ ทำให้สามารถก้าวขึ้นลงได้ง่ายขึ้น ทั้งยังลดอุบัติเหตุจากการจมน้ำได้ด้วย
  • ขอบของอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรเป็นแบบลบมุม จะช่วยลดการบาดเจ็บได้มากกว่าแบบทั่วไปในกรณีเกิดอุบัติเหตุ
  • ระบบระบายน้ำ หากมีระบบที่ไม่ดี จะทำให้เกิดน้ำขังหรือรั่วซึม เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุลื่นหกล้มได้ พื้นที่ห้องน้ำควรลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไหลลงท่อได้สะดวก หรือเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ลดปัญหาน้ำขัง หลายบริษัทมีการออกแบบสุขภัณฑ์ที่ยกสูงจากพื้นที่ช่วยลดปัญหานี้ไปได้

การทรงตัว

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายย่อมขาดสมดุลได้ง่าย เช่น อาจเดินเซ หรือไม่สามารถยืนนาน ๆ ได้ ดังนั้นห้องน้ำแบบอารยสถาปัตย์ควรออกแบบห้องน้ำให้ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้

  • ราวจับ ควรติดตั้งไว้ตลอดตามทางเดิน หรือบริเวณที่ต้องย่อตัวลงนั่ง เช่น บริเวณโถสุขภัณฑ์ บริเวณโซนอาบน้ำ ทางเดินระหว่างโซนแห้งไปสู่โซนเปียก เป็นต้น
  • โซนอาบน้ำ ผู้สูงอายุอาจไม่สามารถยืนได้นานเหมือนวัยหนุ่มสาว ดังนั้นจึงควรติดตั้งม้านั่งสำหรับอาบน้ำให้ผู้สูงอายุไว้ด้วย

ความคล่องตัว

ผู้สูงอายุมักมีการเคลื่อนไหวที่ช้า ดังนั้นการออกแบบห้องน้ำที่ใช้งานง่าย มีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จึงเป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • ประตูห้องน้ำควรเลือกชนิดบานเลื่อนเพราะเปิดออกได้ง่าย หรือกรณีประตูที่ใช้ลูกบิด ควรให้ประตูเปิดออกจากตัว และใช้ลูกบิดแบบก้านโยก เพราะใช้แรงน้อยกว่า
  • ความสูงของที่นั่งหรือโถสุขภัณฑ์ ควรติดตั้งให้มีความสูงที่ 43-48 เซนติเมตร เพราะจะช่วยให้นั่งหรือลุกได้ง่ายกว่าความสูงทั่วไป
  • ความสูงของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องน้ำ ข้อนี้จะสอดรับกับเรื่องของวีลแชร์ การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางของ ฝักบัว ราวแขวนผ้า ฯลฯ ไม่ควรสูงเกินกว่า 120 เซนติเมตร เพื่อให้หยิบจับได้ง่ายโดยไม่ต้องเอื้อม รวมถึงควรติดตั้งในจุดที่แม้จะนั่งอยู่ก็ยังใช้งานได้ง่าย เช่น ฝักบัวควรเลือกแบบสายอ่อน เป็นต้น
  • ตำแหน่งของอุปกรณ์ก็ควรออกแบบให้ดี เช่น ราวจับ หรือชั้นวางของ ควรคำนึงถึงกรณีที่ศีรษะอาจกระแทกได้
  • สวิตช์เปิดปิดอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรเปลี่ยนให้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย
  • ระบบอัตโนมัติ เช่น ปุ่มกดประตู ก๊อกน้ำ โถสุขภัณฑ์ นับเป็นตัวช่วยให้ผู้สูงอายุใช้งานห้องน้ำได้ง่ายขึ้น เพราะช่วยทุ่นแรง

การมองเห็น

ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาทางด้านสายตา ดังนั้นห้องน้ำควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ รวมถึงควรติดตั้งไฟตามทางเดินต่าง ๆ เพื่อลดอุบัติเหตุ การเลือกสีของผนังไม่ควรเป็นสีเข้ม เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น และสีของประตูควรแยกให้เด่นกว่าสีของผนัง 

กรณีฉุกเฉิน

แน่นอนว่าแม้เราจะระวังแค่ไหน อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อผู้สูงอายุจะต้องใช้ห้องน้ำเพียงลำพัง ในกรณีนั้นเกิดขึ้น เราควรติดตั้งปุ่มฉุกเฉินไว้ตามจุดต่าง ๆ ภายในห้องน้ำ และผู้ดูแลควรเก็บกุญแจสำรองไว้อีกหนึ่งชุดกรณีประตูมีการล็อกจากด้านใน

การออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุในลักษณะอารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกมิติ เป็นการนำใจเขา (ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ) มาใส่ในใจของผู้ออกแบบเพื่อให้คนทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย นับว่าตอบโจทย์สังคมสมัยใหม่ที่อยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัยได้อย่างดี.

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ ปรับพื้นที่ทำงานให้ลงตัวได้ง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคนี้

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ ปรับพื้นที่ทำงานให้ลงตัวได้ง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคนี้

การทำงานแบบ work from home ดูเหมือนจะกลายเป็น new normal ของคนทำงานในยุคปัจจุบันไปแล้ว การทำงานที่บ้านนอกจากจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว ยังมีงานวิจัยบอกมาว่า work from home จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 13% และลดอัตราการลาออกได้ถึง 50% อีกด้วย รวมถึงโลกในยุคปัจจุบันที่คนเราเชื่อมถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เน็ต การมีออฟฟิศขนาดใหญ่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป การทำบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศ ดูจะเป็นทางเลือกใหม่ของที่ทำงานในยุคนี้ แทนที่การเช่าตึกขนาดใหญ่

การจัดพื้นที่ในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ ให้เป็นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นโจทย์สำคัญในการทำงานยุคใหม่ และนี่คือ 6 เทคนิค ที่จะช่วยให้บ้านของคุณเป็นสมาร์ทออฟฟิศ เพื่อการทำงานที่เต็มประสิทธิภาพของคุณ

1. จัดสรรพื้นที่เพื่อทำงานเท่านั้น

ถึงแม้จะทำงานที่บ้าน ก็ควรแบ่งพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านไว้สำหรับทำงานเป็นกิจลักษณะโดยเฉพาะ ห้องทำงานนั้นต้องไม่แคบเกินไปจนรู้สึกอึดอัด เพราะความรู้สึกอึดอัด จะส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ และทำลายบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ ปรับพื้นที่ทำงานให้ลงตัวได้ง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคนี้

ถ้าไม่มีห้องว่างในบ้าน ก็ควรหามุมสงบมุมหนึ่งของบ้านเพื่อเป็นพื้นที่ทำงาน การแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนจะช่วยปรับสภาพจิตใจของเราให้พร้อมและมีสมาธิสำหรับการทำงานมากขึ้น เช่นเดียวกับการจัดวางข้าวของที่เกี่ยวกับงานทั้งหมดไว้ในพื้นที่นั้น ไม่ควรนำของที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ทำงาน

สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ อย่าทำงานบนเตียงนอน แม้ว่ามันจะดูสะดวกสบาย แต่การทำงานบนเตียง ในระยะยาว จะทำให้ปวดหลังจากการนั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ประสิทธิภาพการทำงานจะลดลง รวมถึงร่างกายจะนอนหลับได้ยากขึ้นอีกด้วย

2. แสงสว่างต้องเพียงพอ

แสงสว่างมีผลต่ออารมณ์ และความรู้สึกของมนุษย์ แสงธรรมชาติคือแสงที่ดีที่สุด แต่ถ้าเราไม่สามารถหามุมของบ้านที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้ ก็ควรติดตั้งหลอดไฟที่ให้แสงสว่างอย่างทั่วถึง การทำงานในพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ จะช่วยลดอาการตาล้าจากการมองจอคอมพิวเตอร์ และลดความเครียดได้ ในขณะที่การทำงานในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้เราต้องใช้สายตามากขึ้น ก่อให้เกิดอาการตาล้า ตาพร่า และปวดหัวหรือปวดไหล่ได้

Smart Office การมีโคมไฟตั้งอยู่หลังกล้องเว็บแคม ให้แสงไฟนั้นส่องมาที่หน้าเรา จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นเวลาออกกล้องได้

สำหรับคนที่ต้องวิดีโอ คอล หรือ เปิดกล้องเพื่อประชุมออนไลน์ อยู่เสมอ การมีโคมไฟตั้งอยู่หลังกล้องเว็บแคม ให้แสงไฟนั้นส่องมาที่หน้าเรา จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นเวลาออกกล้องได้ สร้างความมั่นใจในการทำงานให้มากขึ้น

นอกจากนี้ การติดตั้งระบบไฟอัจฉริยะ (smart lighting) ที่มีเซนเซอร์และ AI ที่คำนวณและปรับแสงสว่างให้เหมาะสมก็จะช่วยให้สมาร์ทออฟฟิศของคุณ เป็นสถานที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและช่วยลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลงได้เช่นกัน

3. นั่งทำงานต้องนั่งสบาย

การนั่งทำงานบนเก้าอี้ไม้ เก้าอี้พลาสติก หรือ เก้าอี้สตูลที่ไม่มีพนักพิง 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับหลังของคุณอย่างแน่นอน และอาจนำไปสู่อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณ คอ บ่า และสะบัก หรือออฟฟิศซินโดรมได้

ควรเลือกใช้เก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic Chair) ที่มีพนักพิงสำหรับหลังและคอ รวมถึงมีที่พักแขนและข้อศอก ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เก้าอี้ควรปรับระดับสูงต่ำได้ เพื่อให้การนั่งของคุณรู้สึกสบายที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงาน

4. ตกแต่งห้องด้วยพืชสีเขียว

ในทางจิตวิทยา สีเขียว เป็นสีที่ให้ความรู้สึก สงบ ร่มเย็น สามารถผ่อนคลายความเครียด และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี การมีพื้นที่สีเขียวบนโต๊ะหรือในพื้นที่ทำงานจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ลองหาไม้กระถางเล็ก ๆ มาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อให้คุณได้พักสายตาจากการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างสดชื่นขึ้นตลอดวัน

สมาร์ทออฟฟิศ - การใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมอย่าง เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ

นอกจากการมีพื้นที่สีเขียวที่ช่วยส่งผลในทางจิตวิทยาแล้วนั้น การใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมอย่าง เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ จะช่วยให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า พื้นที่สีเขียวของคุณนั้น มีคุณภาพอากาศที่ดีและเหมาะสมกับการนั่งทำงานทั้งวันจริง ๆ

5. ตกแต่งพื้นที่ทำงานที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

สิ่งแวดล้อมมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก การตกแต่งพื้นที่ทำงาน ด้วยภาพวาด ภาพถ่าย หรือของตกแต่งที่คุณชอบ จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข และความสุขนี้จะทำให้การทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การ Work From Home ก็เปิดโอกาสให้คุณสามารถแต่งพื้นที่ทำงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลสายตาของเพื่อนร่วมงานอีกด้วย 

6. ใช้ Digital Transformation ให้เป็นประโยชน์

สิ่งสำคัญในการทำงานแบบดิจิทัลคืออินเตอร์เน็ต คุณควรติดอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดขั้นต่ำที่  10 Mbps และความเร็วขั้นต่ำในการอัพโหลดอยู่ที่ 3 Mbps นั่นคือความเร็วพื้นฐานที่ทำให้การวิดีโอคอล หรือ การประชุมแบบเปิดกล้องคุยเป็นไปอย่างไม่สะดุด

สำหรับใครที่มีที่ทำงานห่างจากเราเตอร์อินเตอร์เน็ต และไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้เต็มที่แนะนำให้ใช้เครื่องขยายสัญญาณไวไฟ จะช่วยให้การทำงานออนไลน์ของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลเป็นไฟล์ดิจิทัลไว้ใน Cloud จะช่วยลดพื้นที่ในการเก็บเอกสารลงอย่างมาก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะลดการใช้กระดาษลง เหมาะสำหรับโฮมออฟฟิศขนาดเล็ก ที่ช่วยประหยัดพื้นที่ และค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์สำนักงานได้เป็นอย่างดี

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

นี่คือ 6 เทคนิคที่จะช่วยให้การ work from home และการจัดโฮม ออฟฟิศ ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับ new normal ในการทำงานยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เพื่อการทำงานที่มีความสุขของทุกคน

“สมาร์ทโฮม” ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศ

“สมาร์ทโฮม” ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศ

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การแพร่ระบาดของ COVID-19 ประกอบกับเด็กรุ่นใหม่ Gen-Z ที่เริ่มก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ทำให้ค่านิยมในการทำงานของสังคมเริ่มแตกต่างไปจากที่เคยมี เช่น กระแส Work life balance แยกการทำงานออกจากชีวิตส่วนตัวอย่างชัดเจน เน้นความเป็นอิสระ ชีวิตต้องมีความยืดหยุ่น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เดี๋ยวนี้เราจึงเห็นธุรกิจใหม่ ๆ หรือ Start-up ที่แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่ ไม่ได้มีจำนวนพนักงานเยอะ ออฟฟิศไม่ได้ใหญ่โต เกิดขึ้นมาเยอะมาก ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นเทรนด์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดควบคู่มากับธุรกิจขนาดเล็ก นั่นคือ “โฮมออฟฟิศ”

โฮมออฟฟิศ เป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าค่านิยมการทำงานในสังคมกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะโฮมออฟฟิศก็มาจากการนำคำว่า “โฮม (Home)” ที่แปลว่าบ้าน กับ “ออฟฟิศ (Office)” ที่แปลว่าสถานที่ทำงานมาผสมรวมกัน กลายเป็นบ้านกึ่งออฟฟิศ หรือออฟฟิศในบ้าน ซึ่งแฝงค่านิยมของคนรุ่นใหม่อยู่ในนั้น ยิ่งในวิกฤติ COVID-19 บวกกับกระแสที่คนเน้นการทำงานแบบ Remote Work แบบนี้ ทำให้บทบาทของออฟฟิศในตึกใหญ่กำลังถูกลดความสำคัญลงไป แทนที่ด้วยการมาของสมาร์ทโฮม ที่เราสามารถดัดแปลงหรือรีโนเวทบ้านของเราเองให้เป็นโฮมออฟฟิศได้ไม่ยาก

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้ที่นี่

  1. ลักษณะของโฮมออฟฟิศ
  2. ข้อดีของโฮมออฟฟิศ
  3. ข้อเสียของโฮมออฟฟิศ

ลักษณะของโฮมออฟฟิศ

กรณีที่เราต้องการเปลี่ยนบ้านของเราให้เป็นโฮมออฟฟิศด้วยตัวเอง เราสามารถออกแบบให้เข้ากับไลฟ์สไตล์หรือธุรกิจของเราได้เลย แต่หากใครต้องการความสะดวกสบายยิ่งกว่านั้น เดี๋ยวนี้ก็มีหลายโครงการที่ออกแบบบ้านมาเพื่อเป็นทั้งบ้านและโฮมออฟฟิศโดยเฉพาะ โฮมออฟฟิศ ที่จริงแล้วก็ไม่ต่างไปจากบ้านที่เราอยู่อาศัยกันทั่วไป ไม่มีลักษณะตายตัว เป็นได้ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือตึกแถว ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการแบ่งสัดแบ่งส่วนระหว่างธุรกิจและบ้านในรูปแบบไหน

โฮมออฟฟิศก็มาจากการนำคำว่า “โฮม (Home)” ที่แปลว่าบ้าน กับ “ออฟฟิศ (Office)”

โฮมออฟฟิศที่เราเห็นกันส่วนมาก มักจะอยู่ในรูปแบบทาวน์โฮมที่มี 3 ชั้นขึ้นไป เนื่องจากสามารถแบ่งพื้นที่ได้ชัดเจน เช่น ชั้นล่างสำหรับเป็นที่ทำงาน ส่วนชั้นบนสุดเป็นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ โฮมออฟฟิศส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่นอกเขตธุรกิจ (CBD) ซึ่งมีตึกสำนักงานสูง ๆ อยู่หนาแน่น ดังนั้นพื้นที่จึงยืดหยุ่นได้ และบรรยากาศก็ดูมีความสบายมากกว่า

สำหรับใครที่ต้องการปรับเปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศ สมาร์ทโฮม หรือกำลังหาทำเลดี ๆ อยู่ ควรคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบ

ทำเลที่ตั้ง

ไม่ว่าจะรีโนเวทบ้านที่มีอยู่แล้ว หรือเลือกซื้อโฮมออฟฟิศใหม่ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก่อนเรื่องอื่น ๆ ก็คือเรื่องของทำเลที่ตั้ง ก็จริงอยู่ที่โฮมออฟฟิศจะเน้นความสะดวกสบายของผู้ทำงาน แต่การทำธุรกิจต่าง ๆ แน่นอนว่าความสะดวกสบายของลูกค้าก็สำคัญ ดังนั้นเราจึงควรดูด้วยว่า โฮมออฟฟิศของเราเดินทางมาได้สะดวกหรือไม่ แม้โฮมออฟฟิศส่วนใหญ่จะไม่ได้ตั้งอยู่ในเขต CBD ที่มีรถไฟฟ้าเข้าถึงอย่างสะดวกสบาย แต่ก็ควรจะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก เช่นอยู่ใกล้ทางด่วน หรือไม่ไกลจากขนส่งสาธารณะเป็นต้น

พื้นที่ใช้สอย

โฮมออฟฟิศอาจมีลักษณะคล้ายกับบ้านพักอาศัย บางแห่งก็อยู่ในโครงการจัดสรร พื้นที่ใช้สอยก็มีขนาดแตกต่างกันไปในแต่ละโครงการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเมื่อจะเลือกโฮมออฟฟิศ โดยเฉพาะการจะปรับเปลี่ยนบ้านของเราเอง นั่นคือ

  • ที่จอดรถ เป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึง เราควรมีที่ให้เพียงพอสำหรับพนักงาน หรือลูกค้าของเรา บางโครงการอาจมีพื้นที่จอดรถในพื้นที่โฮมออฟฟิศของเรา หรืออาจเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกับโฮมออฟฟิศอื่น ๆ 
  • พื้นที่ทำงาน แน่นอนว่าในเมื่อเป็นออฟฟิศก็ต้องจัดไว้สำหรับการทำงาน แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เน้นความเรียบง่าย สบาย ๆ จึงควรมีสเปซไว้สำหรับสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ควรแบ่งห้องประชุมไว้เป็นสัดเป็นส่วนเพื่อประชุมหรือรับรองลูกค้า เป็นต้น
  • พื้นที่อยู่อาศัย  ส่วนนี้ก็สำคัญเทียบเท่ากับโซนออฟฟิศ เพราะเป็นส่วนที่เราจะต้องใช้พักผ่อนในทุก ๆ วัน จึงควรแยกออกจากการทำงานอย่างชัดเจน และต้องมีความเป็นส่วนตัว หากเป็นโฮมออฟฟิศแบบมีหลายชั้น ควรแยกอยู่ที่ชั้นบน เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

ความปลอดภัย

ปกติแล้ว หากเป็นตึกสำนักงานต่าง ๆ ย่อมมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ขณะที่โฮมออฟฟิศ แม้จะอยู่ในโครงการจัดสรรที่มีป้อมยาม แต่ในแต่ละวันก็มักจะมีคนเข้าออกโครงการเป็นจำนวนมาก ทั้งพนักงานและผู้ติดต่อ ดังนั้นเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เช่น กล้องวงจรปิด ระบบประตูอัตโนมัติที่อาจใช้เป็นระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อสกรีนคนเข้า-ออก

นอกจากในส่วนพื้นที่ทำงานแล้ว เรายังต้องให้ความปลอดภัยพื้นที่อยู่อาศัยไม่แพ้กัน นอกจากควรจะแยกออกจากออฟฟิศอย่างชัดเจนแล้ว เราก็ควรติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยในส่วนนี้อย่างแน่นหนาด้วย และควรตั้งกฎกับพนักงานให้ชัดเจนว่าสามารถเข้าพื้นที่ในส่วนใดได้บ้าง

เทคโนโลยี

การทำงานยุคใหม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี จึงควรคำนึงถึงระบบอินเตอร์เน็ตว่ามีความเสถียรพอสำหรับทำงานหรือไม่ เพราะจำเป็นอย่างยิ่งในการทำธุรกิจ และติดต่อกับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมทางไกลจะให้อินเตอร์เน็ตติดขัดไม่ได้เป็นอันขาด

นอกจากนั้นยังควรติดตั้งเทคโนโลยีป้องกันการโจรกรรมข้อมูลให้ดี เพราะในปัจจุบันมีภัยคุกคามทางไซเบอร์มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบแอนตี้ไวรัส ระบบพาสเวิร์ด ระบบยืนยันตัวตนในการเข้าถึงข้อมูลของบริษัท  ฯลฯ เนื่องจากโฮมออฟฟิศจะต่างจากบริษัทใหญ่ ๆ ที่อาจไม่ได้มีการคำนึงถึงความปลอดภัยในด้านนี้อย่างเพียงพอ

Smart Home - สมาร์ทโฮม ที่เราสามารถดัดแปลงหรือรีโนเวทบ้านของเราเองให้เป็นโฮมออฟฟิศได้ไม่ยาก

สำหรับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่จะทำให้ทั้งการทำงานและการพักผ่อนง่ายขึ้น ได้แก่ ระบบสมาร์ทโฮม ระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟอัจฉริยะ ระบบเปิด-ปิดเครื่องใช้อัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน และลดค่าไฟได้อย่างดี รวมถึงอุปกรณ์อัจฉริยะที่ยุคนี้ไม่มีไม่ได้ นั่นคือ กลอนประตูดิจิตอล หรือ Smart Lock  ที่สามารถเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็น Smart Home ได้อย่างง่ายดาย

ข้อดีของโฮมออฟฟิศ

ทำไมโฮมออฟฟิศถึงมาแรงได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะมีข้อดีนั่นเอง

ประหยัดต้นทุน

การทำธุรกิจในโฮมออฟฟิศช่วยลดต้นทุนให้เราหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ค่าเช่า” แม้ว่าผลกระทบจาก COVID-19 จะทำให้ราคาตลาดอาคารสำนักงานหดตัวลง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแพงเกินไปสำหรับบริษัทเล็ก ๆ อยู่ดี อย่างผลสำรวจราคาที่ดินย่าน CBD ของศูนย์วิจัยหลายแห่ง พบว่าปี 2565 ทำเลในพื้นที่เหล่านี้ยังมีราคาสูงมาก อย่างอันดับ1 ที่แพงที่สุดได้แก่ ย่านสยาม-ชิดลม-เพลินจิต มีราคาที่ดินตารางวาละ 3,300,000 บาทเลยทีเดียว แต่หากมาเทียบกับโฮมออฟฟิศที่อาจจะอยู่ห่างมาในแถบชานเมืองหน่อย แต่ยังคงความสะดวกสบาย พบว่ามีราคาเริ่มต้นที่ 1-6 ล้านเท่านั้น ซึ่งช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจของเราง่ายขึ้นอย่างมาก

กรรมสิทธิ์ถือครองที่ดิน

เมื่อตัดสินใจลงทุนซื้อ สุดท้ายแล้ว โฮมออฟฟิศหลังนี้ก็จะต้องตกเป็นของเรา จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ได้ทั้งธุรกิจและที่พักอาศัย ยิ่งหากตั้งอยู่ในทำเลที่ดีด้วยแล้ว ในอนาคตราคาอาจพุ่งสูงขึ้น จึงสามารถทำกำไรได้อีกด้วย

ความเป็นอิสระ

อิสระในที่นี้ ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ในแง่ของการทำงาน ด้วยสเปซที่สามารถดัดแปลงได้ตามต้องการ ทำให้เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ได้ดี อีกทั้งเวลาของการทำงานยังยืดหยุ่นได้ ปรับเวลาเข้าหรือเลิกงานได้ตามต้องการ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเครื่องใช้ไฟฟ้ากรณีทำงานล่วงเวลาที่สำนักงานตามอาคารใหญ่ ๆ จะต้องจ่ายกันเป็นรายชั่วโมง นอกจากนี้ในด้านการใช้ชีวิตยังทำให้เรามี Work Life Balance ที่ดี เมื่อทำงานเสร็จแล้วสามารถขึ้นไปพักผ่อนที่โซนพักอาศัยด้านบนกับครอบครัวได้ทันที ทั้งยังมีเวลาสำหรับทำกิจกรรมที่ชอบเป็นการคลายเครียดหลังการทำงานได้มากขึ้นอีกด้วย

การเดินทาง

แน่นอนว่าเจ้าของโฮมออฟฟิศไม่ต้องเสียเวลาเดินทางอยู่แล้ว ทำธุระส่วนตัวเสร็จเมื่อไหร่ก็สามารถลงมาเริ่มงานได้ทันที ส่วนพนักงานก็ไม่ต้องผจญกับรถติดเหมือนในย่าน CBD เนื่องจากโฮมออฟฟิศส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในแถบชานเมืองห่างไกลความแออัด

ข้อเสียของโฮมออฟฟิศ

แม้ว่าเราจะชี้ให้เห็นข้อดีมากมายของโฮมออฟฟิศ แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงข้อเสียของการทำงานและการอยู่อาศัยในรูปแบบนี้ด้วย

ที่จอดรถ

โฮมออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นบ้านส่วนตัว หรือในโครงการจัดสรรมักจะต้องประสบปัญหาเรื่องเดียวกัน นั่นคือที่จอดรถ แม้จะมีพื้นที่ออฟฟิศกว้างขวางเป็นอิสระ แต่พื้นที่จอดรถก็มีจำกัด ดังนั้นอาจไม่เหมาะกับการเปิดบริษัทที่ต้องมีพนักงานจำนวนมาก ๆ หรือมีผู้ติดต่อเยอะ

ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

ถึงแม้ว่าเราจะแบ่งสรรปันส่วนระหว่างโซนออฟฟิศกับที่พักส่วนตัวไว้ดีขนาดไหน หรือใช้เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยสุดล้ำเพียงใด แต่โฮมออฟฟิศก็เป็นเหมือนพื้นที่กึ่งสาธารณะอยู่ดี เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีพนักงาน หรือลูกค้าเดินเข้าออกตลอดเวลา ทางที่ดีควรตั้งกฎให้ชัดเจน และเน้นเรื่องความปลอดภัยในทุกโซนให้มาก ๆ 

ความน่าเชื่อถือ

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวโฮมออฟฟิศมักจะเจอกวนใจอยู่บ่อย ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปลักษณ์ซึ่งหมายรวมถึงตำแหน่งที่ตั้งของออฟฟิศย่อมส่งผลต่อสายตาของลูกค้า โฮมออฟฟิศซึ่งบางแห่งไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจอาจเสียเปรียบบรรดาสำนักงานในแถบ CBD ดังนั้นจึงควรตกแต่งโฮมออฟฟิศของเราที่สื่อถึงความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับสไตล์ของธุรกิจเราเอง

การเดินทาง

โฮมออฟฟิศมีข้อดีคือพื้นที่กว้างขวางกว่าบนตึกระฟ้าในราคาย่อมเยา แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือทำเลซึ่งอาจเดินทางสะดวกน้อยกว่าย่านใจกลางเมือง เช่น ไม่ติดรถไฟฟ้า ต้องเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้น เป็นต้น

 

“สมาร์ทโฮม” ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศ

“สมาร์ทโฮม” ตอบโจทย์ Work Life Balance

กระแสโฮมออฟฟิศกำลังเป็นที่จับตามองท่ามกลางวิถีชีวิตการทำงานที่เปลี่ยนไป อีกทั้งตลาดแรงงานยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ โฮมออฟฟิศมีข้อดีมากมาย ทั้งพื้นที่กว้างขวาง ความเป็นอิสระในการทำงาน ตอบโจทย์ Work Life Balance คนยุคใหม่ได้อย่างดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคำนึงถึงข้อด้อย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวด้วย.

ปกป้องผิวสวยจากฝุ่นจิ๋ว PM 2.5

ผิวแพ้ง่าย - ปกป้องผิวสวยจากฝุ่นจิ๋ว PM 2.5

ฝุ่น PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ฝุ่นจิ๋วนี้เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น การเผาไหม้ในโรงงาน การเผาไหม้เครื่องยนต์และการก่อสร้าง ส่งผลให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะทางเดินหายใจและปอด ก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น หอบหืด โรคปอด หัวใจทำงานผิดปกติ เป็นต้น

นอกจากนี้ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นมลพิษในอากาศบ้านเราอยู่ทุกวันนี้นอกจากจะส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้สุขภาพกายแย่ลง “แล้วยังทำให้สุขภาพผิว ทั้งผิวหน้าและผิวกายแย่ลงอีกด้วย” เพราะสามารถทำลายเซลล์ผิวหนังของคนเราได้ โดยฝุ่นจิ๋วนี้จะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ซึ่งทำลายทั้งเซลล์ผิวชั้นนอกและเซลล์ผิวชั้นใน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผิวเกิดการเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย ผิวแลดูแก่ก่อนวัย เกิดจุดด่างดำบนใบหน้า รวมถึงการอุดตันในรูขุมขนทำให้เกิดสิวตามมาอีกด้วย

สาเหตุของปัญหาผิวแพ้ง่าย

ปัญหาผิวแพ้ง่ายอาจเกิดได้จากหลายหลายสาเหตุและ ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ โดยอาการผิวแพ้ง่ายสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักจะเกิดขึ้นกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากในวัยเด็กทารก และผู้ใหญ่ที่เริ่มมีอายุ หรือผู้สูงวัย

สาเหตุของปัญหาผิวแพ้ง่าย

ปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่าย

  • เนื่องจากเด็กทารกมีผิวที่บางกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า และภูมิคุ้มกันหรือเกราะป้องกันผิวก็ยังไม่ทำงานอย่างเต็มที่ ทางด้านผู้ใหญ่ที่เริ่มมีอายุ หรือผู้สูงวัยผิวหนังและเกราะป้องกันผิวก็เริ่มเสื่อมสภาพ ผิวของทั้งสองช่วงอายุนี้จึงไวต่อสิ่งกระตุ้นที่อาจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าช่วงอายุอื่น ๆ

ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่าย

  • สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศเย็นหรือมีความชื้นในอากาศต่ำ ก็จะทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น และกระตุ้นให้เกิดอากาศแพ้ได้ ในขณะเดียวกันหากอากาศร้อนเกินไป ทำให้เหงื่อออกมาก ก็ทำให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน
  • ฝุ่น ควัน และมลพิษต่าง ๆ ในอากาศก็เป็นอีกปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM 2.5 ที่เป็นฝุ่นจิ๋วขนาดเล็กที่สามารถลอดผ่านเข้ามาภายในบ้านหรือออฟฟิศได้ง่ายดาย นอกจากก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวแล้ว ยังอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวอีกด้วย
  • การใช้สกินแคร์ หรือยารักษาโรคบางชนิดที่อาจมีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น น้ำหอม, แอลกอฮอล์, เรตินอยด์ และยาปฏิชีวนะที่ไปทำลายแบคทีเรียดีบางชนิด
KUDOS uHoo Advance Air Sensor

เราสามารถตรวจสอบคุณภาพอากาศได้อย่างไร ?

เทคโนโลยี Virus Index ใน uHoo Advance Air Sensor ช่วยตรวจสอบสภาพอากาศว่า มีความเหมาะสมต่อการเติบโตของไวรัสหรือไม่ เพื่อลดความความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในอากาศ สามารถวัดค่าอากาศได้ครอบคลุมที่สุดถึง 9 ค่า ได้แก่ อุณหภูมิ, ความชื้น, ฝุ่น PM2.5, คาร์บอนไดออกไซด์, คาร์บอนมอนอกไซด์, สารอิทรีย์ระเหย (VOC), โอโซน และความดันอากาศ

วิธีปกป้องผิวจากฝุ่น PM 2.5

  1. สวมใส่หน้ากากอนามัย N95 ก่อนออกไปข้างนอกทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่น PM 2.5 สัมผัสผิวหน้าโดยตรง
  2. เมื่อต้องออกไปข้างนอก หากเป็นไปได้ควรสวมใส่เสื้อแขนยาวปกปิดให้มิดชิดและพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่อากาศมีฝุ่นพิษ PM 2.5 หนาแน่น เช่น ทางเดินข้างถนน บริเวณที่มีการก่อสร้าง เป็นต้น
  3. หลังออกไปเผชิญฝุ่น PM 2.5 อย่าละเลยการทำความสะอาดควรล้างทำความสะอาดผิวหน้าทันทีด้วยคลีนเซอร์ และทำความสะอาดหน้าต่อด้วยโฟมล้างหน้าอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน เพื่อกำจัดฝุ่นที่ตกค้างบนผิวหนังให้มากที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาผิวตามมา
  4. ทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมที่ช่วยในการปกป้องผิวจากมลพิษ รวมถึง UVA UVB และ Invisible Light เช่น  Astaxanthin, Vitamin C, Vitamin E หรือ CoQ10 ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ต่อสู้กับมลภาวะได้
  5. พยายามไม่แกะเกาหรือสัมผัสใบหน้าขณะอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่น PM 2.5 หนาแน่นเพื่อป้องกันการระคายเคืองและสัมผัสกับใบหน้าด้วยสิ่งสกปรก
  6. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ที่อุดมไปด้วย Vitamin C ประเภท ส้ม แตงโม สัปปะรด เยอะ ๆ  ช่วยให้ร่างกายสร้างสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระจากฝุ่น PM 2.5
  7. นอกจากการทาครีมบำรุงผิวแล้ว ควรดูแลผิวจากภายในด้วยอาหารเสริมที่ช่วยสร้างสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น Hydroxytyrosol ที่พบในผลและใบของต้นมะกอก, Astaxanthin จากสาหร่ายสีแดง หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นและเปลือกสน

หากใครอยากมีผิวสวยท้าฝุ่น ลองนำ 7 เคล็ดลับปกป้องผิวจาก PM 2.5 ที่เราแนะนำในวันนี้ไปปรับใช้ กุญแจสำคัญคือการหลีกเลี่ยงและป้องกันตัวเองให้ดีจากบริเวณที่ฝุ่น PM 2.5 ปริมาณมาก เพื่อไม่ให้ร่างกายต้องสัมผัสหรือสูดฝุ่นพิษเข้าไปโดยตรง เท่านี้เราก็จะมีสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิวที่สมบูรณ์แข็งแรง ไร้ปัญหาผิวกวนใจในทุกสภาวะอากาศแล้ว

เคล็ดไม่ลับของการอาบน้ำที่คนผิวแห้งต้องรู้

เคล็ดไม่ลับของการอาบน้ำที่คนผิวแห้งต้องรู้

ทำไมอายุมากขึ้นแล้วผิวจึงแห้งง่าย ? เมื่อเราอายุมากขึ้น การทำงานของร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยผิวหนังชั้นนอกจะมีการกักเก็บน้ำในชั้นผิวหนังลดลง ต่อมไขมันที่ผิวหนังก็มีการผลิตไขมันลดน้อยลง ทำให้เกิดภาวะผิวแห้ง โดยเฉพาะในหน้าหนาว, ช่วงที่อากาศแห้งกว่าปกติ หรือเมื่อใช้เวลาอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน 

ภาวะผิวแห้งนอกจากจะเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง, อายุ, โรคประจำตัว หรือ พันธุกรรม แล้ว ยังมีสาเหตุจากกิจวัตรประจำวันที่เราอาจคาดไม่ถึง “การอาบน้ำ” เป็นกิจวัตรประจำวันที่อาจทำให้เกิดภาวะผิวแห้งได้มากเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว แต่หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาบน้ำอย่างถูกวิธี นอกจากจะสามารถบรรเทาภาวะผิวแห้งได้แล้ว ยังสามารถกู้คืนสภาพผิวสวย ชุ่มชื้น กลับมาได้อีกด้วย

หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน

ในวันที่เหนื่อยล้า สาว ๆ หลายคนอาจชอบการนอนแช่น้ำร้อนหรืออาบน้ำร้อนให้ผ่อนคลาย แต่ความจริงแล้วน้ำร้อนเป็นตัวร้ายทำลายผิวที่เราคาดไม่ถึง เพราะน้ำที่ร้อนเกินไปจะชะล้างไขมันและโปรตีนที่เคลือบปกป้องผิวหนังออกไป ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นและแห้งกร้านได้ง่าย

หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน - เคล็ดไม่ลับของการอาบน้ำที่คนผิวแห้งต้องรู้

โปรตีนในเส้นผมและผิวหนัง นั้นถูกทำลายโดยง่าย จากคลอรีน (Chlorine) ที่คงเหลืออยู่ในนํ้า การอาบน้ำด้วย ฝักบัวกรองคลอรีน KUDOS PUREBLISS ที่ช่วยกรองคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำให้มีปริมาณเหลือน้อยที่สุด จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวให้มีสุขภาพดีได้

สลับอาบน้ำเย็นบ้าง

ใครที่ติดการอาบน้ำอุ่นจริง ๆ แล้วกังวลกับปัญหาผิวแห้ง แนะนำว่าช่วงท้ายของการอาบน้ำให้อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำเย็นสักนิด เท่านี้ก็จะช่วยปิดรูขุมขนบนผิวหนังและป้องกันความชื้นภายในผิวหนังไม่ให้ระเหยออกไป ทำให้ผิวเรายังคงความนุ่มชุ่มชื้นและตื่นตัวมากขึ้น

สลับอาบน้ำเย็นบ้าง - เคล็ดไม่ลับของการอาบน้ำที่คนผิวแห้งต้องรู้

ไม่อาบน้ำนานเกินไป

การอาบน้ำเป็นช่วงเวลาในการผ่อนคลาย ทำให้หลายคนชอบใช้เวลาในห้องน้ำนาน ๆ แต่การอาบน้ำที่นานจนเกินไปจะทำให้ความชุ่มชื้นในผิวของเราระเหยไปและทำให้ผิวลอก แห้งกร้าน โดยเวลาที่เหมาะสมคือเพียง 5 – 10 นาทีในการอาบน้ำก็เพียงพอแล้ว

ไม่อาบน้ำนานเกินไป

อย่าขัดผิวบ่อยเกินไป

ใคร ๆ ก็บอกว่าถ้าอยากผิวสวยให้ขัดผิวอย่างสม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ควรขัดผิวบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้ผิวบาง เซลล์ผิวถูกทำลายและขาดความชุ่มชื้น ลองใช้มะขามหรือขมิ้นขัดผิวเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้เรามีผิวพรรณสวยกระจ่างใสน่ามองได้แล้ว

อย่าขัดผิวบ่อยเกินไป

ใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มี pH เหมาะสม

สบู่หรือผลิตภัณฑ์อาบน้ำแต่ละยี่ห้อจะมีค่า pH ที่แตกต่างกัน สบู่ที่มีสาร SLS ที่มีค่า pH สูงจนเกินไป แม้จะมีฟองเยอะทำให้อาบสนุก และรู้สึกสะอาด แต่ก็มีสารชำระล้างที่มีค่าความเป็นเบสสูงด้วย ซึ่งจะทำลายความชุ่มชื้นภายในชั้นผิวหนังออกไปทำให้ผิวแห้งเป็นขุย

ใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มี pH เหมาะสม

ทาออยล์บำรุงผิวหลังอาบน้ำ

ขณะเช็ดตัวหลังอาบน้ำ ไม่ควรเช็ดจนผิวแห้งสนิทแล้วจึงทาครีมบำรุง แต่ควรปล่อยให้ผิวยังมีน้ำหรือความชื้นอยู่หมาด ๆ แล้วจึงทาออยล์หรือครีมบำรุง เพราะน้ำจะเป็นตัวกลางที่ทำให้ครีมหรือออยล์ที่เราบำรุงผิวหนังซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผิวยังคงความชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน

ทาออยล์บำรุงผิวหลังอาบน้ำ

อย่าเช็ดตัวแรงเกินไป

ยิ่งเช็ดตัวแรงมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำร้ายผิวมากขึ้นเท่านั้น การเช็ดตัวควรเลือกใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความนิ่มและค่อย ๆ เช็ดอย่างเบามือ ไม่ควรถูแรง ๆ ด้วยผ้าเช็ดตัวที่มีความแข็ง เพราะจะทำให้ผิวหนังชั้นนอกเสียหายจนกลายเป็นสาเหตุของผิวแห้งแตก หยาบกร้าน

ยิ่งเช็ดตัวแรงมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำร้ายผิวมากขึ้นเท่านั้น

ไม่เพียงแต่เฉพาะพฤติกรรมการอาบน้ำ ที่จะช่วยคุณสาว ๆ กู้คืนสภาพผิวสวย ให้กลับมาชุ่มชื้น แต่เราไม่ควรมองข้าม ปัญหาผิวเสียจากมลภาวะ เพราะผิวพรรณที่ชุ่มชื้น สุขภาพดีคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราดูดียิ่งขึ้น เราจึงมองข้ามวิธีการดูแลผิวเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้

ลองนำ 7 เคล็ดไม่ลับในการอาบน้ำที่คนผิวแห้งต้องรู้ ที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปปรับใช้ รับรองว่าสาว ๆ จะมีผิวสวย เนียนนุ่มชุ่มชื้นอยู่กับเราไปนาน ๆ อุปสรรคอะไรก็ไม่สามารถทำลายผิวสวยของเราได้อย่างแน่นอนค่ะ

สาเหตุของปัญหาผิวเสียจากมลภาวะที่ต้องเผชิญโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุของปัญหาผิวเสียจากมลภาวะที่ต้องเผชิญโดยไม่รู้ตัว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยมลภาวะและฝุ่นควัน และคุณเองอาจจะต้องตื่นขึ้นมาทุกวันพร้อมกับความจริงที่ว่า “สภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ กำลังทำร้ายผิวพรรณที่คุณหวงแหนให้เสื่อมโทรมลงทุกวันแบบที่คุณนั้นไม่รู้ตัว !”

จากรายงานของ Health Effects Institute และ Institute of Health Metrics and Evaluation’s Global Burden of Disease เกี่ยวกับ State of Global Air ในปี 2020 ได้กล่าวถึง ความอันตรายจากมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์โดยตรง ซึ่งมลพิษทางอากาศถือเป็นสาเหตุสำคัญสูงสุดติดอันดับที่ 4 ที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนกว่า 6 ล้านคนทั่วโลก และที่น่าตกใจไปกว่านั้น ยังพบว่าประเทศในแถบเอเชีย เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีระดับฝุ่นละออง PM 2.5 อยู่ในสภาพแวดล้อมสูงสุดอีกด้วย 

นอกจากนี้ จากการศึกษาของประเทศเยอรมัน ยังพบว่า สาว ๆ ที่ดำรงชีวิตในพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัดหนาแน่น จะมีปัญหาผิวที่หมองคล้ำมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับสาว ๆ ในพื้นที่ชนบทอีกด้วย ดังนั้น ให้คุณลองนึกภาพตามว่า แล้วมลพิษที่อยู่รอบตัวในขณะนี้ จะกำลังทำร้ายผิวของคุณมากมายขนาดไหน !!! จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่คุณจะต้องทำความรู้จักว่า ปัญหาผิวเสียจากมลภาวะเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะป้องกันอย่างไร ?

มลพิษ ! ภัยร้ายต่อผิวที่อยู่ใกล้ตัวคุณที่สุด

ก่อนอื่นเลย คุณต้องรู้จักก่อนว่า มลพิษคืออะไร ? มลพิษ คือ การปนเปื้อนของสภาพแวดล้อมจากทั้งธรรมชาติ และจากกิจกรรมของมนุษย์” ซึ่งพบเจอได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง มลพิษเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในอากาศ ดิน น้ำ ความร้อน แสง และเสียง ซึ่งมลพิษทางอากาศถือเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและใกล้ตัวคุณมากที่สุด 

ภัยร้ายของมลพิษทางอากาศ ส่วนใหญ่มาจากส่วนประกอบและสารปนเปื้อน ทั้งรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ (UV), โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs), สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs), ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx), ฝุ่นละออง (PM), โอโซน (O3) และควันบุหรี่ รวมถึงสารเคมีที่ติดอยู่กับแหล่งต่าง ๆ เช่น สารพิษจากวัสดุทำความสะอาดในครัวเรือน ยาฆ่าแมลง และเชื้อเพลิง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อผิวหนังของคุณทั้งสิ้น

แล้วมลพิษทางอากาศจะเข้าไปทำร้ายชั้นผิวของคุณได้อย่างไร ?

ผิวหนังของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นบนของหนังกำพร้า ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้กับเนื้อเยื่อชั้นอื่น ๆ ของร่างกาย เมื่อใดที่คุณได้รับมลพิษทางอากาศ มันจะเข้าทำร้ายผิวหนังของคุณ โดยเริ่มจากการทำลายชั้นผิว ผ่านการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชัน ถึงแม้ว่าผิวหนังของมนุษย์จะมีเกราะป้องกันโดยธรรมชาติอยู่แล้วก็ตาม แต่การได้รับมลพิษในระดับที่สูงเป็นเวลานาน ๆ หรือบ่อยครั้ง อาจส่งผลเสียอย่างลึกซึ้งต่อผิวหนังของคุณ ซึ่งจะทำให้อนุภาคมลพิษในอากาศ สามารถเข้าสู่โครงสร้างชั้นลึกของผิวหนังที่จะทำหน้าที่ออกซิไดซ์ไขมัน และเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบข้างได้ในที่สุด

แล้วมลพิษทางอากาศจะเข้าไปทำร้ายชั้นผิวของคุณได้อย่างไร ? - ผิวเสีย

นอกจากมลพิษอย่างฝุ่นและควันที่เห็นได้ชัดแล้ว อนุภาคเถ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจราจรที่หนาแน่น ก็เป็นอันตรายต่อผิวหนังไม่แพ้กัน เพราะมันมีความคงที่และมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าสู่ผิวหนังได้ ทำให้คุณเกิดอาการแพ้และผิวพรรณดูมีอายุมากขึ้นหากได้รับมลพิษเหล่านี้เป็นเวลานาน ๆ นอกจากนี้ ในอากาศยังประกอบไปด้วยสารพิษและอนุภาคอื่น ๆ มากมาย ซึ่งชนิดของอนุภาคมลพิษในอากาศแต่ละตัว ส่งผลกระทบต่อผิวหนังแตต่างกัน ดังนี้

มาจากแสงอาทิตย์และแสงจากแหล่งอื่น ซึ่งทั้ง UVA และ UVB จะเจาะเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อไปทำลาย DNA ผ่านกลไกต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่จะถูกดูดซับในส่วนของเซลล์ผิวหนังชั้นนอกและไฟโบรบลาสต์ของผิวหนัง ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง โดยตรงทั้งการมีส่วนทำให้ผิวหนังเสื่อมสภาพ กดภูมิคุ้มกันทางผิวหนังเอาไว้ และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง เช่น มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มะเร็งเซลล์ต้นกำเนิด (BCC) และมะเร็งเซลล์สความัส(SCC) ได้

สารมลพิษทางอากาศที่ซับซ้อนและมีองค์ประกอบและขนาดแตกต่างกัน PM เกิดจากการเผาไหม้ของโรงงาน โรงไฟฟ้า เตาเผาขยะ รถยนต์ จากกิจกรรมการก่อสร้าง ไฟไหม้ และฝุ่นลมธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งใน PM จะประกอบไปด้วยโลหะ สารประกอบอินทรีย์ ไอออน และก๊าซคาร์บอน เป็นต้น อนุภาคในช่วงขนาดนาโน หรือที่รู้จักกันในนามของ PM 2.5 ถือเป็นองค์ประกอบที่เป็นอันตรายที่สุด เพราะสามารถทำฏิกิริยาต่อผิวหนังได้สูง ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิวภายนอก เช่น จุดสีบนใบหน้า ร่องจมูก และริ้วรอยต่าง ๆ เป็นต้น

เป็นหนึ่งในสารก่อมลพิษที่แพร่หลายที่สุด เกิดจากส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ ทั้งจากควันไอเสียรถยนต์ โดยเฉพาะจากเครื่องยนต์ดีเซล และจากการเผาไหม้ของสารอินทรีย์ รวมถึงควันบุหรี่ด้วย ซึ่ง PAHs มักจะมาควบคู่กับฝุ่นละออง PM ส่งผลทำให้ผิวหนังที่ได้สัมผัส เกิดอาการเป็นพิษได้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการปะทุของสิว และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของเซลล์ผิวหนังและสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งผิวหนังได้

เกิดขึ้นจากการใช้สีเคลือบเงา ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพสีรถยนต์ ควันบุหรี่ เชื้อเพลิงที่สะสมไว้ ไอเสียจากรถยนต์ โดยเฉพาะจากเครื่องยนต์เบนซิน และจากการปล่อยมลพิษโดยโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารประกอบประเภทนี้ เป็นที่มาของการเกิดการอักเสบของผิวหนัง ปฏิกิริยาการเกิดภูมิแพ้ และเป็นที่มาของโรคผิวหนังภูมิแพ้หรือกลากอีกด้วย

มีอยู่ในชั้นบรรยากาศโดยทั่วไป อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมบางอย่างของมนุษย์และเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ฝุ่น เถ้าภูเขาไฟ และละอองไฟป่า โอโซนมีผลต่อการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง และเป็นสาเหตุในการเกิดลมพิษ กลาก และโรคผิวหนังอักเสบได้

สามารถกระตุ้นการสูญเสียน้ำในผิวหนัง ส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อในผิวหนังได้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังทำให้ผิวหน้าแก่ก่อนวัย และมีรอยย่นเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน และเกิดปัญหาสิวอีกด้วย

นอกจากมลภาวะทางอากาศแล้ว มลพิษทางน้ำก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญในการทำลายผิวด้วย เช่น คลอรีนในน้ำประปาที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง และนำไปสู่ปัญหาริ้วรอยก่อนวัยได้เช่นเดียวกัน

สัญญาณร้ายต่อผิวเมื่อได้รับมลภาวะเป็นเวลานาน

อนุภาคมลพิษในอากาศที่กล่าวมาข้างต้น จะซึมซาบเข้าสู่โครงสร้างของผิวหนังชั้นลึกผ่านกระบวนการออกซิเดชัน ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง ผิวเสีย ทั้งในการสร้างเม็ดสี การเกิดสิว และการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อนุมูลอิสระเหล่านั้นจะทำร้ายคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้เกิดรอยดำและริ้วรอย รวมทั้งยังเพิ่มการอักเสบของสิวที่รุนแรงขึ้น และในท้ายที่สุด เมื่อได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยอื่น ๆ ทั้งเรื่องอาหารการกินและการใช้ชีวิต จนทำให้เกิดการรบกวนอย่างรุนแรงของระบบการทำงานปกติของชั้นไขมัน ดีเอ็นเอ และโปรตีนของผิวหนังมนุษย์ จนทำให้เกิดการอักเสบหรือภาวะภูมิแพ้ เช่น โรคผิวหนังภูมิแพ้ โรคสะเก็ดเงิน สิว และอาจเกิดผลกระทบที่ร้ายแรง จนเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ในที่สุด

ทั้งนี้ผลกระทบของมลภาวะต่อผิวหนัง ก็มีความแตกต่างกันตามสภาพผิวของแต่ละคน

สำหรับผิวที่เป็นสิวง่าย สิ่งเจือปนในอากาศและน้ำจะเข้าสู่รูขุมขนพร้อมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ความมัน และเหงื่อ ซึ่งจะนำไปสู่การอุดตันรูขุมขน และสิวอุดตัน และไปกระตุ้นการผลิตซีบัมของผิวหนังที่เพิ่มมากขึ้นจนนำไปสู่ปัญหาการเกิดสิวได้อีกด้วย

สำหรับผิวแห้ง ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมลภาวะเช่นเดียวกัน เพราะมลภาวะในชั้นบรรยากาศจะกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันบนผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้เกิดผิวหมองคล้ำและผิวขาดน้ำได้ ทำให้ผิวหนังเกิดอาการระคายเคือง มีอาการอักเสบ และความแห้งกร้านได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย 

สำหรับผิวแก่ก่อนวัย การรวมกันของรังสียูวีตัวร้ายและมลภาวะ จะไปทำลายเซลล์ผิวที่แข็งแรงและลดความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของผิว และขัดขวางการเชื่อมกันของคอลลาเจนและอีลาสติน จนนำไปสู่การเกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยในที่สุดนั่นเอง

แล้วเราจะมีวิธีการปกป้องและดูแลผิวจากมลภาวะได้อย่างไร ?

นอกจากมลพิษที่อันตรายต่อสุขภาพร่างกายของคนเราแล้ว ยังลามไปอาละวาดและเป็นภัยคุกคามสำคัญ ต่ออุตสาหกรรมความงามทั่วโลก ที่จะต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อตอบสนองปัญหาด้านมลภาวะเหล่านี้ด้วย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ล้ำลึกไปจนถึงสครับขัดผิว และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และความเชื่อที่ว่า ครีมกันแดดช่วยคุณได้ ตอนนี้การทาครีมกันแดดอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป และไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวแบบไหน ผู้เชี่ยวชาญก็ได้แนะนำให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลผิวที่ดีและครบถ้วนอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ดังนั้น เพื่อให้ผิวของคุณสามารถต่อสู้กับมลภาวะให้ได้ ผ่านขั้นตอนง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำได้ จะมีอะไรบ้าง ดูแลสุขภาพผิวไปพร้อมกัน !

แล้วเราจะมีวิธีการปกป้องและดูแลผิวจากมลภาวะได้อย่างไร ?
  • การทำความสะอาดผิว ทำความสะอาดผิวของคุณทุกวันในตอนเช้าและตอนเย็นเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทสครับขัดผิว หรือการดีท็อกซ์ผิวตามความเหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสาหร่ายสีแดงและสารสกัดจากธาราผลไม้ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวและขจัดการสะสมของมลพิษ และที่สำคัญ อย่าลืมลบเครื่องสำอางค์จากการแต่งหน้าก่อนล้างหน้าด้วย โดยการใช้ ฝักบัว KUDOS MIST หรือ ฝักบัวแรงดันสูง สามารถช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกหมดจด โดยไม่ทำร้ายผิวหน้า
  • การใช้โทนเนอร์หลังจากทำความสะอาดผิว เป็นสิ่งที่จำเป็นที่หลายคนมักจะละเลย เพราะการใช้โทนเนอร์ที่มีค่า pH ที่เหมาะสมจะช่วยปรับสภาพผิวให้เป็นกลางและพร้อมต่อการบำรุงในลำดับถัดไป ทั้งนี้โทนเนอร์ที่เลือกใช้ควรจะอ่อนโยนต่อผิวและมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย ลดปัญหาผิวเสีย ช่วยขจัดน้ำมัน และร่องรอยสิ่งสกปรกอื่น ๆ ที่ตกค้างบนผิวหน้า
  • การปลอบประโลมผิว ด้วยการทาครีมหรือเซรั่มระหว่างวัน และทาครีมบำรุงที่เข้มข้นในตอนกลางคืน เพื่อเพิ่มมอยส์เจอไรเซอร์ให้แก่ผิว โดยเฉพาะการนำวิตามินกลับคืนสู่สภาพผิว เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันและส่งเสริมการต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ซึ่งสำหรับสภาพผิวที่แตกต่างกัน ย่อมต้องการการดูแลด้วยส่วนประกอบที่แตกต่างกัน เพื่อการบำรุงที่ล้ำลึก ดังนี้
    1. สำหรับผิวแห้ง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสามารถใช้มาสก์วิตามิน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Oligopeptides, Antioxidants, Hyaluronic acid, Vitamin B5, Plant butters and essential oils และ Cucumber and cilantro 
    2. สำหรับผิวผสมหรือผิวธรรมดา ควรใช้โลชั่นที่ปราศจากน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นเฉพาะบริเวณที่แห้งในช่วงกลางวัน และสามารถใช้มาส์กประเภทชาร์โคลเพื่อดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ เพื่อช่วยขจัดสารพิษที่นำไปสู่การเกิดสิว สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Hyaluronic acid, Activated, Charcoal, Kaolin clay, Glycolic acid, Vitamin C และ Aloe vera 
    3. สำหรับผิวมัน ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อด้านเพื่อป้องกันไม่ให้ต่อมผลิตน้ำมันส่วนเกินมากไป แนะนำให้ใช้ครีมประเภท Salicylic-Glycolic ในเวลากลางคืน เพื่อลดความมันของผิว และสามารถใช้สครับเม็ดเล็ก ๆ ได้ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Niacinamide, Activated, Charcoal, Salicylic acid, Mandelic acid, Vitamin C และ Calendula 
    4. สำหรับผิวที่เป็นสิวง่าย ทำตามขั้นตอนที่คล้ายคลึงกันกับผิวมัน แต่สามารถเพิ่มครีมป้องกันสิวเพื่อช่วยลดการเกิดสิวได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Tea tree, Menthol, Sulfur, Retinol, Vitamin C, Cinnamon bark และ Extract
    5. สำหรับผิวแก่ก่อนวัย ควรใช้เซรั่มเพื่อปกป้องและป้องกันไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย ใช้ครีมชะลอริ้วรอย และครีมทาใต้ตาในเวลากลางคืนได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Retinol, Vitamin C, Vitamin E, Ferulic acid, Peptides และ Ginger leaf
  • การปกป้องใบหน้าด้วยครีมกันแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีค่า SPF ที่เหมาะสม เพื่อการปกป้องผิวอย่างเต็มที่ รวมถึงการปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะผ่านการสวมใส่หรือใช้อุปกรณ์เพื่อป้องกันแดด เช่น ร่ม หมวก เสื้อแขนยาวป้องกัน UV เป็นต้น
  • การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว ด้วยวิตามินที่จำเป็น ได้แก่ E, C และ B และสารต้านอนุมูลอิสระ สิ่งเหล่านี้จะช่วยรักษาผิวที่ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระและรักษาภูมิคุ้มกันผิวให้แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งวิตามินเหล่านี้อาจมาจากการรับประทานอาหารเสริม หรือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว บีทรูท ออริกาโน แอปเปิ้ล อะโวคาโด บลูเบอร์รี่ ผักใบเขียว และถั่ว เป็นต้น
  • การรักษาความชุ่มชื้นของผิว ด้วยการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยลดอาการขาดน้ำ อาการอักเสบ และระคายเคืองผิว นอกจากนี้ การดื่มน้ำยังช่วยล้างสารพิษในระบบร่างกายได้อีกด้วย

บอกลาปัญหาผิวเสียจากมลภาวะที่ต้องเผชิญโดยไม่รู้ตัว

มลภาวะเป็นเหมือนศัตรูตัวฉกาจที่ใหญ่ที่สุดของผิวคุณ แม้ว่าผลกระทบของมลภาวะที่มีต่อผิวจะมากมายจนน่าตกใจ และคุณเองก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาผิวที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สามารถทำได้ คือ การป้องกันดีกว่าการรักษา คุณสามารถป้องกันไม่ให้มลภาวะมาสร้างอันตรายต่อผิวเพิ่มขึ้นได้ด้วยการดูแลอย่างดีจากนี้ไป ทั้งการรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ การลดระดับความเครียดของตนเอง รวมถึงการดูแลผิวอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอตามวิธีการที่ได้แนะนำไปข้างต้น  เมื่อพยายามทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ในที่สุด ปัญหาผิวของคุณก็จะลดลง มีภูมิต้านทาน และมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงขึ้น พร้อมสำหรับมลภาวะอื่น ๆ ที่จะต้องเผชิญต่อไป ดังนั้น อย่าลืมปกป้องผิวของตนเองจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อมกันด้วย

ห้องน้ำญี่ปุ่น มากด้วยเทคโนโลยี แฝงไว้ด้วยความเรียบง่าย

ห้องน้ำญี่ปุ่น มากด้วยเทคโนโลยี แฝงไว้ด้วยความเรียบง่าย

เมื่อเลื่อนบานประตูไม้เปิดออก สิ่งแรกที่จะได้พบเห็นคือเก้าอี้นั่งพื้นทรงเตี้ยตรงหน้ากระจกเงาบานใหญ่ และฝักบัวสำหรับชำระล้างร่างกาย เมื่อเดินผ่านโซนนี้ลึกเข้าไปด้านใน ทางเดินที่ปูด้วยหินจะพาไปสู่บ่อน้ำแร่ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะทำด้วยไม้ หรือไม่ก็หิน ที่ติดกันนั้นคือหน้าต่างกระจกบานขนาดมหึมา หรือไม่ก็อาจจะปล่อยโล่งให้มองเห็นต้นไม้หรือสวนญี่ปุ่นด้านนอกได้ขณะอาบน้ำ เหล่านี้คือลักษณะของห้องอาบน้ำญี่ปุ่นที่เรามักพบเห็นได้ตามโรงแรมที่มีบ่อน้ำพุร้อนไว้คอยให้บริการ

คงจะดีไม่น้อยหากการรีโนเวทบ้านในครั้งนี้ เราจะสามารถยกเอาบรรยากาศห้องน้ำญี่ปุ่นที่แฝงความเรียบง่าย และกลิ่นอายธรรมชาติอย่างห้องอาบบ่อน้ำพุร้อนขนาดย่อม ๆ มาใว้ในห้องน้ำที่บ้านของตัวเองได้

ทำอย่างไรถึงจะเป็นห้องน้ำญี่ปุ่น ?

หลายท่านอาจจะมองว่าห้องน้ำเป็นเพียงแค่ห้องห้องหนึ่ง ซึ่งมีไว้สำหรับชำระล้างร่างกาย “หากแต่สำหรับคนญี่ปุ่นนั้น ห้องน้ำนับเป็นพื้นที่ส่วนตัว” ซึ่งมีไว้สำหรับการผ่อนคลายหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานอย่างหนักในแต่ละวัน เราจึงมักเห็นความพิถีพิถัน และความใส่ใจแม้กระทั่งในที่เล็ก ๆ แห่งนี้

วัฒนธรรมการอาบน้ำแร่ส่งผลมาสู่ชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น สะท้อนจากแบบแปลนในห้องน้ำตามที่อยู่อาศัยที่ไม่มีอะไรต่างกันมากนัก โซนสุขาจัดเป็นโซนแห้ง ถัดเข้าไปจะเป็นโซนชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนลงแช่น้ำ มีฝักบัว และกระจกเงา จัดเป็นโซนเปียก ลึกเข้าไปด้านในสุดมักจะเป็นอ่างอาบน้ำตั้งอยู่ติดกับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ที่สามารถมองเห็นต้นไม้เขียวขจีที่ด้านนอก เป็นที่สำหรับแช่น้ำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง หากแต่จะทำอย่างไรให้ห้องน้ำในบ้าน กลายเป็นห้องน้ำญี่ปุ่นที่มีบ่อน้ำแร่จำลองแบบนั้นได้ สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบนั้นเป็นอย่างไร!?

วิถีเซน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสไตล์ “เซน” (Zen / 禅) มีอิทธิพลอย่างมากในการออกแบบที่อยู่อาศัยของญี่ปุ่น อันเป็นที่มาของสไตล์ที่ใครต่อใครต่างเรียกว่า “มินิมอล” ซึ่งจะเน้นการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ให้ความสงบ ขณะเดียวกันก็เคารพความมีอยู่ของธรรมชาติ แน่นอนว่าลักษณะดังกล่าวก็ส่งผ่านมายังห้องน้ำซึ่งเป็นอีกหนึ่งห้องสำคัญของบ้าน ที่ผู้อยู่อาศัยจะต้องใช้เป็นประจำในทุก ๆ วัน

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ที่นักออกแบบมักคำนึงถึงและห้ามลืมอย่างเด็ดขาด ก็คงจะเป็น “ความเรียบง่าย” และ “ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ” ซึ่งครอบคลุมโจทย์ปลีกย่อยที่สะท้อนความนึกคิดที่พิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุ การใช้งาน และความปลอดภัย

วัสดุและดีไซน์อย่างญี่ปุ่น

แม้จะพูดว่าเป็นดีไซน์อย่างญี่ปุ่น แต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องถอดแบบความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมมาทุกกระเบียดนิ้ว เพราะการออกแบบห้องน้ำจะต้องปรับให้ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ และความเรียบง่ายอย่างสมัยใหม่ที่เรียกว่า “มินิมอล” คือการออกแบบที่ไม่ซับซ้อน มีองค์ประกอบน้อยชิ้น เน้นความโปร่งและโล่งตา ลวดลายที่มักนำมาใช้ตอบโจทย์ความเรียบง่ายนี้ก็คือเส้นตรงเพื่อสื่อถึงความเป็นระเบียบ ตรงกับแนวคิดอย่างเซนที่ไม่สนับสนุนความยุ่งยากชวนว้าวุ่นใจ เราจึงมักเห็นการใช้เฟอร์นิเจอร์หรือการตกแต่งต่างๆ ซึ่งจะเน้นไปที่ทรงเหลี่ยมเสียมากกว่า ให้กลิ่นอายแบบโมเดิร์นนิด ๆ ส่วนเรื่องสีจะเน้นไปที่สีน้ำตาลอ่อน สีขาว หรือสีเทา เพราะเป็นสีที่สื่อถึงธรรมชาติแบบไม่มีอะไรมาเติมแต่ง

วัสดุและดีไซน์อย่างญี่ปุ่น

แน่นอนว่าวัสดุที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติและความเรียบง่ายได้อย่างดีที่สุดก็ต้องยกให้ “ไม้” บ่อน้ำแร่ของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมมักจะใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลักอยู่แล้ว ตั้งแต่ทางเข้า การใช้แบ่งสัดส่วนต่าง ๆ การตกแต่งผนัง หรือแม้แต่อ่างอาบน้ำ หากแต่การใช้ไม้ซึ่งต้องเจอกับความชื้นจะนำมาซึ่งเชื้อรา ดังนั้นในส่วนที่ต้องถูกน้ำเป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะอ่างอาบน้ำ ญี่ปุ่นจึงเลือกใช้ไม้ที่มีคุณสมบัติป้องกันเชื้อราได้อย่างไม้ “ฮิโนกิ” หรือ ไม้ “จันทร์หอม” (Sandalwood)

วัสดุและดีไซน์อย่างญี่ปุ่น ห้องน้ำญี่ปุ่น มากด้วยเทคโนโลยี แฝงไว้ด้วยความเรียบง่าย

สำหรับการประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่อาจใช้ไม้ระแนงสีอ่อนปูบนพื้น หรือบุตกแต่งที่ผนังหรือฝ้าเพื่อเพิ่มบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ แต่หากใครต้องการเพิ่มลูกเล่นให้ห้องน้ำญี่ปุ่นดูมีความดิบและดูโมเดิร์นขึ้นมาเล็กน้อย “หิน” ก็เป็นอีกวัสดุนึงที่ยังคงตอบโจทย์ความเรียบง่ายและธรรมชาติตามแบบญี่ปุ่น สามารถใช้หินสอดแทรกประดับไปพร้อมกับไม้ รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้กับอ่างอาบน้ำก็สามารถทำได้เช่นกัน

ห้องน้ำญี่ปุ่นดูมีความดิบและดูโมเดิร์น

ในประเทศญี่ปุ่นมักจะมีประตูกั้นแบ่งห้องสุขาออกจากห้องอาบน้ำอย่างชัดเจน แต่สำหรับห้องน้ำในที่อยู่อาศัยของประเทศไทย ส่วนใหญ่มักจะรวมทั้งสุขาและโซนอาบน้ำอยู่ภายในห้องเดียว กรณีนี้สามารถใช้บานกระจกใสสำหรับการแบ่งสัดส่วนโซนสุขาและโซนอาบน้ำออกจากกันเพื่อตอบโจทย์ความโปร่งและโล่ง ทั้งยังช่วยให้แสงจากด้านนอกส่องเข้ามาได้ทั่วทั้งพื้นที่

ฟังก์ชันการใช้งาน

แม้ว่าห้องน้ำสไตล์ญี่ปุ่นจะเน้นการออกแบบที่เรียบง่ายอย่างสไตล์มินิมอล และเพื่อเป็นสถานที่ส่วนตัวสำหรับผ่อนคลายท่ามกลางความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ แต่หากสังเกตดี ๆ เราจะเห็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ได้อย่างกลมกลืน

“KUDOS ออกแบบโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ” ด้วยแนวคิด Universal Design คำนึงถึงการใช้งานที่ปลอดภัย พร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานและเทคโนโลยี ที่ทำให้ผู้ที่สนใจออกแบบห้องน้ำในสไตล์ญี่ปุ่นนั้น มีทางเลือกในการใช้งานสุขภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแบบฉบับบญี่ปุ่น

ความลำบากที่ต้องแลกมากับการมีห้องน้ำสวย ๆ และขนาดใหญ่ก็คือการทำความสะอาด ปัญหาหนึ่งคือเรื่องของเชื้อราซึ่งเกิดมาจากความชื้นที่หมักหมม แม้จะบอกว่าห้องน้ำญี่ปุ่นมีกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่ให้แสงสาดส่องเข้าถึงได้ก็อาจจะยังไม่พอ ดังนั้นจึงควรมีตัวช่วย นั่นคือการติดตั้งเครื่องระบายความชื้นซึ่งควรเปิดใช้หลังอาบน้ำเสร็จทุกครั้ง

นอกจากนั้นในส่วนของอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า หรือบริเวณเคาน์เตอร์ที่ต้องโดนน้ำบ่อย ๆ หากปล่อยทิ้งเอาไว้อาจทำให้เกิดคราบน้ำไม่สวยงาม การดูแลในส่วนนี้จึงเป็นเรื่องที่สร้างความยากลำบากอย่างมาก ดังนั้นควรเลือกวัสดุที่ทำความสะอาดได้ง่าย ยกตัวอย่างบางบริษัทของญี่ปุ่นมีการคิดค้นอ่างอาบน้ำที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ผลิตจาก organic glass ซึ่งจะช่วยรักษาความเงางามของพื้นผิวได้นานมากยิ่งขึ้น

สุขภัณฑ์การประหยัดพลังงานและประหยัดน้ำ

การประหยัดพลังงานและประหยัดน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญ ในเรื่องของก๊อกน้ำและวาล์วน้ำต่าง ๆ ควรเลือกใช้แบบอัตโนมัติซึ่งสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ดี ทั้งยังหมดปัญหาการลืมปิดน้ำได้อีกด้วย ส่วนอ่างอาบน้ำซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของห้องน้ำแบบญี่ปุ่น ผู้ใช้งานสามารถเพลิดเพลินกับบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวง่าย ๆ ได้ที่บ้านเพียงติดตั้งเครื่องปล่อยน้ำสไตล์น้ำตก ทำให้ได้ทั้งความสวยงามและความทันสมัย ไปในตัว

เทคโนโลยีห้องน้ำญี่ปุ่น

ในส่วนของแสงสว่างนั้น เนื่องจากห้องน้ำแบบญี่ปุ่นมักถูกออกแบบให้มีกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงจากด้านนอกเข้ามามาก ดังนั้นจึงลดในเรื่องของไฟส่องสว่างลงได้ อาจใช้เป็นโคมไฟดาวน์ไลท์ที่ให้แสงสว่างที่ไม่จ้าเกินไป นอกจากจะช่วยลดการใช้ปริมาณไฟฟ้า ยังช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายภายในห้องน้ำได้อีกด้วย แต่อย่าลืมว่าการเลือกใช้หลอดไฟควรเลือกชนิดที่สามารถกันน้ำและความชื้นได้ในตัว อีกเทคนิคหนึ่งที่นักออกแบบชาวญี่ปุ่นชอบใช้สำหรับตกแต่งห้องน้ำให้ดูโมเดิร์นแต่ก็ยังคงความมินิมอลนั่นคือการใช้ ไฟซ่อนผนัง (Indirect Lighting) ติดตั้งไว้ตามซอกมุมผนัง หรือหลังบานกระจกต่าง ๆ ช่วยให้แสงสว่างที่ไม่มืดจนอึดอัดเกินไป ขณะเดียวกันก็ดูอบอุ่นกำลังดี

ความปลอดภัย

ห้องน้ำในที่อยู่อาศัยของไทยมักมีหลายห้อง เช่น ห้องน้ำชั้นล่างสำหรับแขกหรือผู้สูงอายุ ห้องน้ำในห้องนอนมาสเตอร์ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ ดังนั้นการออกแบบควรคำนึงถึงเรื่อง Universal Design ที่สามารถใช้ได้กับคนทุกช่วงอายุ และต้องมีความปลอดภัย เนื่องจากห้องน้ำมักเป็นส่วนที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้บ่อย ๆ

การวางแบบแปลนตามแบบห้องน้ำของญี่ปุ่นที่มีการแบ่งโซนเปียกและแห้งไว้อย่างชัดเจน มีข้อดีในเรื่องของความปลอดภัยซึ่งอาจลดอัตราการลื่นหกล้มได้อย่างดี ทั้งนี้การออกแบบห้องน้ำญี่ปุ่นให้เอื้อต่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุนั้น ควรลดทางต่างระดับให้ได้มากที่สุด นับตั้งแต่ทางเข้า ควรติดตั้งพื้นลาดเพื่อให้เคลื่อนย้ายรถเข็นของผู้สูงอายุได้ง่าย และควรติดตั้งราวหรือมือจับตามผนังต่าง ๆ

ความปลอดภัยของห้องน้ำ ภายใต้หลักการออกแบบ Universal Design

เรื่องแสงสว่างก็ไม่ควรมองข้าม กรณีนี้อาจใช้ประโยชน์จากไฟซ่อนผนังมาติดบริเวณพื้นเพื่อเป็นเหมือนไฟนำทาง ผู้สูงอายุอาจไม่เหมาะกับการก้าวขึ้นลงในอ่างอาบน้ำ ดังนั้นห้องน้ำบริเวณชั้นล่างของบ้าน การเลือกใช้ฝักบัวจึงตอบโจทย์มากที่สุด

สำหรับการตกแต่งนักออกแบบสามารถดัดแปลงโดยการเลือกใช้วัสดุไม้ หรือการใช้โทนสีที่สื่อถึงความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติในการตกแต่ง ขณะเดียวกันควรเลือกใช้พื้นกันลื่น และไม่ควรใช้ประตูกระจกใสสำหรับแบ่งแยกโซนเปียกและแห้งเพราะจะแตกได้ง่ายหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ควรเพิ่มมือจับ หรือม้านั่งสำหรับอาบน้ำ รวมถึงติดตั้งออดส่งสัญญาณกรณีฉุกเฉิน

กรณีที่เป็นห้องน้ำชนิดที่มีอ่างอาบน้ำควรลดความลึกของอ่างจากปกติที่มีความลึกประมาณ 60 เซนติเมตรลงไปให้เหลือที่ประมาณ 40 เซนติเมตร แน่นอนว่าควรเพิ่มราวจับ และภายในอ่างควรมีสเต็ปเตี้ย ๆ สำหรับนั่ง หรือจะให้ดีอาจติดตั้งที่นั่ง Bath Lift ซึ่งเป็นเก้าอี้สำหรับใช้ในอ่างอาบน้ำโดยเฉพาะเพื่อให้ลุกหรือนั่งได้ง่ายขึ้น เท่านี้ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุจากการลื่นล้มหรือจมน้ำในผู้สูงอายุได้แล้ว

การออกแบบห้องน้ำไทยให้เป็นสไตล์ญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นสำคัญคือความเรียบง่าย ใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงการใช้งานให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวัน อาจเพิ่มลูกเล่นเสริมความเรียบง่ายด้วยเทคโนโลยีซึ่งจะตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างดี ขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ออกแบบควรคำนึงทั้งเรื่องความสวยงาม ขณะเดียวกันก็ต้องให้สะดวกต่อการเคลื่อนไหวของเจ้าบ้านสูงวัย

แนะนำอ่านต่อ : ออกแบบห้องน้ำผู้สูงอายุอย่างไร!? ให้อุ่นใจทั้งครอบครัว

ไม่ใช่แค่สวย แต่ปลอดภัย ใช้งานได้ทุกคน กับการออกแบบห้องน้ำด้วยแนวคิด Universal Design

ไม่ใช่แค่สวย แต่ปลอดภัยและใช้งานได้ทุกคน กับการออกแบบห้องน้ำด้วยแนวคิด Universal Design

ห้องน้ำอาจเป็นที่ที่อันตรายมากกว่าที่คิด จากการสำรวจของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่าในแต่ละปี มีคนมากกว่า 235,000 คนที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะประสบอุบัติเหตุในห้องน้ำ และ 14% ของกลุ่มคนเหล่านั้น ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขนาดต้องนอนโรงพยาบาล

เช่นเดียวกับการที่หลายประเทศทั่วโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่กลุ่มของคนอายุมากกว่า 60 ปี มีมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่นๆ แน่นอนว่า ด้วยวัยที่สูงขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น การเดิน การลุก การนั่ง ทำได้ยากขึ้นด้วย รวมถึงผู้สูงวัยหลาย ๆ คนอาจต้องใช้วีลแชร์ ทำให้ผู้สูงอายุใช้ห้องน้ำได้ยากกว่าเดิมอย่างมาก

จะดีกว่าไหม ถ้าห้องน้ำของคุณได้รับการออกแบบเพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะมีช่วงอายุ เพศ หรือ สภาพร่างกายอย่างไร และนั่นทำให้แนวคิด “Universal Design” หรือการออกแบบเพื่อทุกคน ได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่อง เพราะหัวใจสำคัญของ Universal Design คือ การออกแบบที่ไม่ได้คำนึงถึงเพียงความสวยงาม แต่ใส่ใจถึงการใช้งานจริงของคนทุกกลุ่ม เพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม

แนวคิด Universal Design คืออะไร ?

แนวคิด Universal Design การออกแบบเพื่อทุกคน หรือ “อารยสถาปัตย์” เป็นแนวคิดในการออกแบบที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน ทั้งการออกแบบสถานที่ การออกแบบของใช้ต่าง ๆ  เพื่อให้ตอบโจทย์ในการใช้งานของคนทุกรูปแบบ โดยไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนปกติและเด็กเล็ก

เมื่อนักออกแบบนำแนวคิด  Universal Design มาเป็นหลักในการออกแบบ ก็จะส่งผลให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ไม่มีข้อจำกัดในการใช้งาน การใช้ชีวิตร่วมกันของคนทุกกลุ่มนั้น ก็จะมีความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน โดยไม่มีข้อจำกัดเกิดขึ้น

“แนวคิดของ Universal Design คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นการคิดแบบเห็นอกเห็นใจ ผมว่าโลกปัจจุบันเราก็ต้องการแค่นี้แหละ” – ซาโตชิ คานากาว่า –

Universal Design กับการออกแบบห้องน้ำสำหรับทุกคนในครอบครัว

การนำแนวคิด Universal Design มาร่วมในการออกแบบห้องน้ำนั้น นอกจากจะเพิ่มอัตถประโยชน์ให้กับสมาชิกในครอบครัวในปัจจุบันได้อย่างมากแล้ว การออกแบบด้วยแนวคิดนี้ ยังคงคิดเผื่อไปยังครอบครัวที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรองรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว หรือการออกแบบเผื่อไปยังสมาชิกในครอบครัวที่กำลังเข้าสู่ช่วงอายุที่สูงขึ้น

UNIVERSAL DESIGN กับการออกแบบห้องน้ำสำหรับทุกคนในครอบครัว

และนี่คือตัวอย่างของประโยชน์ที่ครอบครัวจะได้รับ จากการออกแบบห้องน้ำด้วยแนวคิด Universal Design

  • เพิ่มความปลอดภัยในบ้านที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ
  • มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้โดยง่าย
  • นอกจากใช้งานได้ง่ายแล้ว ยังมีทัศนียภาพที่สวยงามอีกด้วย

เพราะการออกแบบห้องน้ำนั้น ไม่ได้คำนึงถึงเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังใส่ใจถึงการใช้งานจริงของสมาชิกทุกคนในครอบครัวอีกด้วย

ปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อจะเริ่มต้นสร้างหรือรีโนเวทห้องน้ำ

เมื่อถึงเวลาที่จะทำการรีโนเวทห้องน้ำ หรือต้องการที่จะปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นในการใช้งาน นี่คือตัวอย่างการออกแบบห้องน้ำ ด้วยหลัก Universal Design ที่ผู้ใช้งานทุกคนสามารถใช้ได้อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัย


ประตู

ประตูห้องน้ำทั่วไปจะมีความกว้างประมาณ 76 – 82 เซนติเมตร ซึ่งแคบไปสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ แนะนำให้ขยายขนาดของประตูเป็น 91 เซนติเมตร เช่นเดียวกับการออกแบบประตูให้เปิดออกจากตัว แทนที่จะเปิดเข้าหาตัว จะช่วยให้ผู้ใช้วีลแชร์เข็นรถเข้า – ออกห้องน้ำได้สะดวกขึ้น และเปลี่ยนลูกบิดประตูจากแบบหมุน เป็นแบบก้านโยก จะช่วยให้ผู้สูงอายุที่อาจมีปัญหากล้ามเนื้อมืออ่อนแรง เปิดประตูห้องน้ำได้ง่ายขึ้นเช่นกัน


ทางเข้าห้องน้ำไม่ควรมีธรณีประตูกั้น เพื่อให้ผู้ที่ใช้วีลแชร์สามารถเข็นรถเข้าไปได้ และป้องกันปัญหาการสะดุดล้มอีกด้วย และยังรวมไปถึงการใช้งานห้องน้ำของเด็กเล็ก ที่อาจจะไม่มีความระมัดระวังในการก้าวข้ามธรณีประตูมากเพียงพอ


ผนังและบริเวณประตูควรมีสีที่แตกต่างจากพื้นอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาทางการมองเห็น สามารถกะระยะของห้องน้ำได้อย่างถูกต้อง


ห้องน้ำควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 152 เซนติเมตร เพื่อให้ผู้ใช้วีลแชร์สามารถกลับรถเข็นได้ หรือในบ้านที่มีเด็กทารก อาจจะต้องการพื้นที่เพิ่มเติมในการดูแล เพราะอุปกรณ์ของเด็กบางอย่างนั้นไม่สามารถใช้ร่วมกันกับผู้ใหญ่ได้


พื้นห้องน้ำต้องป้องกันการลื่นล้มได้ ควรเลือกใช้กระเบื้องที่ผิวด้าน และเป็นแผ่นเล็ก ๆ มาต่อกัน เพราะกาวยาแนวที่มาเชื่อมกระเบื้องให้ติดกันจะช่วยป้องกันการลื่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ควรปูกระเบื้องให้เรียบเสมอกัน เพื่อป้องกันปัญหาการสะดุดล้ม และไม่ควรวางของไว้ที่พื้นห้องน้ำ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้


คนอายุเกิน 60 ต้องการแสงสว่างมากกว่าคนอายุ 20 ถึง 3 เท่า ด้วยเหตุนี้ จึงควรติดตั้งไฟให้ส่องสว่างได้ทั่วทั้งห้อง ไม่ให้มีมุมมืดอยู่ เพื่อป้องกันปัญหาการสะดุดล้ม หรือการเดินไปเตะขอบผนัง


ไม่ควรใช้ชั้นวางของแบบติดผนังใกล้กับฝักบัว เพราะอาจเกิดปัญหาคนเดินชนและบาดเจ็บได้ ควรเปลี่ยนเป็นชั้นวางของแบบเจาะผนังจะดีกว่า และถ้าบ้านไหนมีเด็กทารกจะพบว่าอุปกรณ์สำหรับเด็กนั้น ค่อนข้างใช้พื้นที่ในการจัดเก็บ มีจำนวนชิ้นที่มาก และยังต้องการความสะดวกในการหยิบมาใช้งานอีกด้วย


กรณีที่พื้นที่ขอห้องน้ำจำกัด ควรเปลี่ยนมาใช้ตะขอติดผนังเพื่อแขวนผ้าเช็ดตัวแทนการใช้ราว เพราะใช้เนื้อที่น้อยกว่า และควรติดตั้งตะขอแขวนผ้าเช็ดตัวที่ความสูง 120 เซนติเมตร เพื่อให้เด็ก ผู้ใช้วีลแชร์ หรือผู้มีปัญหาที่หัวไหล่สามารถใช้งานได้สะดวก


ควรใช้อ่างล้างมือแบบติดผนัง เพื่อให้ใต้อ่างล้างมือมีพื้นที่ว่างให้ผู้ใช้วีลแชร์สามารถสอดขาเข้าไปได้ และใช้หัวก๊อกน้ำแบบก้านโยกแทนแบบหมุน จะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อมืออ่อนแรงใช้งานได้สะดวกขึ้น

ในปัจจุบันนั้นมีการใช้เทคโนโลยีในการออกแบบ ก๊อกน้ำอัตโนมัติ หรือ ปากก๊อกน้ำที่สามารถ เปิด-ปิดน้ำด้วยระบบเซ็นเซอร์ สามารถอำนวยความสะดวกแก่เด็กและผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี


โถสุขภัณฑ์ทั่วไปจะมีความสูงอยู่ที่ 35 – 38 เซนติเมตร ซึ่งมีระดับต่ำกว่าเก้าอี้ทั่วไป ลองเปลี่ยนมาใช้โถสุขภัณฑ์ที่มีความสูง 43 – 48 เซนติเมตร (รวมฝารองนั่ง)  ซึ่งเป็นความสูงเดียวกับเก้าอี้ จะช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องก้มหลังและงอเข่ามากนัก และช่วยให้ผู้ใช้วีลแชร์สามารถย้ายตัวเองจากรถเข็นไปนั่งบนโถสุขภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ โถสุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติ ช่วยอำนวยความสะดวกและความสะอาด แถมยังลดพื้นที่ในการติดตั้งและใช้งานสายชำระได้อีกด้วย


หลาย ๆ บ้านใช้ฝักบัวแบบติดผนัง แบบที่เราคุ้นเคยกันตามโรงแรม ถึงอย่างนั้นควรมีฝักบัวแบบสายอ่อน ที่ผู้ใช้สามารถถือไว้ในมือเอาไว้ด้วย เพื่อใช้อาบน้ำเด็กเล็ก หรือ สัตว์เลี้ยง หรือ ใช้เพื่อชำระล้างเฉพาะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ง่ายขึ้น 

ปัจจุบันทางแบรนด์ KUDOS  ได้จำหน่าย ฝักบัวกรองคลอรีน นอกจากจะประหยัดน้ำกว่าฝักบัวทั่วไปแล้ว ยังสามารถทำความสะอาดผิวได้ดีกว่าฝักบัวทั่วไปอีกด้วย


ควรติดตั้งที่นั่งสำหรับอาบน้ำที่มั่นคง แข็งแรง เช่น การทำที่นั่งอาบน้ำแบบติดผนัง หรือใช้เก้าอี้ที่แข็งแรงไม่โยกและไม่เคลื่อนที่ไปมาบนพื้นเปียก เพื่อให้ผู้ใช้วีลแชร์ หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการยืน ได้อาบน้ำอย่างสะดวก


บริเวณฝักบัว ซึ่งเป็นพื้นที่เปียกของห้องน้ำ มักก่อให้เกิดปัญหาการลื่นล้ม ควรติดตั้งราวจับข้างฝักบัว เพื่อช่วยในการทรงตัว โดยที่ราวจับต้องไม่ได้ติดเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ต้องติดตั้งกับผนังอย่างมั่นคง




ตัวอย่างการออกแบบห้องน้ำ ด้วยหลัก Universal Design

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการใช้หลัก Universal Design มาใช้ในการออกแบบห้องน้ำ เพื่อให้ห้องน้ำเป็นพื้นที่ให้สมาชิกในครอบครัวสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก สบาย ปลอดภัย ได้เหมือนกันทุกคน

KUDOS (คูโดส) แบรนด์นวัตกรรมอุปกรณ์ในห้องน้ำคุณภาพสูง ให้ความสำคัญในคุณภาพสินค้าและฟังก์ชั่นการใช้งาน ควบคู่ไปกับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์

ฝักบัว KUDOS PUREBLISS กับ ฝักบัว KUDOS MIST แตกต่างกันอย่างไร?

Kudos Purebliss Kudos Mist Differences

หลายๆคนกำลังตั้งข้อสงสัยนี้กันอยู่ใช่มั้ยละ วันนี้เราจะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจกัน ตามอ่านกันได้เลย!!

หลายๆคนกำลังตั้งข้อสงสัยนี้กันอยู่ใช่มั้ยละ วันนี้เราจะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจกัน ตามอ่านกันได้เลย!!

“ฝักบัว Purebliss”

เป็นฝักบัวที่มาพร้อมกับ Filter ไส้กรองที่ช่วยกรองคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำให้มีปริมาณเหลือน้อยที่สุด ทำให้ไม่ทำลายผิวและเส้นผมของเราขณะอาบน้ำ ส่วนของหน้าฝักบัวนั้นยังได้ออกแบบให้น้ำที่ไหลออกมานั้นแรงยิ่งขึ้น แต่ยังคงความนุ่มนวล ไม่ระคายเคืองผิว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างเต็มที่ขณะอาบน้ำ ทำให้ผิวกระจ่างใส สุขภาพดี ผมไม่แห้งกระด้าง

แนะนำเลยสำหรับเด็กเล็กหรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย แพ้น้ำคลอรีน หรือสารตกค้างต่างๆที่ปนมากับน้ำ

Kudos Purebliss Kudos Mist Differences 03

“ฝักบัว Mist”

มิติใหม่แห่งการล้างหน้าที่สะอาดหมดจด ด้วยละอองน้ำอนุภาคขนาดเล็ก ที่ออกแบบพิเศษให้สายน้ำไหลตัดกัน ทำให้น้ำที่ไหลออกมาเป็นละอองเบานุ่มเหมือนหมอกในแรงดันน้ำที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างหน้าให้สะอาดล้ำลึกถึงรูขุมขน และยังช่วยลดอุณหภูมิน้ำลง 3 องศา ทำให้อุณหภูมิน้ำเหมาะกับผิวหน้าของเราขณะล้างหน้า สามารถปรับระดับน้ำได้2ระดับ คือ แบบปกติ และ แบบมิสท์

แนะนำเลยสำหรับผู้ที่ต้องเจอมลพิษทางอากาศเป็นประจำ ผู้ที่มีสิว ผดผื่น หรือสาวๆที่รักการแต่งหน้า

Kudos Purebliss Kudos Mist Differences 04

และนี้คือเคล็ดลับคุณสมบัติของฝักบัวทั้ง 2 ตัวจาก KUDOS ที่หลายๆคนบอกว่าเป็น Must have item ที่ต้องมีติดบ้านอีกด้วย และคุณสมบัติอีกอย่างของ Purebliss และ Mist นี้คือ ยังช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 45% ช่วยประหยัดน้ำกว่าฝักบัวทั่วไปอีกด้วย

“น้ำที่ใช้อาบทำร้ายผิวลูกน้อยโดยไม่รู้ตัว”

Kudos Purebliss for babies 03

“การอาบน้ำ” นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับลูกน้อย น้ำที่ใช้สำหรับอาบควรเป็นน้ำสะอาด ปราศจากคลอรีน เนื่องจากเด็กมีผิวที่บอบบาง เสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ ผิวแห้ง ผื่นแดง แสบคัน ไม่สบายตัว และหงุดหงิดงอแง แบบหาสาเหตุไม่ได้ แต่แท้ที่จริงแล้วนั้น อาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากการอาบน้ำที่คอยทำร้ายผิวอันบอบบางของลูกน้อย ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น โดยเฉพาะสำหรับเด็กอายุ 0-5 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีความเสี่ยงใน โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ดังนั้นน้ำที่ใช้สำหรับอาบให้ลูกน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะปัญหาต่างๆ เหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยในอนาคตอีกด้วย

Kudos Purebliss for babies 01

ก้าวแรกสู่ผิวสุขภาพดีของลูกน้อย เริ่มจากการอาบน้ำด้วย “Purebliss ฝักบัวกรองคลอรีน” ที่มีฟิลเตอร์สำหรับช่วยกรองคลอรีนอิสระคงเหลือที่ปะปนมากับน้ำ เพื่อช่วยถนอมผิวและเส้นผม เนื่องจากผิวของเด็กมักบอบบาง ทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย พร้อมด้วย เทคโนโลยีAtomist™ ที่ออกแบบรูหน้าฝักบัวให้มีขนาดเล็ก ทำให้สายน้ำนุ่ม อ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายให้ลูกน้อยระหว่างการอาบน้ำ นอกจากนี้ “Purebliss ฝักบัวกรองคลอรีน” ได้ออกแบบโดยเลือกใช้วัสดุ ABS ที่มีน้ำหนักเบา รูปทรงโค้งมน เข้ากับสรีระของอุ้งมือทำให้จับกระชับมือ สะดวกสบายต่อคุณพ่อ คุณแม่ ในการอาบน้ำให้กับลูกน้อย และวัสดุที่เลือกใช้นั้นไม่เป็นอันตราย ทำให้ลูกน้อยสามารถใช้ฝักบัวตามลำพังได้อย่างปลอดภัย “Purebliss ฝักบัวกรองคลอรีน” ผลิตและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ผ่านการรับรองจากสถาบันโรคผิวหนังว่าเหมาะสำหรับทารก เด็ก ผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย และผู้ที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

HP PUREBLISS

นอกจากการเลือกฝักบัวที่มีส่วนสำคัญต่อการอาบน้ำให้ลูกน้อยแล้วนั้น การเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำให้แก่ลูกน้อยก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอ่อนละมุนสูตรไฮเปอร์-อัลเลอร์เจนิก หรือผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อช่วยบำรุงและถนอมผิวของลูกน้อยให้เติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดีตั้งแต่วันแรก และทุกวันได้อย่างเต็มที่ ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งของช่วงเวลาการอาบน้ำให้ลูกน้อย นอกจากช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลาย สบายตัว ยังส่งผลต่อความรู้สึกถึงความอบอุ่น เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี