Category Archives: ไลฟ์สไตล์

คลอรีน!! ต้นตอของผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย

คลอรีน ต้นตอของผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก ทั้งในการอุปโภค โดยใช้ในการชำระล้างสิ่งสกปรก ทั้งร่างกายและทุกพื้นผิวสัมผัส หรือในการบริโภค ทั้งดื่มกิน และนำไปประกอบอาหาร รวมถึงการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งหากแหล่งที่มาของน้ำที่นำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคในแต่ละวันนั้นมาจากระบบน้ำประปาในเมือง หรือท่อส่งน้ำประปาตามแต่ละพื้นที่แล้ว แสดงว่าน้ำที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น ล้วนผ่านระบบการบำบัดน้ำมาแล้ว

โดยทั่วไป ในการบำบัดน้ำ มักจะบำบัดด้วยสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “คลอรีน (Chlorine)” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อ (sanitizer) และเป็นองค์ประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมและพบได้ในผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนบางชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อหรือล้างทำความสะอาด จากรายงานของกรมอนามัยนิวยอร์ก ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า คลอรีน เป็น 1 ใน 10 ของสารเคมีที่ผลิตมากที่สุดในอเมริกา เพื่อถูกนำไปใช้ในการบำบัดน้ำเป็นสำคัญ ทั้งการบำบัดน้ำประปา การใส่เพื่อฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ ที่ทุกคนมักจะได้กลิ่นคลอรีนอย่างชัดเจนทันทีที่ลงสระ หรือแม้แต่จากน้ำที่เราอาบอยู่ทุกวัน

ดังนั้น หากคุณไม่ได้ลงไปว่ายน้ำในสระว่ายน้ำเร็ว ๆ นี้ คุณอาจคิดว่าคลอรีนไม่ได้มีผลอะไรกับผิวพรรณของคุณนัก แต่แท้ที่จริง แล้วเราทุกคนต้องสัมผัส หรือแม้กระทั่งอาบน้ำที่มีคลอรีนเจือปนอยู่ทุกวันอย่างไม่ได้คาดคิด แล้วคลอรีนส่งผลดีหรือผลร้ายต่อผิวของพวกเราอย่างไรกันนะ ?

คลอรีน กับอันตรายที่เราอาจไม่รู้ตัว!!

ประโยชน์ของคลอรีน คลอรีนได้ถูกนำไปใช้ในการบำบัดน้ำและการฆ่าเชื้อเพื่อให้น้ำมีความสะอาดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ปฏิกิริยาของคลอรีนเมื่อสัมผัสกับแบคทีเรีย จะสลายตัวผ่านกระบวนออกซิเดชัน และจะสร้างกรดอ่อน ๆ ที่เรียกว่ากรดไฮโปคลอรัส  ซึ่งกรดไฮโปคลอรัสสามารถเจาะผนังเซลล์ของแบคทีเรียและกำจัดแบคทีเรียออกไปได้ ดังนั้น คลอรีนจึงเป็นสารเคมีฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อโรคต่าง ๆ ในระบบน้ำประปาส่วนใหญ่จึงได้ใช้คลอรีนในการบำบัดน้ำให้สะอาด ถูกสุขอนามัย และพร้อมสำหรับการอุปโภคและบริโภคของผู้คน แต่เมื่อน้ำประปาถูกนำมาใช้ในพื้นที่ครัวเรือน  ก็อาจจะยังมีคลอรีนที่ยังเจือปนอยู่ในน้ำ ตกค้างและหลงเหลืออยู่ในน้ำประปา ที่เราใช้ดื่ม, ประกอบอาหาร หรือใช้อาบ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย และสุขภาพได้มากกว่าที่เราคิด

คลอรีน กับอันตรายที่เราอาจไม่รู้ตัว

คลอรีน เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมีแล้ว ย่อมมีผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลร้ายต่อผิวพรรณ ที่หลายครั้งเราอาจมองข้ามมันไป แม้ว่าการอาบน้ำทุกวันหรือการแช่ตัวในสระเป็นครั้งคราว อาจไม่ส่งผลต่อผิวมากนัก แต่ถ้าเราลองสังเกตดี ๆ อาจพบว่า หลังจากว่ายน้ำ เรามักจะสัมผัสได้ถึงผิวที่แห้งกร้านขึ้นและเป็นขุย ซึ่งเจ้าคลอรีนตัวร้ายนี่แหละอาจเป็นตัวการหลักที่ทำร้ายผิวพรรณของเรา ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย คลอรีนอาจส่งผลร้ายต่อผิวหนังมากขึ้น จนเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาผิว เช่น ผื่นแพ้ ผื่นคัน ผิวแห้ง และปัญหาสิวตามมา โดยที่คนทั่วไปอาจไม่คิดว่าน้ำประปาที่มีคลอรีนตกค้าง จะเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ 

  • สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวแห้ง : คลอรีนสามารถทำลายโปรตีนบนผิวหนัง โดยในระยะสั้นอาจทำให้ผิวแห้งและคัน ยิ่งอาบน้ำที่มีคลอรีนเจือปนบ่อยมากเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นเท่านั้น
  • ปัญหาสิว : คลอรีนจะทำให้ผิวหนังแห้งกร้าน และกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันหรือน้ำมันมากเกินไป ซึ่งอาจอุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้  
  • ปัญหาริ้วรอยก่อนวัย : คลอรีนยังสามารถทำลายผิวและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ แม้มีปริมาณเพียงเล็กน้อย  ในขณะที่อาบน้ำ ความร้อนจะเปิดรูขุมขนและทำให้คลอรีนซึมเข้าสู่ชั้นผิว  คลอรีนสามารถทำลายชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวหนังตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดความแห้งกร้าน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาริ้วรอยได้
  • ปัญหาภูมิแพ้ : ในกลุ่มคนที่มีอาการแพ้ง่าย การสัมผัสกับน้ำที่มีคลอรีนเจือปนมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน บวม

ดังนั้น สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่และไม่ได้มีการกรองน้ำด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเลย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีคลอรีนเจือปนอยู่ในน้ำที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อขจัดความกังวลเกี่ยวกับคลอรีนที่อาจหลงเหลืออยู่ในน้ำประปา ก่อนที่จะนำมาใช้เราจึงควรทำการกำจัดคลอรีนในน้ำก่อนนำมาใช้อุปโภค และบริโภค

เปลี่ยนน้ำประปาให้สะอาดไร้สารตกค้างได้อย่างไร ?

วิธีที่รู้จักกันแพร่หลาย ในการขจัดสิ่งแปลกปลอมในน้ำ ก็คือการใช้เครื่องกรองน้ำทั้งระบบ RO หรือ UV ซึ่งโดยส่วนมาก มักจะเป็นการกรองน้ำสำหรับก่อนนำไปบริโภค หรือประกอบอาหาร มากกว่าการนำไปอาบชำระล้างร่างกาย เนื่องจากเครื่องกรองน้ำส่วนมากไม่สามารถกรองน้ำได้ทีละมาก ๆ ที่จะเพียงพอต่อการใช้งานแบบอื่น ๆ และยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย

ปากกรองก๊อกน้ำ KUDOS WATER Q นวัตกรรมจากญี่ปุ่น สามารถช่วยกรองสารปนเปื้อนที่ปนเปื้อนมากับน้ำได้ถึง 80% เปลี่ยนน้ำประปาให้สะอาดไร้สารตกค้าง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการบริโภคน้ำที่มีความสะอาดจริง ๆ

waterq 2560 x 1600 -

ปากก็อกกรองน้ำ KUDOS WATER Q

ไส้กรองของ KUDOS Water Q ผลิตจาก Activated Carbon ที่ผ่านกระบวนการทดสอบแล้วว่าสามารถกรองสารคลอรีนตกค้างได้มากถึง 5 ชนิด

More Info

เหตุผลที่ควรเลือกใช้ ฝักบัวกรองคลอรีน

สำหรับการขจัดคลอรีนจากน้ำประปาเพื่อใช้ในการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย การเลือกใช้ฝักบัวเพื่อช่วยกรองคลอรีนก็เป็นตัวเลือกที่ทั้งสะดวก และราคาไม่สูง  ตัวกรองในฝักบัวอาบน้ำจะช่วยปกป้องผิวและเส้นผมของคุณจากความแห้งกร้านและการระคายเคืองโดยการกำจัดคลอรีนออกจากน้ำ

วิธีการเลือกฝักบัวกรองคลอรีนอย่างไรให้ดีที่สุด ? การเลือกซื้อฝักบัวกรองคลอรีน ความสามารถในการกรองคลอรีนเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา  นอกจากนี้ ความนุ่มนวลของสายน้ำ, อัตราการไหลของน้ำ, แรงดันน้ำ หรือแม้แต่อายุการใช้งาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน

purebliss 2560 x 1600 -

KUDOS PUREBLISS

นวัตกรรมฟิลเตอร์กรองคลอรีนที่มีแคลเซียมซัลไฟต์  (Calcium Sulfite / CaSO3) ช่วยดูดซึมคลอรีนอิสระคงเหลือ

More Info

KUDOS Purebliss Shower นวัตกรรมฝักบัวกรองคลอรีนที่ได้รับมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยวัสดุตัวกรอง (Filter) ที่ผลิตมาจากแคลเซียมซัลไฟต์ เป็นตัวช่วยสำคัญในการกรองคลอรีนได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถใช้กรองได้กับทั้งน้ำอุณหภูมิสูง อุณหภูมิปกติ โดยไม่ลดประสิทธิภาพของสารกรอง

ประกอบกับสายน้ำจากฝักบัวที่ได้ถูกออกแบบมาให้ไหลแรงแต่ยังคงได้รับสัมผัสที่นุ่มละมุนผิว ทำให้เมื่อใช้อาบน้ำและสระผม เส้นผมจะไม่แห้งกระด้าง และผิวพรรณมีความชุ่มชื้น มีผิวสุขภาพดีได้อีกครั้ง เหมาะมากสำหรับคนที่มีผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย หรือแม้กระทั่งเด็กและคนสูงอายุที่มีผิวบอบบางก็ยิ่งใช้ดีและอ่อนโยนต่อผิว ฝักบัว KUDOS Purebliss ยังช่วยประหยัดน้ำได้มากขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับฝักบัวทั่วไป ทำให้นอกจากจะช่วยกรองคลอรีน และสารตกค้างในน้ำประปาออกไปได้แล้ว ยังช่วยให้ประหยัดค่าน้ำอีกด้วย

ฝักบัวกรองคลอรีน สามารถช่วยขจัดคลอรีนที่ทำร้ายผิว และเส้นผมของคุณ ทำให้เส้นผมไม่แห้งกระด้าง ช่วยให้สีผมติดทนนานสำหรับผู้ที่รักการทำสีผม และทำให้สภาพผิวที่แห้งกร้าน กลับมาชุ่มชื้นได้อีกครั้ง ทำให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า เมื่อคุณเปิดน้ำผ่านฝักบัว คุณจะสามารถผ่อนคลายไปกับน้ำที่สะอาดและอ่อนโยนต่อผิวของคุณได้อย่างแท้จริง.

มลพิษทางอากาศ ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

มลพิษทางอากาศ ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

หนึ่งในภัยร้ายในการใช้ชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ที่จะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นเลยก็คือปัญหา “มลพิษทางอากาศ” ที่นับวันยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองอย่างกรุงเทพมหานครที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งยังมีปัญหารถติด การก่อสร้างที่มีอยู่แทบจะทุกพื้นที่ ทำให้อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควันและมลพิษ ซ้ำร้ายยิ่งมีปัญหาโลกร้อนจากทั่วโลกที่ไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงทำให้เกิดภัยทางสภาพอากาศรูปแบบใหม่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ นั่นคือ ฝุ่น PM 2.5 ดังนั้นเราจึงควรหาตัวช่วยมาเฝ้าระวังให้ได้รับผลกระทบจากภัยเหล่านี้ให้น้อยที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ปัญหามลพิษทางอากาศคืออะไร ?

ปกติแล้วในชั้นบรรยากาศของเราจะประกอบไปด้วยก๊าซและสารต่าง ๆ เช่น ก๊าซออกซิเจน หรือไนโตรเจน ฝุ่นละออง ไอน้ำ ซึ่งสารเหล่านี้จะมีอยู่ในปริมาณคงที่และพอเหมาะ แต่เมื่อมีพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การขับขี่ยานพาหนะ การก่อสร้าง การทำโรงงานอุตสาหกรรม ที่มักจะปล่อยของเสียสู่ชั้นบรรยากาศตลอดเวลา เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือสาร CFCs เป็นต้น ทำให้สารข้างต้นในชั้นบรรยากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง นำมาสู่ปัญหาภาวะโลกร้อน และอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ 

ที่ผ่านมาเราอาจไม่ได้ตระหนักถึงภัยจากมลพิษเท่าที่ควร เนื่องจากปกติเราก็ไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่า หรือรับรู้กันสักเท่าไรนักว่าก๊าซไนโตรเจนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเท่าไหน อีกทั้งยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน แต่เมื่อ 2-3 ปีก่อน เมื่อมีการกล่าวถึง PM 2.5 เพิ่มขึ้นและผู้คนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย เช่น คอแห้ง เจ็บคอ หรือแสบตา เราจึงเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้นว่า ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งนับเป็นภัยรูปแบบใหม่ที่ส่งผลอันตรายกว่าที่เราคิด

ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI)

หากจะดูค่ามลพิษในอากาศซึ่งเรามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าแบบเข้าใจง่าย ๆ ทางกรมควบคุมมลพิษจะมีการรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ (Air quality Index) ของประเทศไทย โดยแบ่งดัชนีมลพิษที่นับว่าเป็นภัยต่อสุขภาพเอาไว้ 6 ชนิด ได้แก่

  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ PM 2.5 สามารถทะลุเข้าไปถึงชั้นถุงลมในปอดได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้เป็นโรคปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ หรือหอบหืด
  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน หรือ PM 10 จะเข้าไปสะสมในทางเดินหายใจ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
  • ก๊าซโอโซน (O3) ทำให้เกิดการระคายเคืองตาและทางเดินหายใจ ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ เหนื่อยง่าย
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) จะทำให้หัวใจทำงานหนัก ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย
  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ กระทบต่อการมองเห็น
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก่อให้เกิดการระคายเคืองแก่ผิวหนัง เยื่อบุตา และทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการปฎิบัติตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากมิลพิษทางอากาศ

Ref : www.iqair.com

กรมควบคุมมลพิษจะแบ่งระดับคุณภาพอากาศเอาไว้สำหรับแจ้งข้อมูลให้กับประชาชน ระดับดัชนี 0-50 คืออากาศดี แต่เมื่อไรที่ค่าพุ่งขึ้นไปมากกว่า 151 นั่นหมายความว่าอากาศที่เราอยู่นั่นกำลังย่ำแย่ และควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน ซึ่งผลกระทบต่อร่างกายที่มักเกิดขึ้นเมื่อค่ามลพิษทางอากาศเกินกว่ามาตรฐานก็คือ ในระยะสั้นเราจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ หากแต่ระยะยาว เมื่อมีการสูดดมมลพิษ หรือรับฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าไปถึงภายในร่างกาย อาจทำให้เกิดโรคในหลอดเลือดสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด หรือแม้แต่เด็กที่เกิดใหม่ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากแม่ก็อาจทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ต้องคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ค่า AQI มักจะเน้นตรวจจับมลพิษจากสถานีวัดคุณภาพอากาศซึ่งติดตั้งอยู่ภายนอกอาคาร ดังนั้นการแจ้งเตือนจึงเน้นไปที่การงดหรือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมภายนอกบ้าน ซึ่งนับว่าช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้ระดับนึง แต่อย่าลืมนะคะว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารมลพิษอื่น ๆ ที่เรามองไม่เห็นสามารถแทรกซึมอยู่ได้ในทุก ๆ ที่ไม่เว้นแม้แต่ภายในอาคาร ซ้ำยังมีสารพิษอื่น ๆ ที่แฝงอยู่กับเครื่องใช้ในบ้านเราแบบไม่รู้ตัว อย่างเช่น สารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือ VOCs

มลพิษทางอากาศ ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

มลพิษในอาคาร กับสาร VOCs ที่ไม่ควรมองข้าม

แน่นอนว่าการอยู่ในอาคารย่อมปลอดภัยจากมลพิษมากกว่าอยู่นอกบ้านอยู่แล้ว แต่ก็อย่าลืมว่า พวกฝุ่นละอองที่มีอณูเล็ก ๆ ก็ยังสามารถแทรกซึมเข้ามาอยู่กับเราได้ทุกที่ หลายคนจึงอาจแก้ปัญหานี้ด้วยการซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้งไว้ภายในบ้าน แต่หารู้ไม่ว่ามลพิษที่เราจะต้องเจอภายในอาคาร ไม่ได้มีแค่ฝุ่นละอองเท่านั้น และเครื่องฟอกอากาศส่วนใหญ่ก็มีแค่คุณสมบัติลดฝุ่นละอองเฉย ๆ เสียด้วย

สีทาบ้าน หมึกพิมพ์ เทียนหอม น้ำยาทำความสะอาด แอลกอฮอล์ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกมากมายที่มีกลิ่นแรงและเราต้องใช้ภายในบ้านล้วนอุดมไปด้วยสารเคมี หนึ่งในนั้นก็คือ สารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือ VOCs

VOCs คือสารประกอบเคมีในรูปของสารระเหยที่มาจากของแข็งหรือของเหลว พบมากตามการเผาไม้เชื้อเพลิงจากยานพาหนะหรือโรงงานอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับสารมลพิษอื่น ๆ แต่ที่น่ากลัวคือมันยังมีอยู่ตามวัสดุอุปกรณ์ที่เราใช้กันในที่อยู่อาศัยด้วยอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นซึ่งจะมาในรูปของกลิ่นที่ฉุนจนเราแสบจมูก เคืองตา หรือหากใครไปสัมผัสเข้าก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ 

ในเมื่อมลพิษทางอากาศที่เรามองไม่เห็นมีอยู่ทุกที่ แต่มีหน่วยงานที่วัดและประเมินค่าต่าง ๆ ได้แค่ภายนอกเท่านั้น แล้วแบบนี้ ภายในอาคารที่เราใช้ชีวิตอยู่มากที่สุดอย่างบ้านหรือออฟฟิศล่ะ จะรู้ได้ยังไงว่ามีมลพิษอยู่ในระดับอันตรายมากน้อยแค่ไหน

02_uHoo-Advance-Air-Sensor

KUDOS uHoo ตัวช่วยวัดคุณภาพอากาศภายในบ้าน

ถ้ามีปัญหาแบบนี้ แค่เครื่องฟอกอากาศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะลำพังแล้วเครื่องฟอกอากาศจะตรวจจับได้เฉพาะค่าฝุ่นละอองเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราขอแนะนำให้หาตัวช่วยเสริมสำหรับวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารแบบครอบคลุมโดยด่วน 

“KUDOS uHoo Advance Air Sensor” เป็น gadget สุดล้ำสำหรับวัดคุณภาพอากาศที่วัดได้ทั้งฝุ่นละออง ก๊าซมลพิษ และสารอินทรีย์ระเหยในอากาศที่เรามองไม่เห็นได้แบบ Real-time และครบถ้วน มาในรูปแบบเครื่องทรงกระบอกสีขาวไซส์กะทัดรัด สามารถนำไปวางตามจุดต่าง ๆ ของบ้านหรือออฟฟิศได้แบบสะดวกสบาย ไม่ว่าจะห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน

สำหรับเจ้า uHoo ตัวนี้ สามารถวัดค่าต่าง ๆ ในอากาศได้มากถึง 9 ค่าด้วยกัน ได้แก่

    • อุณหภูมิ
    • ความชื้น
    • ฝุ่น PM2.5
    • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
    • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
    • สารอินทรีย์ระเหย (VOC)
    • โอโซน 
    • ความดันอากาศ

และหากสารเหล่านี้มีปริมาณมากจนอากาศไม่บริสุทธิ์ขึ้นมา เครื่องก็จะส่งสัญญาณเตือนด้วยระบบ Notification แบบ real-time รวมถึงยังมีเทคโนโลยี Virus Index ที่จะช่วยตรวจดูว่า อากาศที่เรากำลังหายใจเข้าไปอยู่นั้นเอื้อต่อการเกิดไวรัสด้วยหรือเปล่า ซึ่งฟังก์ชันนี้จะช่วยลดการแพร่ระบาดของไวรัสได้ และนอกจากจะช่วยวัดเรื่องมลพิษในอากาศแล้ว uHoo ยังสามารถให้คำแนะนำเราเกี่ยวกับสุขภาพและสาเหตุที่อาจทำให้เกิดมลพิษ จากฝีมือมนุษย์ และเรายังแชร์ข้อมูลเหล่านี้ต่อไปให้คนที่เรารักได้ด้วย 

ความฉลาดยังไม่หมดเท่านั้นเพราะ uHoo ยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ สมาร์ทโฮม อื่น ๆ ได้ ทั้ง Google Assistant และ Amazon Alexa หรือใครที่ใช้ smart device อยู่แล้วยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่ เพราะเจ้าเครื่องนี้ยังสามารถสั่งงานเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะที่มีระบบ IFTTT ให้ทำงานอัตโนมัติเพื่อที่เราจะได้อยู่ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ในอาคารได้ตลอดเวลา

ปัญหามลพิษในอากาศคือปัญหาหนักอกที่กระทบต่อการใช้ชีวิตในประจำวันของเรา และแน่นอนว่าหากเราอยู่ในสภาพอากาศไม่บริสุทธิ์ที่มีแต่ก๊าซพิษและฝุ่นควัน โรคร้ายต่าง ๆ ก็จะเริ่มถามหาไม่ในระยะสั้นก็ระยะยาว การประเมินคุณภาพอากาศในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วมีแต่ภายนอกอาคาร ทั้งที่ภายในอาคารบ้านเรือนหรือออฟฟิศซึ่งมีระบบปิดสามารถสะสมมลพิษและเชื้อโรคได้มากกว่าถึง 10 เท่าเลยทีเดียว เพราะเหตุนี้เราจึงควรมีอุปกรณ์ตัวช่วยวัดค่ามลพิษทางอากาศในตัวอาคาร อย่างเช่น เจ้า KUDOS uHoo ติดบ้านเอาไว้ด้วย รับรองเลยว่าทั้งคุณและคนที่คุณรักจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างมั่นใจมากกว่าที่เคย.

เปิดไอเดียตกแต่งบ้านด้วย สวนหินญี่ปุ่น เรียบง่ายในแบบสไตล์ ZEN

เปิดไอเดียตกแต่งบ้านด้วย สวนหินญี่ปุ่น เรียบง่ายในแบบสไตล์ ZEN

หากพูดถึงสวนสไตล์ญี่ปุ่น หลายคนอาจจะนึกภาพออกในทันทีว่าสวนสไตล์นี้มีองค์ประกอบเด่น ๆ อะไรบ้าง หนึ่งในภาพจำที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะชื่นชอบกันก็คือ “สวนหินญี่ปุ่น” ที่สื่อถึงความเรียบง่าย เน้นความเป็นธรรมชาติในสไตล์ ZEN (เซน) หากอยากยกสวนหินอย่างเซนมาไว้ที่บ้าน ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับสวนรูปแบบนี้ให้ดีกันเสียก่อน

“สวนหินญี่ปุ่น” หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า คาเรซันซุย (枯山水 : Karesansui) นับเป็นสวนแบบดั้งเดิมที่เก่าแก่ประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น มีบันทึกเอาไว้ตามหลักฐานลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่สมัยเฮอัน (ค.ศ. 794-1185) อยู่ในตำราการจัดสวนญี่ปุ่นเก่าแก่ที่สุดชื่อว่า “ซากูเตกิ (作庭記 : Sakuteiki)” ใช้หิน กรวด หรือทรายเป็นส่วนประกอบมาทำให้เกิดภูมิทัศน์เหมือนสายน้ำกำลังไหล เป็นสวนแบบแห้งที่ใช้ต้นไม้เป็นองค์ประกอบน้อยมาก หรือไม่มีเลย รวมถึงไม่มีน้ำ เพราะต้องการจะสื่อถึงแก่นแท้ของความเป็นนามธรรมและความเรียบง่ายของธรรมชาติซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธหินยาน ลัทธิเซน บางครั้งจึงมีการเรียกว่าเป็น “สวนแบบเซน” เหมือนกัน

เซน (ZEN) ถือคติเคารพความงามตามแบบธรรมชาติที่เป็นนามธรรม เน้นความเรียบง่าย ความสงบนิ่ง นำมาสู่หลักการการรับรู้ความงามซึ่งเรียกว่า “วาบิ ซาบิ (Wabi Sabi)” ทุกสิ่งล้วนมีความดีงามสมบูรณ์ในตัวมันเองอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่ออยากจะถ่ายทอดวิถีเซนออกมาเป็นสวน หินซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกันไป ให้ความรู้สึกเป็นนามธรรมแล้วแต่คนจะจินตนาการจึงเป็นตัวแทนของความงามแบบนี้ได้อย่างดี

และด้วยความที่ต้องการเน้นความสงบ สื่อถึงแก่นแท้ของธรรมชาติ ทำให้สวนหินญี่ปุ่นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปตกแต่งเอาไว้ในสถานที่ที่ต้องการสมาธิ ขณะเดียวกันก็เน้นความผ่อนคลาย อย่างเช่นในออฟฟิศ หรือโฮมออฟฟิศเป็นต้น อีกทั้งเนื่องจากเป็นสวนประเภทที่ไม่จำเป็นต้องมีต้นไม้ ใช้หินเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่ต้องการพื้นที่กว้างขวางมากมาย และยังดูแลง่ายอีกด้วย

องค์ประกอบของการจัดสวนหินญี่ปุ่น

สำหรับใครที่เริ่มสนใจการจัดสวนหินแบบญี่ปุ่น ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบการตกแต่งสวนกันก่อนว่ามีอะไร และมีกี่แบบบ้าง โดยองค์ประกอบหลัก ๆ หาไม่ยากและไม่วุ่นวายเลย

องค์ประกอบของการจัดสวนหินญี่ปุ่น
  • กรวด : หากใครเคยเห็นสวนหินของญี่ปุ่นแล้วจะพบว่าเขามีการใช้ก้อนกรวดเล็ก ๆ มาใช้ปูให้ทั่วทั้งพื้นที่แทนพื้นดิน ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้กรวดที่มีสีขาว เทา ดำ ควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 mm. หนา 4 cm. กำลังดี เมื่อปูไปแล้วจะให้ความรู้สึกสงบ สบายตา หรือในภาษาชาววัยรุ่นก็คือมินิมอลนั่นเอง สำหรับพื้นกรวดนี้ นอกจากจะใช้แทนพื้นดินแล้ว ยังใช้แทนพื้นน้ำอีกด้วย เนื่องจากสวนหินญี่ปุ่นจะไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ แต่ก็ยังอยากจะสื่อถึงธรรมชาติ ดังนั้นในขั้นตอนตกแต่งจึงจะมีการวาดลายน้ำลงไป
  • หิน : เราจะใช้หินก้อนใหญ่ที่มีรูปร่างแตกต่างกันไปมาวางประดับตามส่วนต่าง ๆ ของสวน เพื่อจำลองเป็นภูมิทัศน์ของธรรมชาติ หินก้อนใหญ่นี้จะแสดงถึงภูเขาน้อยใหญ่ เมื่อนำมาวางอยู่บนพื้นกรวดสีขาวแล้วจะชวนให้รู้สึกถึงความเป็นนามธรรม ดูแล้วสงบนิ่ง ขณะเดียวกันก็แฝงความแข็งแกร่งของธรรมชาติ
  • พืช : ถึงจะบอกว่าเป็นสวนหิน แต่ก็อาจจะมีพืชสีเขียว ๆ แซมอยู่บ้างเพื่อเป็นลูกเล่น และให้ดูสบายตา ส่วนมากจะไม่ใช้ต้นไม้ใหญ่ แต่จะเลือกเป็นพืชต้นเล็ก อย่างพืชคลุมดินพวกมอสส์หรือหญ้ามากกว่า หรือใครอยากเพิ่มลูกเล่นขึ้นมาหน่อย อาจจะปลูกเป็นต้นบอนไซที่มีการดัดกิ่งก้านที่สวยงาม ทั้งนี้หากใครต้องการตกแต่งสวนหินในพื้นที่เล็ก ๆ อาจประดับเพียงแค่กรวดและหินก็ได้เหมือนกัน
  • พื้นกระเบื้อง : กรวดที่เรานำมาปูเป็นพื้นสวนนั้นอาจถูกใครเดินเตะจนกระจัดกระจายได้ ดังนั้นเราควรปูกระเบื้องแบ่งโซนกันให้เห็นชัด ๆ สักหน่อย ทั้งยังเป็นที่กันไม่ให้กรวดด้านในกระจายออกมาพื้นที่รอบนอก สำหรับพื้นกระเบื้องมักเลือกสีโทนเดียวกันกับสีของกรวดและหิน เช่น สีขาว เทา ดำ ทำให้ดูสบายตา ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกโมเดิร์น
ซามง (砂紋 : Samon) - เปิดไอเดียตกแต่งบ้านด้วย สวนหินญี่ปุ่น เรียบง่ายในแบบสไตล์ ZEN

ซามง (砂紋 : Samon) Ref : https://ja.wikipedia.org/wiki/枯山水

  • ลวดลายของผืนน้ำ : อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ากรวดที่นำมาใช้จะเป็นตัวแทนของแม่น้ำ ทะเล หรือมหาสมุทร ลายที่วาดอยู่บนพื้นกรวดจะเรียกว่า “ซามง (砂紋 : Samon)” ซึ่งมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลายวงกระเพื่อมของน้ำ เส้นตรง หรือรอยหยัก แต่ละแบบจะมีความหมายที่แตกต่างกันไป เช่น ลายเซไกฮะ (青海波紋 : Seikaihamon) สื่อถึงคลื่นของมหาสมุทรที่ไม่มีสิ้นสุด ลายอูเนริ (うねり紋 : Unerimon) สื่อถึงลอนคลื่น เป็นต้น
  • เครื่องมือวาดลวดลาย : การวาดลวดลายเราจะใช้เครื่องมือที่เป็นเหมือนคราดซึ่งมีรอยฟันสำหรับสร้างลายนูนต่ำบนกรวดได้ มีให้เลือกหลายขนาดตามแบบที่ต้องการ เครื่องมือนี้มักขายกันตามร้านตกแต่งสวนของญี่ปุ่นเลย แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็สามารถใช้คราด หรือเครื่องมือใกล้ ๆ ตัวที่พอสร้างลวดลายได้ก็ได้เช่นกัน
  • ทางเดินหรือสะพาน : บางคนอาจหาแผ่นหินมาเป็นทางเดินเข้าสู่สวนที่มีดีทั้งความสวยงาม และได้เรื่องของการใช้งานจริง การทำทางเดินเอาไว้จะช่วยให้ง่ายต่อการเดินไปบริเวณต่าง ๆ ของสวน ไม่ต้องเหยียบย่ำบนพื้นกรวดโดยตรง รวมไปถึงการเลือกใช้สะพานไม้แบบญี่ปุ่นเล็ก ๆ มาประดับก็เป็นการเสริมองค์ประกอบของสวนให้สวยได้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะสามารถจำลองว่ามีสะพานข้ามสายน้ำซึ่งเป็นหินอยู่เบื้องล่าง

นอกจากนี้สวนหินญี่ปุ่นยังสามารถแบ่งได้อีกหลายประเภทตามการจัดภูมิทัศน์ของสวน

平庭式

ฮิรานิวะ (平庭式: Hiraniwa) สวนหินที่ประดับตกแต่งบนพื้นเรียบ

準平庭式

จุนฮิรานิวะ (準平庭式 : Junhiraniwa) สวนที่ประดับบนพื้นซึ่งอาจทำลวดลายแบ่งชั้นลดหลั่นกันไป

枯池式

คาเรอิเกะ (枯池式 : Kareike) สวนหินที่ตกแต่งเหมือนเป็นบ่อน้ำ แต่ไม่ใช้น้ำ

枯流れ式

คาเรนากาเระ (枯流れ式 : Karenagare) สวนหินที่วาดลวดลายบนกรวดให้เหมือนกระแสน้ำไหล

นอกเหนือจากประเภทที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังอาจพบเห็นสวนหินรูปแบบอื่น ๆ ได้อีก แล้วแต่การดีไซน์ 

Photo Ref : karesansui.net

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากอยากจัดสวนหินญี่ปุ่น

อ่านกันมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะต้องเริ่มคิดกันแล้วว่า หากอยากยกสวนหินญี่ปุ่นมาไว้ที่บ้าน จะต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร จะเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเราหรือเปล่า

  • พื้นที่ : หลายคนที่เคยไปญี่ปุ่นอาจจะเคยเห็นว่าปกติแล้วสวนหินญี่ปุ่นมักจัดกันตามลานกว้าง ๆ มีระเบียงสำหรับนั่งชมบรรยากาศ จึงกังวลกันไปว่า หากอยากจัดสวนแบบนี้จะต้องใช้พื้นที่เยอะแน่ ๆ เลย แต่ความจริงแล้ว ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่ขนาดเท่าไหน จะอยู่บ้านหลังใหญ่ หรืออยู่คอนโดที่มีเพียงระเบียงเล็ก ๆ เราก็สามารถจัดสวนหินได้ นั่นเพราะมีองค์ประกอบไม่มาก ใช้วัสดุน้อย เพียงแค่กรวดและหิน เท่านั้นเอง
  • งบประมาณ : ด้วยความที่องค์ประกอบมีน้อย และวัสดุก็หาซื้อได้ง่าย ดังนั้นจึงหมดกังวลเรื่องงบประมาณจะบานปลายไปได้เลย ใครอยากประหยัดก็อาจจะตกแต่งสวนด้วยตนเอง หรือใครอยากเน้นความสวยงามแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ก็อาจจะหาผู้เชี่ยวชาญมาออกแบบหรือแนะนำให้ ดังนั้นราคาจึงขึ้นอยู่กับพื้นที่ของสวน หรือองค์ประกอบที่ต้องการเสริมเติมแต่งเข้าไป ทั้งหมดนี้เราสามารถกำหนดเองได้ไม่ยาก
  • พืช : หากใครต้องการสวนที่มองไปเมื่อไหร่ก็รู้สึกผ่อนคลายและสงบ ไม่ต้องปลูกพืชให้เสียเวลาดูแล สวนหินญี่ปุ่นถือว่าตอบโจทย์ แต่ใครที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้อยู่แล้ว หรือไม่ชอบสวนที่ดูแห้งแล้ง ก็อาจจะคิดถึงจำนวนต้นไม้ที่จะปลูกเพิ่มเข้าไป เมื่อจะมีต้นไม้ อุปกรณ์ตัดแต่งสวน ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องจัดหาไว้เช่นกัน
  • การดูแล : สวนหินญี่ปุ่นใช้พืชเป็นองค์ประกอบน้อยมาก จึงไม่ต้องเสียเวลาในการดูแลเรื่องนี้มากนัก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือลวดลายบนกรวด หากตำแหน่งของสวนเราตั้งอยู่ในที่ที่มีลมแรง อาจพัดมาทำลายลวดลายของกรวดได้ เรื่องนี้จึงอาจจะสร้างความรำคาญใจไม่น้อยที่ต้องคอยมาวาดอยู่บ่อย ๆ แต่หากใครประดับตกแต่งไว้ในอาคารหรือสวนกลางบ้านก็หายห่วงเรื่องนี้ได้เลย เว้นเสียแต่คุณจะมีเด็กเล็ก  ๆ ที่เปลี่ยนสวนสวยให้กลายเป็นกระบะทรายแทน แบบนี้คงไม่เหมาะเท่าไรนัก

ขั้นตอนการจัดสวนหินญี่ปุ่น

เมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะประดับสวนหินญี่ปุ่นไว้ในบ้านหรือออฟฟิศ ต่อไปก็ถึงขั้นตอนการจัดสวนจริงกันแล้ว โดยมีวิธีง่าย ๆ ให้ทำตามดังนี้

  1. เคลียร์พื้นที่ให้เรียบ : ก่อนที่เราจะเทกรวดลงไป เราควรจัดการพื้นที่ตรงนั้นให้เรียบเสียก่อน ดูว่ามีพืชที่ต้องถอนก่อนไหม มีก้อนหินไหนเป็นอุปสรรคหรือเปล่า
  2. เทกรวด : เรียบร้อยแล้วก็เทกรวดก้อนเล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญให้ทั่วบริเวณ เกลี่ยให้เรียบเตรียมสำหรับการทำลวดลาย
  3. ตกแต่งด้วยหินก้อนใหญ่ : จากนั้นเราจะมาสร้างตัวแทนของภูเขาตามวิถีเซนด้วยหินก้อนใหญ่ สามารถจัดวางได้ตามการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นตรงกลาง ตรงมุม หรือริมสวน
  4. วาดลวดลาย : ขั้นตอนสุดท้ายนี้อาจจะต้องใช้ความอดทนสักเล็กน้อย ให้ใช้วัสดุสำหรับวาดที่เรามีมากดลงบนกรวดเป็นลวดลายตามแบบที่ต้องการ ควรออกแบบทิศทางและลำดับการวาดให้ดีเพื่อไม่ให้เดินเหยียบซ้ำลายที่วาดเอาไว้แล้ว

และนี่ก็คือการจัดสวนหินสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ตามวิถีเซนซึ่งใคร ๆ ก็สามารถจัดตามได้ง่าย ๆ เพราะทั้งวัสดุ องค์ประกอบ หรือการดูแลไม่มีเรื่องไหนที่ยุ่งยากเลย แถมสวนแบบนี้ยังมีต้นกำเนิดมาจากวิถีเซนซึ่งเน้นความเรียบง่าย การเคารพธรรมชาติ เมื่อมองสวนสไตล์นี้แล้วจะให้ความรู้สึกสงบ จึงเหมาะสำหรับนำไปตกแต่งในสถานที่ที่ต้องใช้สมาธิมาก ๆ เช่น ออฟฟิศ หรือโฮมออฟฟิศ

9 ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ค้าขายร่ำรวย

9 ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ค้าขายร่ำรวย

ไม่น่าเชื่อว่าหลายปีมานี้กระแสปลูกต้นไม้เขามาแรงจริง ๆ ใครที่ไม่เคยสนใจปลูก หรือปลูกต้นไม้ไม่เป็นก็เริ่มหามาไว้ประดับห้องกันสักต้นสองต้น อาจเป็นเพราะกระแสรักษ์โลกลดมลพิษ กระแสแต่งบ้านในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 หรือแม้แต่กระแสวัตถุมงคลเสริมความร่ำรวยก็ไม่พลาด โดยกระแสที่ผู้คนสมัยนี้นิยมปลูกกันมีตั้งแต่ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ใบ ต้นกระบองเพชรจิ๋วหรือแคคตัส หรือแม้กระทั่งไม้ใบด่างก็มีความต้องการสูงจนราคาพุ่งไปถึงหลักล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กระแสมูเตลูกำลังมาแรง ใครอยากเสริมความเป็นสิริมงคลให้บ้านหรือออฟฟิศ ก็ไม่ควรพลาดกับต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ

ต้นไม้มงคลคืออะไร ?

คำถามแสนง่ายนี้ใคร ๆ ก็คงตอบได้ แน่นอนว่าหมายถึงต้นไม้ที่สามารถเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับเราได้ แล้วจะดูยังไงว่าเป็นมงคล? ส่วนใหญ่แล้วมักจะดูจากชื่อนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือในชื่อนั้นจะต้องประกอบไปด้วยคำที่ฟังแล้วรู้สึกดี รู้สึกรวย เช่น คำว่า เศรษฐี รวย เงิน ทอง มังกร เป็นต้น แน่นอนว่าในไทยเราเองก็มีชื่อต้นไม้ที่เป็นมงคลมากมาย อย่าง กวักมรกต ลิ้นมังกร ราชพฤกษ์ เศรษฐีเรือนใน และอีกมากมาย คนโบราณเขาก็เชื่อกันมาอยู่ก่อนแล้วว่าต้นไม้เหล่านี้ปลูกแล้วดี แต่สำหรับคนยุคใหม่ เมื่อมีกระแสมูเตลูเกิดขึ้น ต้นไม้มงคลดังที่กล่าวไปก็ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก และยังได้เห็นเทรนด์การปลูกต้นไม้ในบ้านและออฟฟิศเพิ่มเข้ามาอีกด้วย

ปลูกต้นไม้ในออฟฟิศดียังไง

เชื่อว่าหลายคนอาจจะโตมากับคำกล่าวที่ว่า “ปลูกต้นไม้ในบ้านไม่ได้”, “เดี๋ยวต้นไม้แย่งอากาศหายใจนะ” แบบนี้ใช่ไหมคะ แต่เมื่อมีกระแสปลูกต้นไม้ในบ้านหรือออฟฟิศแบบนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าปลูกได้จริงแท้แน่นอน และแม้ว่าปัจจุบันคนจะหันมาปลูกต้นไม้ในบ้านกันมาก แต่กระแสปลูกต้นไม้ในออฟฟิศก็มาแรงไม่แพ้กัน เพราะมีดีมากกว่าเรียกทรัพย์อีกด้วยนะ

ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ
  • ช่วยฟอกอากาศ : สิ่งที่มาคู่กับกระแสต้นไม้มงคล ก็คือกระแสต้นไม้ฟอกอากาศ เพราะขณะนี้เรามีเรื่องปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และมลพิษต่าง ๆ พนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางจากบ้านมาทำงานย่อมหลีกเลี่ยงการสูดดมอากาศเสียจากนอกอาคารไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในออฟฟิศก็ควรหาต้นไม้ที่มีดีทั้งความมงคล ทั้งฟอกอากาศได้ด้วยมาประดับไว้ เรียกได้ว่าได้ทั้งเรียกทรัพย์ ได้ทั้งอากาศบริสุทธิ์
  • ช่วยคลายเครียด : สีเขียว ๆ ของต้นไม้ช่วยลดอาการเครียดได้ ทั้งยังดูแล้วสบายตา จากงานวิจัยของ University of Technology แห่งเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2010 พบว่า 37% ของต้นไม้ที่อยู่ในออฟฟิศช่วยลดความกังวลได้ 58% พบว่า ต้นไม้ช่วยลดความเครียดได้ดี อีก 44% บอกว่าต้นไม้ช่วยลดอารมณ์โกรธเกรี้ยวได้ และ 38% พบว่าช่วยลดความเหนื่อยล้า
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : จากงานวิจัยของ the University of Exeter เมื่อปี 2014 พบว่าเพียงแค่เพิ่มต้นไม้หนึ่งต้นต่อหนึ่งตารางเมตร จะช่วยเพิ่มความจำ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่าง ๆ ได้ดี
  • ลดอัตราการป่วย : การศึกษาจาก the Agricultural University of Norway เมื่อปี 1990 พบว่า ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ช่วยลดอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เช่น อาการเมื่อยล้า ปัญหาด้านสมาธิ รวมถึงอาการระคายเคืองของตาและจมูก เป็นต้น
  • ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ : จากรายงานของ Human Spaces report เมื่อปี 2015 พบว่าการประดับต้นไม้ในออฟฟิศช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานได้ถึง 15% กันเลยทีเดียว หรือแค่มองรูปต้นไม้ธรรมดา สายตาของเราก็เหมือนได้พักผ่อนซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

9 พันธุ์ต้นไม้มงคลเรียกทรัพย์ในออฟฟิศ

  1. ต้นนางกวัก : เมื่อมีการบูชานางกวักแล้ว ก็ต้องมีต้นนางกวัก แน่นอนว่าไม้พันธุ์นี้มีชื่อเป็นสิริมงคล เชื่อว่าจะช่วยเรียกเงิน เรียกทอง รวมถึงโชคดีเข้าบ้านได้ ต้นมีลักษณะเป็นกอ ใบสีเขียวสดใสรูปทรงสวย
  2. กวักมรกต : ต้นไม้มงคลเบอร์ต้น ๆ ที่หลายคนมักนึกถึงหากจะนำไปปลูกในบ้านหรือออฟฟิศ ระดับความมงคลก็ตรงตามชื่อ มรกตเป็นอัญมณีมงคลสัญลักษณ์แห่งความโชคดี เสริมความมั่งคั่งและโชคลาภ ทั้งยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ ดูดซับสารพิษได้
  3. ลิ้นมังกร : นี่ก็เป็นอีกหนึ่งต้นไม้มงคลที่สามารถฟอกอากาศได้ยอดฮิตอีกหนึ่งสายพันธุ์ ด้วยชื่อที่มีคำว่ามังกรซึ่งเป็นสัตว์มงคลสำหรับชาวจีน ตามความเชื่อบอกว่าการปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในบ้านจะช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ออกไปได้ นอกจากนี้ลิ้นมังกรยังมีคุณสมบัติช่วยขับสารพิษ ทั้งยังช่วยให้หลับได้ดีเวลากลางคืนเพราะมันจะคายก๊าซออกซิเจนออกมานั่นเอง
  4. เงินไหลมา : แค่ชื่อก็เป็นมงคลแบบที่ไม่ต้องแปลความอะไรเลย เจ้าต้นนี้มีอีกหลายชื่อเรียกที่หลากหลายตามแต่ละสายพันธุ์ เช่น ออมเงิน ออมทอง ตามความเชื่อบอกว่าหากนำต้นไม้นี้มาปลูกในบ้านจะช่วยให้เงินทองไหลมาเทมา มั่งคั่งร่ำรวย
  5. เต่านำโชค : ไม้ล้มลุกหายากที่มีจุดเด่นคือใบออกเป็นแฉกรูปนิ้วมือ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเราเอง ความเป็นมงคลของต้นไม้ชนิดนี้ก็คือจะช่วยเรียกโชคลาภ อีกทั้งหากมีต้นนี้อยู่ใกล้ ๆ หรือพกติดตัวเอาไว้จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ได้ด้วย
  6. ไผ่สีสุก : ตามความเชื่อแล้วถือว่าเป็นต้นไม้มงคลที่จะช่วยสร้างความร่มเย็นเป็นสุข สร้างความสดใสในชีวิตให้กับผู้ปลูก ควรปลูกทางทิศตะวันออก ในทางวิทยาศาสตร์ ต้นไผ่สีสุกจะช่วยอำพรางแสงที่ส่องเข้ามาในอาคารไม่ให้ร้อนเกินไป
  7. โกสน : ต้นไม้มงคลโบราณที่นิยมปลูกกันมาตั้งนานแล้วตามความเชื่อของชาวไทย เพราะจะช่วยสร้างบุญกุศล ให้ผู้ปลูกพบแต่ความสุขความเจริญ ลักษณะเด่นคือมีใบที่รูปทรงและสีสันสวยงาม
  8. ว่านหางจระเข้ : นอกจากพืชชนิดนี้จะเป็นพืชมงคลแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาครอบจักรวาลมาก ๆ เพราะวุ้นของว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ช่วยสมานแผลน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ต่าง ๆ ส่วนในเรื่องความเชื่อว่ากันว่าหากปลูกจนออกดอกได้เมื่อไหร่ โชคลาภจะเข้าหาตัวเมื่อนั้น
  9. เดหลี : สำหรับต้นไม้ชนิดสุดท้ายนี้ เรียกได้ว่ามีความสวยงามมาก เพราะมีใบสีเขียวเข้มกับดอกสีขาว นอกจากจะช่วยเสริมโชคลาภ ให้ผู้ปลูกมีอายุมั่นขวัญยืนแล้ว ยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศช่วยดูดซับสารพิษ แต่ข้อเสียก็คือเกสรของดอกที่อาจไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้

ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ต้องเริ่มต้นอย่างไร ?

แน่นอนว่าการจะนำต้นไม้สักต้นมาปลูกให้สวยงามตลอดรอดฝั่งก็ต้องอาศัยการดูแล การตกแต่ง รวมถึงสภาพแวดล้อมก็ต้องเหมาะสมด้วย

หากจะปลูกต้นไม้ในออฟฟิศต้องทำอย่างไร - 9 ต้นไม้มงคล ปลูกในออฟฟิศ ค้าขายร่ำรวย
  • แสงแดด : ต้นไม้ที่สามารถปลูกในบ้านได้ส่วนใหญ่แล้วเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการแสงแดดน้อย แต่ก็ควรออกไปรับแสงบ้างเพื่อความสวยงามสมบูรณ์ของต้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเจอกับแสงแดดจ้า เพราะอาจทำให้ใบเหี่ยวเฉาได้ ที่เหมาะสมที่สุดคือแสงแดดตรงระเบียงหรือริมหน้าต่าง เป็นต้น
  • การรดน้ำ : ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านจะมีการคายน้ำน้อยกว่าต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้กลางแจ้ง ดังนั้นเราจึงไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไปเพราะจะทำให้รากเหี่ยวเฉาได้ เวลาที่ควรรด ประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว
  • เลือกตำแหน่งให้ดี : การปลูกต้นไม้ในออฟฟิศหรือในอาคารอื่น ๆ ไม่ควรนำไปวางใกล้กับจุดที่มีความร้อน เช่น ข้างตู้เย็น เตาแก๊ส หรือไมโครเวฟ เพราะจะทำให้ต้นไม้เฉาได้
  • ทำความสะอาดใบอย่างสม่ำเสมอ : ต้นไม้ตามธรรมชาติจะได้รับน้ำฝนชะล้างฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่ติดตามใบอยู่แล้ว เมื่อนำมาปลูกในบ้านจึงขาดกลไกธรรมชาตินี้ไป เพราะฉะนั้นผู้ปลูกอย่างเราจึงต้องคอยนำผ้าชุบน้ำสะอาดมาเช็ดตามใบให้เงางามอยู่เสมอ
  • การตัดแต่ง : ต้นไม้ถึงแม้จะปลูกในบ้าน หรือออฟฟิศ ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการตัด ตกแต่งกิ่ง ใบ ลำต้น เพื่อให้ฟอร์มต้นสวยงาม ดูแล้วสบายตา ไม่รกรุงรัง โดยการใช้อุปกรณ์ทำสวนคุณภาพสูงเข้ามาช่วย
  • คอยเติมดินเติมปุ๋ย : การปลูกต้นไม้ในออฟฟิศก็ไม่ต่างจากการปลูกต้นไม้นอกอาคาร ดินในกระถางมักจะพร่องลงไป และสารอาหารในดินก็จะลดน้อยลงไปด้วย เราควรหมั่นเติมปุ๋ยคอกเก่า รวมถึงปุ๋ยอาหารเสริมที่เป็นสูตรละลายช้าเข้าไปด้วย 3 เดือนครั้ง
  • เลือกต้นไม้ที่เหมาะกับตัวเอง : บางท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ละอองเกสรต่าง ๆ ดังนั้นจึงไม่ควรเลือกต้นไม้ที่มีดอกมาปลูกไว้ในบ้าน เช่น เดหลี ควรเลือกต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้ หรือใครอยากมุ่งไปทางมูเตลู ก็สามารถเลือกจากตัวอย่างพันธุ์ไม้ทั้ง 9 ตามข้างต้นได้เลย

ยุคนี้สมัยนี้แค่ปลูกต้นไม้ในบ้านหรือออฟฟิศเฉย ๆ คงธรรมดาไป หากอยากหาสิ่งมาเสริมให้ธุรกิจรุ่งเรืองตามความเชื่อ นอกจากฮวงจุ้ย หรือสิ่งมงคลต่าง ๆ แล้ว ต้องมีต้นไม้มงคลเสริมไปด้วย แต่จะปลูกทั้งที เราก็ต้องรู้วิธีเลือกหรือดูแลรักษาให้ต้นไม้โตได้งามตลอดรอดฝั่งถึงจะมีความรุ่งเรืองแบบครบสูตร

#ต้นไม้มงคลเรียกทรัพย์ #ต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน 

Digital Door Lock ปลอดภัย ไม่ง้อกุญแจ

Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี

ทุกวันนี้ภัยโจรกรรมต่าง ๆ เช่น โจรขึ้นบ้าน นับวันยิ่งรุนแรงและอุกอาจขึ้นเรื่อย ๆ ทำเอาเจ้าบ้านอย่างเราต่างต้องรู้สึกขวัญผวาต้องรีบหาตัวช่วยมาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้ที่อยู่อาศัยโดยด่วน และหนึ่งในนั้นก็คือ “Digital Door Lock” หรือกลอนประตูดิจิตอลที่ให้ความปลอดภัยยิ่งกว่ากลอนประตูธรรมดาทั่วไป

ความจริงแล้วกลอนประตูดิจิตอล มีใช้กันมานานแล้วในประเทศไทย หากแต่ที่เราไม่ค่อยพบเห็นว่าใช้กันอย่างแพร่หลาย คงเป็นเพราะภาพจำว่า “ไม่จำเป็น” กุญแจธรรมดา ๆ ก็แน่นหนาดีอยู่แล้ว หรือ “ราคาที่แพง” กว่าเดิมมากจนหลายคนยังไม่กล้าลงทุน แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เราเพียงเท่านั้น แต่บางครั้งยังทำให้อาชญากรหรือมิจฉาชีพเข้าถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเช่นกัน หากไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมมากพอ

นี่จึงเป็นที่มาของกระแส “Smart home” หรือระบบบ้านอัจฉริยะ เป็นการนำเทคโนโลยีมารวมเข้ากับการจัดการดูแลบ้าน ซึ่งจะเน้นในเรื่องของ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความรวดเร็วประหยัดเวลา และการประหยัดพลังงาน

Digital Door Lock ในปัจจุบันมีกี่รูปแบบ ?

กลอนประตูดิจิตอล หรือ Digital Door Lock ก็จัดเป็นอุปกรณ์หนึ่งในระบบบ้านอัจฉริยะเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือกลอนประตูที่เปลี่ยนจากระบบกุญแจปกติ มาเป็นแบบอัตโนมัติ การจะเปิดกลอนประตูดิจิตอลจะต้องใช้การเข้ารหัสหรือการยืนยันตัวตนจากเจ้าของที่พักอาศัย และเมื่อปิดประตู ระบบก็จะสามารถทำการล็อกให้ในทันที จึงมีความปลอดภัยและมีกลไกที่ซับซ้อนกว่าระบบล็อกกุญแจแบบเดิม ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันเหตุอันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

ในปัจจุบันกลอนประตูดิจิตอลแบ่งตามการติดตั้งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

กลอนประตูดิจิตอลแบ่งตามการติดตั้งได้เป็น 2 ประเภท

แบบระบบหลัก (Mortise หรือ Main Lock)

 

แบบระบบหลัก (Mortise หรือ Main Lock) คือการติดตั้งลูกบิดหรือกลอนที่มีอยู่เดิม  พูดง่าย ๆ ก็คือ เราต้องถอดลูกบิดและช่องเสียบกุญแจเดิมออก จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติเข้าไปแทน แต่การติดตั้งรูปแบบนี้จำเป็นต้องวัดขนาดหรือความหนาของประตู รวมถึงดูวัสดุของประตูร่วมด้วย ว่าสามารถติดตั้งได้หรือไม่

Digital Door Lock ในปัจจุบันมีกี่รูปแบบ ?

แบบระบบรอง (Rim Lock)

 

แบบระบบรอง (Rim Lock) คือการติดตั้งระบบกลอนอัตโนมัติเสริมเพิ่มเติมจากระบบกลอนเดิม หากใครเคยเห็นจะเป็นการนำกล่องระบบล็อกอีกตัวมาติดอยู่เหนือลูกบิดประตูที่มีอยู่เดิม ซึ่งแบบนี้จะติดตั้งได้ง่ายกว่า และใช้งบประมาณไม่สูงมาก แต่อาจจะรูปลักษณ์ภายนอกอาจจะไม่สวยงามเท่ากับระบบ Mortise 

นอกจากนี้ระบบล็อกของกลอนประตูดิจิตอลยังมีให้เลือกหลายรูปแบบตามความสะดวกการใช้งาน

  • ระบบกดรหัส : ระบบพื้นฐานที่ต้องมีในทุกยี่ห้อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งสะดวกสบายมาก เพราะไม่ต้องพกทั้งกุญแจ ไม่ต้องพกทั้งคีย์การ์ด แต่สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือรหัส หากวันดีคืนดีนึกไม่ออกขึ้นมา อาจเข้าบ้านไม่ได้ก็เป็นได้ หรือข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่เราต้องกดรหัส รอยนิ้วมือของเราจะยังหลงเหลืออยู่ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพได้ ดังนั้นจึงอาจต้องเลือกรุ่นที่ไม่ทิ้งรอยนิ้วมือไว้หรือมีระบบป้องกันเพิ่มเติม เช่นการให้กดสุ่มเลขก่อน/หลังการกดรหัสจริง 
  • ระบบคีย์การ์ด : นี่ก็เป็นอีกระบบที่มีอยู่คู่กลอนประตูอัตโนมัติมานาน สิ่งที่เราต้องพกก็คือคีย์การ์ดซึ่งอาจมีหลายใบสำหรับคนอื่น ๆ ในครอบครัว ถึงเวลาก็แค่นำมาสแกนที่เครื่องได้เลย บางรุ่นอาจมีระบบที่สามารถใช้คีย์การ์ดเข้าคอนโด หรือบัตรรถไฟฟ้า แทนคีย์การ์ดของประตู ทำให้ไม่ต้องพกบัตรหลาย ๆ ใบ 
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือ : เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมมาก เนื่องจากคนนอกจะไม่สามารถเข้าบ้านหรือห้องของเราได้ นอกเสียจากคนที่ได้บันทึกรอยนิ้วมือเอาไว้กับเครื่อง 
  • ระบบแอปพลิเคชัน : เป็นระบบสุดไฮเทคที่สามารถสั่งการให้เปิดปิดประตูได้จากระยะไกล ไม่ต้องพกกุญแจ คีย์การ์ด หรือจำรหัส เพียงแค่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่พกติดตัวเอาไว้ ระบบแบบนี้เหมาะสำหรับเวลาที่มีคนมาบ้านแล้วเราอยากให้เขาเข้าไปรอด้านใน เราสามารถกดส่งรหัสชั่วคราวผ่านแอปฯ ส่งไปให้เพื่อนได้เลย
  • ระบบรวมทุกอย่าง : คือกลอนอัตโนมัติที่รวมทุกระบบข้างต้นมาไว้ในเครื่องเดียว นอกจากนี้ยังอาจมีระบบสแกนส่วนต่าง ๆ ในร่างกายมาให้ด้วย เช่น สแกนตา สแกนใบหน้า เป็นต้น รวมถึงระบบกุญแจสำหรับกรณีเครื่องแบตเตอรี่หมด หรือเกิดเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ
Digital Door Lock ปลอดภัย ไม่ง้อกุญแจ

แน่นอนว่าไฮเทคขนาดนี้ย่อมมากับข้อดีต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย หรือความปลอดภัย

  • กลอนประตูอัตโนมัติช่วยป้องกันการโจรกรรม เช่น กรณีโจรขึ้นบ้านได้อย่างดี อย่างที่ทราบกันว่าโจรสมัยนี้สามารถสะเดาะกุญแจได้อย่างช่ำชอง แต่กลอนประตูอัตโนมัตินี้ เนื่องจากต้องใช้รหัสผ่าน หรือการสแกนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นคนที่รู้รหัส หรือบันทึกข้อมูลกับเครื่องเท่านั้นถึงจะเข้ามาภายในบ้านได้ อีกทั้งบางรุ่นยังมีระบบเตือนภัยมาให้ด้วย หากใครพยายามงัดแงะ ก็จะส่งเสียงเตือนทันที
  • กลอนประตูอัตโนมัติช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้นมาก อย่างแรกเลยคือไม่ต้องพกกุญแจบ้านให้หนักกระเป๋าอีกต่อไป อาจมีเพียงแค่คีย์การ์ดหนึ่งใบ หรือสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง หรืออาจไม่ต้องพกอะไรเลย แค่จำรหัสเท่านั้น
  • ประหยัดเงิน เมื่อระบบประตูบ้านของเราปลอดภัย โจร หรืออาชญากรต่าง ๆ ก็ไม่สามารถเข้ามาทำลายข้าวของให้เสียหายได้อีกต่อไป จึงตัดงบซ่อมแซมบ้านกรณีถูกงัด หรือกรณีสูญเสียทรัพย์สินไปได้เลย
  • จัดการระบบภายในบ้านแบบสมาร์ท ๆ เพราะกลอนประตูอัตโนมัตินับเป็นอุปกรณ์ Smart home อย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราควบคุมระบบต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดประตู หรืออาจเชื่อมต่อกับระบบกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • ใช้แบตเตอรี่ ทำให้ไม่ต้องมีการเดินสายไฟ และยังไม่ต้องกังวลใจเมื่อไฟดับ สามารถเข้าออกบ้านได้อย่างสบายใจ
กลอนประตูดิจิตอล Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี

อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนจากระบบกุญแจธรรมดามาเป็นกลอนประตูอัตโนมัติก็มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหมือนกัน

  • สำรวจประตู : การจะติดตั้งระบบกลอนอัตโนมัติต้องคำนึงถึงประตูด้วย เพราะแต่ละแบบแต่ละรุ่นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป วัสดุของประตูที่เหมาะสมสามารถติดตั้งได้หมดทั้งประตูไม้ ไม้สังเคราะห์ เหล็ก อะลูมิเนียม กระจก ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นบานพับ หรือบานเลื่อน ควรมีความหนา 3.5 เซนติเมตรขึ้นไป ความกว้าง 10 เซนติเมตรขึ้นไป ทั้งนี้กลอนประตูอัตโนมัติแต่ละยี่ห้อก็อาจเข้าได้กับประเภทประตูที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงต้องปรึกษากับผู้จัดจำหน่ายแต่ละเจ้าด้วย
  • คุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น : เชื่อว่าคงมีหลายท่านกำลังมองหากลอนประตูอัตโนมัติสำหรับติดตั้งที่ประตูหน้าบ้านซึ่งต้องเจอทั้งแดด ลม ฝุ่น และที่สำคัญคือฝน หากปล่อยไว้นาน ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องลดลง หากเราเลือกซื้อกลอนประตูอัตโนมัติที่มีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนในการดูแลหรือซ่อมบำรุงได้ โดยมาตรฐานที่ควรคำนึงเมื่อเลือกซื้อ ต้องดูว่ามีค่า  IP หรือ International Protection ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำหรือฝุ่นสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือไม่ สำหรับระดับที่แนะนำและใช้กันแพร่หลายในระบบกลอนอัตโนมัติจะอยู่ที่ IP55 ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก และหยดน้ำเม็ดใหญ่ ๆ ได้ 
  • เลือกระบบล็อกที่ใช่ : ในเมื่อกลอนประตูอัตโนมัติมีหลายรูปแบบให้เลือก เท่ากับว่าเราสามารถเลือกติดตั้งระบบที่เหมาะกับเราได้ เช่น ใครเป็นคนไม่ชอบจำรหัสผ่าน ก็อาจเลือกเป็นระบบสแกนลายนิ้วมือ หรือใครที่เพื่อนมาบ้านบ่อย ๆ แล้วอยากเปิดประตูให้แขกเข้ามารอในบ้านได้ทันที แนะนำให้เลือกระบบแบบแอปพลิเคชันที่เราสามารถปลดล็อกได้จากระยะไกล
  • แบตเตอรี่ : หากคิดจะเปลี่ยนมาใช้กลอนประตูอัตโนมัติต้องไม่ลืมว่ากลไกของมันใช้แบตเตอรี่ในการทำงาน ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อใช้ไปนาน ๆ  แต่ไม่ต้องห่วงว่าอยู่ดี ๆ จะหมดแบบไม่บอกไม่กล่าวจนใช้งานไม่ได้นะคะ เพราะระบบเขาจะมีเตือนบอกล่วงหน้าอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาก็แค่นำแบตเตอรี่ใหม่ไปเปลี่ยนเท่านั้น

การติดตั้งกลอนประตูอัตโนมัติ หรือ Digital Door Lock นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีและคุ้มค่าในการรักษาความปลอดภัยให้กับที่พักอาศัยของเรา แต่การจะเปลี่ยนจากกลอนธรรมดามาเป็นแบบอัตโนมัติจะต้องคำนึงถึงลักษณะของประตูเดิมด้วย และที่สำคัญคือควรคำนึงถึงคุณภาพของตัวเครื่อง เช่น มาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่น เพื่อให้สามารถใช้งานได้นาน ๆ นั่นเอง

Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี ?

Kudos มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยดีไซน์และเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางด้านสินค้าที่สำคัญของเรา เราร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี Digital Door Lock ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น igloohome จากประเทศสิงคโปร์ หรือ ALPHA LOCK ผู้นำดิจิตอลล็อคจากประเทศญี่ปุ่น

พันธมิตรทางธุรกิจของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทำให้เรามั่นใจว่าที่ Kudos จะช่วยให้คุณตอบคำถามเรื่อง Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี ? ได้เป็นอย่างดี

Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี Digital Door Lock ยี่ห้อไหนดี

เลือกซื้อฝักบัวอย่างไร ให้เจอฝักบัวที่ใช่!

ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้อไหนดี เลือกซื้อฝักบัวอย่างไร ให้เจอฝักบัวที่ใช่!

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีแพลนที่จะรีโนเวทห้องน้ำ หรืออยู่ในระหว่างการออกแบบห้องน้ำในฝัน ก็อาจให้ความสำคัญและใช้เวลาไปกับการเลือกกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ชิ้นใหญ่ ๆ โดยที่อาจจะมองข้ามอุปกรณ์ชิ้นสำคัญอย่าง “ฝักบัว” ไป หลาย ๆ คนอาจคิดว่าฝักบัวไม่ได้มีฟังก์ชันการทำงานอะไรมากมาย แค่เลือกฝักบัวที่เข้ากับดีไซน์ห้องน้ำก็น่าจะเพียงพอ แต่จริง ๆ แล้วในปัจุบันนี้ ฝักบัวได้มีการออกแบบ และ เพิ่มฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ และ ไลฟสไตล์ของแต่ละบุคคล

ในอดีตคนอาจจะเลือกฝักบัวจากดีไซน์เป็นหลัก ว่าหน้าตา หรือ สี ของฝักบัวเข้ากับห้องน้ำได้ไหม แต่เมื่อได้ใช้งานจริงแล้วมักจะเจอปัญหาหลาย ๆ อย่างเช่น ฝักบัวน้ำไม่แรง, สายน้ำไม่นุ่มนวล หรือวัสดุแตกหักง่ายไม่ทนทาน ทาง Kudos ได้เลือกผลิตภัณฑ์ฝักบัวคุณภาพสูง 3 รุ่นยอดนิยมมา โดยที่ฝักบัวแต่ละรุ่นก็จะมีทั้งดีไซน์ และฟังก์ชันที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหา (Pain Points) ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้มักต้องเผชิญ

  • ฝักบัวน้ำไม่แรง ปัญหาใหญ่ที่มักเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้เจ้าของบ้านต้องปวดหัว ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาแรงดันน้ำในห้องน้ำชั้นบนของบ้าน โดยเฉพาะ บ้านที่เป็นอาคารพาณิชย์ หรือ ทาวน์โฮม การเปลี่ยนปั๊มน้ำให้แรงดันสูงขึ้นก็เป็นตัวเลือกที่ราคาสูง และ มีความเสี่ยงที่ท่อน้ำภายในอาจรับแรงดันไม่ไหว 
  • สายน้ำไม่นุ่มนวล หน้าฝักบัวในฝักบัวบางรุ่น อาจออกแบบให้รูฝักบัวให้มีขนาดเล็กมาก ๆ เพื่อให้น้ำแรง จนสายน้ำที่ออกมาจากหน้าฝักบัวไม่มีความนุ่มนวล รู้สึกระคายผิว
  • ไม่ทนทาน แตกหักง่าย น้ำรั่วซึม ฝักบัวที่ผลิตจากวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจแตกหักง่ายเมื่อทำหล่น หรือกระแทก นอกจากนี้ยังมักจะมีการรั่วซึมของน้ำออกจากหน้าฝักบัวแม้ในขณะที่ปิดน้ำแล้ว

เปรียบเทียบฝักบัว KUDOS

KUDOS ได้ศึกษา และ วิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ เพื่อที่จะคัดสรรฝักบัวที่ช่วยทั้งตอบโจทย์การใช้งานที่ต่างกันของผู้ใช้แต่ละคน และ ต้องปราศจากปัญหากวนใจที่ผู้ใช้มักพบเจอ 

“ฝักบัวทั้ง 3 รุ่นของ Kudos มีสายน้ำที่ไหลแรง แต่นุ่มนวลไม่บาดผิว และผลิตจากวัสดุเกรดพรีเมี่ยมมีความทนทาน หมดปัญหาเรื่องปั้มน้ำไม่แรง ฝักบัวแตกหักง่าย หรือน้ำรั่วซึมจากหน้าฝักบัว”

KUDOS Purebliss Shower

ฝักบัวกรองคลอรีนจากประเทศญี่ปุ่น KUDOS Purebliss เป็นฝักบัวที่ถูกใจกลุ่มคนที่มีผิวแพ้ง่าย แพ้น้ำประปา และคลอรีน โดยเฉพาะครอบครัวที่มี เด็กแรกเกิด หรือ ผู้สูงอายุ ที่ผิวมีความบอบบาง ไวต่อสารที่กระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น ผิวแห้ง ผื่นแดง แสบคัน ไม่สบายตัว ด้วยนวัตกรรมกรองคลอรีน Water-Pure FilterTM ที่มีแคลเซียมซัลไฟต์ช่วยดูดซึมคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำประปา ทำให้น้ำที่ไหลออกมาบริสุทธิ์สามารถอาบน้ำได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าจะมีคลอรีนตกค้างมาทำร้ายผิวและเส้นผม

 

มีการนำเทคโนโลยีการออกแบบองศาการไหลของน้ำและรูฝักบัวให้มีขนาดเล็ก AtomistTM ที่ถึงแม้ว่าหัวฝักบัวของ KUDOS Purebliss จะออกแบบให้มีขนาดเล็ก แต่สายน้ำนั้นยังคงไหลแรง กระจายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้อาบได้สะอาดทั่วถึง และ สายน้ำยังคงนุ่มไม่บาดผิว

ในส่วนของการออกแบบ KUDOS Purebliss ก็ได้นำหลักการ Universal Design มาใช้ โดยคำนึกถึงหลักสรีรศาสตร์ในการออกแบบมือจับให้โค้งมน จับง่าย และน้ำหนักเบา ทำให้ผู้สูงอายุและเด็ก ๆ สามารถใช้งานได้สะดวก และปลอดภัยเมื่อใช้งานตามลำพัง

 

KUDOS Mist

ฝักบัวละอองหมอก KUDOS Mist ที่ออกแบบมาเพื่อ สาว ๆ ที่ชื่นชอบการแต่งหน้า และดูแลผิวพรรณโดยเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูง ลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่น Micro MistTM ที่น้ำจะถูกบีบอัดผ่านรูขนาดเล็กและมีลักษณะเกลียวที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้เกิดละอองน้ำอนุภาคขนาดเล็กคล้ายหมอก ที่นอกจะช่วยทำให้การทำความสะอาดผิวหน้า และรูขุมขนได้อย่างสะอาดล้ำลึก ช่วยลดปัญหาสิวอุดตันต่างๆ และยังช่วยปรับลดอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะกับผิวหน้าโดยอัตโนมัติ ป้องกันการเกิดริ้วรอย และผิวหน้าแห้งกร้านจากการล้างหน้าด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป

One Touch Lever ปรับการไหลของน้ำได้ง่าย ๆ แค่ปรับฟังก์ชันที่หัวฝักบัว เมื่ออาบน้ำก็เลือกใช้ Normal Stream สายน้ำไหลแรง แต่ยังนุ่มไม่บาดผิว หรือจะล้างหน้าก็แค่เปลี่ยนเป็น Mist Stream ละอองหมอกช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก นอกจากนี้ยังมีปุ่มเปิด – ปิดน้ำที่ด้ามจับ ทำให้ง่ายต่อการควบคุมสายน้ำ และยังช่วยประหยัดน้ำอีกด้วย

KUDOS X-Stream (Hydro Massage)

ฝักบัวแรงดันสูง KUDOS X-Stream (Hydro Massage) จากประเทศญี่ปุ่น ช่วยคลายความเมื่อยเหนื่อยล้า ด้วยฟังก์ชันการใช้สายน้ำนวดบำบัดเฉพาะจุด โดยสายน้ำถูกออกแบบมาเป็นพิเศษมีแรงดันสูง ทำให้ช่วยลดอาการปวดเมื่อย และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน ๆ มีอาการ Office-Syndrome หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ นอกจากนี้ด้วยสายน้ำที่ไหลแรงเป็นเอกลักษณ์ของ KUDOS X-Stream ทำให้สามารถทำความสะอาดร่างกาย หรือขจัดสิ่งตกค้างและความมันบนหนังศีรษะได้อย่างดีเยี่ยม ในระยะเวลาอันสั้น

KUDOS X-Stream ยังมีฟิลเตอร์สำหรับกรองคลอรีนและสิ่งสกปรก ที่อาจก่อให้เกิดอาการผิวแห้ง อาการแพ้ ระคายเคืองผิวหนัง, หนังศีรษะและเส้นผม 

การออกแบบให้มีก้านปัดบนหน้าฝักบัว ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันเป็น Normal Stream สำหรับการชำระล้างร่างกายแบบปกติได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันไหน ๆ สายน้ำก็แรง ไม่บาดผิว ครอบคลุมทั่วทั้งร่างกาย และยังช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าฝักบัวทั่วไปถึง 30 %

ตารางเปรียบเทียบฟังก์ชันของฝักบัว Kudos

ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้อไหนดี

น้ำไหลแรง ช่วยเพิ่มแรงดันน้ำ

สายน้ำนุ่มนวล ไม่บาดผิว

รับประกันการรั่วซึม*

กรองคลอรีน

ปรับฟังก์ชันได้

Made in Japan

ประหยัดน้ำ

Kudos Purebliss

Teams: ✔️

Teams: ✔️

2 ปี

Teams: ✔️

24/7 Support:

Teams: ✔️

45%

Kudos Mist

Teams: ✔️

Teams: ✔️

2 ปี

24/7 Support:

Teams: ✔️

Teams: ✔️

45%

Kudos X-Stream

Teams: ✔️

Teams: ✔️

2 ปี

Teams: ✔️

Teams: ✔️

Teams: ✔️

30%

ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้ออะไรดี
ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้ออะไรดี

*รับประกันการรั่วซึมเฉพาะบริเวณหัวฝักบัวและหน้าฝักบัว

ฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้อไหนดี!? เลือกอย่างไรให้เจอฝักบัวที่ใช่

หากใครรู้สึกว่าฝักบัวที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน ข้อมูลข้างต้นน่าจะช่วยตอบคำถามว่า “ฝักบัวแบบไหนดี!?” หมดคำถามเรื่องฝักบัวแรงดันสูง ยี่ห้ออะไรดี และช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อฝักบัวได้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ.

ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย

วิธีล้างหน้า ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย

เมื่ออายุเข้าสู่วัย 25+ สิ่งที่ตามหลอกหลอนเรานอกจากอาการปวดหลังแล้วก็คือ ปัญหาผิวหน้าของสาววัย 20 ปลาย ๆ เมื่อสมัยที่เป็นวัยรุ่น สิ่งที่ปวดหัวก็อาจจะเป็นเรื่องของสิวหรือผิวมัน แค่ทายา หาหมอ แป๊บเดียวก็หาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็มีปัญหาผิวตามมาอีกเป็นพรวน เพราะนอกจากสิวแล้ว ยังมีปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาอีกอย่างหนักหน่วง  ซึ่งสองปัญหาผิวตัวท็อป นั่นก็คือภาวะหน้าแห้ง และริ้วรอย นอกจากปัญหาผิวตามวัยดังที่ว่ามาแล้ว ยังจะมีปัญหาผิวที่เกิดจากปัจจัยภายนอกเพิ่มเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่นควัน หรือมลพิษต่าง ๆ ที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวัน และเมื่อทั้งหมดทั้งมวลนี้มารวมกัน ผิวหน้าของเราจึงไม่สวยใสอย่างที่เคยเป็น

สำหรับปัญหาที่สาว ๆ วัยทำงานอย่างเราต้องเจอกัน หลัก ๆ แบ่งได้เป็นดังนี้

ริ้วรอย

นี่เป็นปัญหาที่ปวดหัวมากที่สุด และแก้ยากที่สุดสำหรับสาว ๆ วัยทำงาน เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นคอลลาเจนซึ่งเป็นตัวช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งเด้งดึ๋งก็เริ่มผลิตลดน้อยลงไป ทำให้ใบหน้าที่เคยตึงเปรี๊ยะ กลับเริ่มหย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น ปัญหามลภาวะต่าง ๆ ที่เราต้องเจอในทุกวันยังเป็นตัวการทำลายคอลลาเจนและความแข็งแรงของผิวหน้า หากดูแลไม่ดี รับรองริ้วรอยถามหาแน่นอน

ผิวแห้งและหมองคล้ำ

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยก็คือปัญหาหน้าแห้ง จับแล้วรู้สึกหยาบกร้าน ไม่ชุ่มชื้นเหมือนแต่ก่อน แถมยังดูหมอง ๆ อีก ปัญหานี้เกิดมาจากกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid หรือ HA) ในชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อมีการผลิตออกมาน้อยลงตามวัย ซึ่งเจ้า HA นี้แหละที่จะเป็นตัวช่วยกักเก็บน้ำ รวมถึงคอลลาเจนในผิวหนังของเราให้นุ่มเด้ง แน่นอนว่าเมื่อปริมาณลดน้อยลงไป หน้าของเราจึงแห้ง และตามมาด้วยริ้วรอยนั่นเอง

หน้ามัน

มาถึงข้อนี้ หลายคนอาจจะงงว่าตกลงยังไงกันแน่ ในเมื่อเรามีปัญหาผิวแห้งตามวัยอยู่แล้ว ทำไมถึงยังมีเรื่องหน้ามันอีก ความจริงแล้ว 2 ข้อนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันค่ะ เพราะเวลาที่ชั้นผิวหนังของเราขาดน้ำ ต่อมไขมันก็ยิ่งต้องผลิตไขมันออกมาเคลือบผิวหน้าเพื่อป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่หากดูแลผิวหน้าให้ชุ่มชื้นตั้งแต่ชั้นผิว ความมันก็จะลดน้อยลง

สิว

ไม่มีใครบอกว่าสิวจะหยุดขึ้นแม้เราจะผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นมาแล้ว พอเราก้าวเข้าสู่วัย 25+ ฮอร์โมนในร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงมีประจำเดือน หากสังเกตดี ๆ จะพบว่ามักมีสิวขึ้นบริเวณคาง หรือรอบปาก ไหนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยอีก ยิ่งพังเข้าไปใหญ่ ปัญหานี้เราควรแก้กันตั้งแต่ต้นตอ นั่นคือ ต้องเสริมสร้างความชุ่มชื้นในชั้นผิวหนังเพื่อลดการผลิตน้ำมันบนผิวหน้าที่มากเกินไปนั่นเอง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือปัญหาหลัก ๆ ที่ชาววัย 25+ มักจะต้องเจอ แน่นอนว่าปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่จะช่วยขจัดเรื่องเหล่านี้ลงไปได้ เช่น การพึ่งมือหมอ แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากเราสามารถแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการล้างหน้าอย่างถูกวิธี

การล้างหน้าสำคัญอย่างไร

การรักษาผิวหน้าให้สวยใสแม้วัยจะเข้าสู่ช่วงวัย 20 ปลาย ๆ นั้นเริ่มต้นได้ด้วยตัวเราเองแค่ล้างหน้าให้ถูกวิธี โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ต้องแต่งหน้าเป็นประจำยิ่งต้องใส่ใจในขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้าเป็นพิเศษ

วิธีล้างหน้าอย่างถูกวิธีสำคัญอย่างไร!?

ขจัดสิ่งสกปรก

ในแต่ละวันเราต้องเจอทั้งมลพิษหรือสิ่งสกปรกจากภายนอกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้มาเกาะที่ผิวของเรา หากไม่ล้างทำความสะอาดให้ดี คิดดูว่าหน้าเราจะมีสิ่งสกปรกตกค้างขนาดไหน อีกทั้งมลพิษเหล่านี้ยังเป็นตัวการทำลายผิวของเราซึ่งจะทำให้เกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำตามมา ดังนั้นการล้างหน้าจะช่วยให้ผิวของเรากลับมาสะอาดและสดชื่นอีกครั้ง

ลดสิว

สารและสิ่งสกปรกตกค้างก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว แต่ที่ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นคือรูขุมขน ในแต่ละวันผิวหน้าของเราจะมีการผลิตน้ำมันออกมา บางครั้งก็ผลิตมากจนเข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขน และหากไม่ล้างหน้าให้ถูกวิธี ไขมันอุดตันเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดสิวต่อไปนั่นเอง

เตรียมพร้อมรับการบำรุง

วัย 25+ เป็นวัยที่ผิวหน้าต้องได้รับการบำรุงอย่างดี การล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นการปรับสมดุลค่า pH ของผิว ช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดรูขุมขนให้เปิดรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้อย่างเต็มที่ ลองคิดดูสิคะ ว่าหากเราล้างหน้าแบบไม่ใส่ใจอาจยังเหลือสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ แม้จะได้ครีมบำรุงดีแค่ไหน แต่ก็คงไม่สามารถซึมลึกลงไปใต้ผิวหนังได้หมด เพราะฉะนั้นการล้างหน้าอย่างถูกวิธีในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก

ล้างหน้าอย่างไรจึงจะถูกวิธี

การล้างหน้าให้ถูกวิธีไม่ใช่เรื่องยาก แต่อุปสรรคที่สำคัญที่คอยฉุดรั้งเราจากการมีใบหน้าที่สวยใสเอาไว้ก็คือความขี้เกียจ หากใครกำลังมีความคิดแบบนี้ ขอให้สลัดจากหัวไปด่วน ๆ เพราะคงไม่มีใครอยากมีใบหน้าแก่ก่อนวัยหรอกใช่ไหมคะ นอกจากนั้น เดี๋ยวนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ตัวช่วยให้เราล้างหน้าได้สะอาดและสะดวกรวดเร็วขึ้นด้วยนะ



ล้างหน้าอย่างไรจึงจะถูกวิธี - ล้างเครื่องสำอางก่อนเป็นอันดับแรก


ล้างเครื่องสำอางก่อนเป็นอันดับแรก

แม้ในโฆษณาจะบอกว่าโฟมล้างหน้าตัวนั้นตัวนี้ทำความสะอาดได้ล้ำลึกแค่ไหน แต่ก็ยังสู้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางโดยเฉพาะไม่ได้ เพราะเมคอัพบางตัวที่เราใช้ เช่น รองพื้น ครีมกันแดด หรือมาสคาร่า มีคุณสมบัติกันน้ำได้ ดังนั้นการล้างหน้าด้วยน้ำและโฟมธรรมดาอาจไม่พอ นอกจากนั้นการที่เราปล่อยเครื่องสำอางค้างไว้บนใบหน้ายังอาจทำให้เกิดปัญหาสิวหรือริ้วรอยตามมาอีกด้วย




ล้างหน้าเท่าที่จำเป็น

แม้จะบอกว่าล้างหน้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ใช่ว่าล้างบ่อย ๆ แล้วหน้าจะใสเสมอไป เพราะทุกครั้งที่เราทำความสะอาดผิวหน้า เท่ากับเราเอาน้ำมันเคลือบผิวที่ช่วยปกป้องผิวออกไปด้วย และหากล้างบ่อยเกินไป หมายความว่าป้อมปราการผิวตามธรรมชาติก็จะถูกทำลายไปแบบไม่เหลือ ทำให้เกิดปัญหาผิวระคายเคืองหรือแพ้ง่ายตามมา ความถี่ในการล้างหน้าที่แพทย์ผิวหนังแนะนำคือ 2 ครั้งต่อวัน คือตอนกลางคืน และตอนเช้า ยกเว้นผู้ที่ต้องเสียเหงื่อมาก ๆ อย่างเช่นนักกีฬาอาจล้างหน้าได้บ่อยกว่านั้นได้



ล้างหน้าอย่างไรจึงจะถูกวิธี - ล้างหน้าเท่าที่จำเป็น





วิธีล้างหน้า - เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับตัวเอง


เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับตัวเอง

ขั้นตอนนี้เราต้องรู้จักผิวของเราในเบื้องต้นเสียก่อนว่าเป็นแบบไหน ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ผิวแพ้ง่าย ผิวเป็นสิว ฯลฯ เมื่อรู้แล้วก็เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับตัวเองได้เลย แต่ไม่ว่าจะผิวแบบไหน ขณะล้างหน้าก็ไม่ควรจะถูผิวหน้าแรง ๆ แต่ควรนวดเบา ๆ ตามรูขุมขนเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกไปให้หมดจด ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 60 วินาที




ล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า VS ล้างพร้อมกับอาบน้ำ

เราอาจเคยได้ยิน หรือ เห็นจากตามโฆษณา แล้วเข้าใจว่าการล้างหน้าที่ดีควรทำให้เสร็จเรียบร้อยที่อ่างล้างหน้าก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำด้วยฝักบัว นั่นเพราะความแรงของน้ำจากฝักบัวที่มากระทบกับผิวหน้าของเรามีส่วนทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยได้เหมือนกัน แต่ปัจจุบันมีการคิดค้นฝักบัวที่ใช้ได้ทั้งชำระล้างร่างกายและทำความสะอาดผิวหน้าในคราวเดียว เหมาะกับคนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและความรวดเร็ว อย่าง ฝักบัว KUDOS Mist Shower ที่มีทั้งฟังก์ชันการใช้งานแบบฝักบัวธรรมดา (Normal Stream) กับฟังก์ชันมิสท์ (Mist Stream) โดยที่สามารถปรับโหมดได้ง่ายเพียงปุ่มเดียว จึงใช้งานได้สะดวกมาก ๆ

ฝักบัวแบบมิสท์ของ KUDOS ออกแบบหน้าฝักบัวให้มีรูจิ๋วขนาดเล็กเพียง 1 มม. ถึง 24 รู ใช้เทคโนโลยี Micro-MistTM ให้น้ำไหลออกมาเหมือนละอองหมอกละเอียดระดับไมครอน ดังนั้นจึงช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้ลึกถึงรูขุมขน ขณะเดียวกันก็มีแรงดันน้ำแบบพอดี ช่วยให้เราล้างหน้าได้อย่างอ่อนโยน ไม่ทำลายปราการผิวธรรมชาติ จึงช่วยลดการเกิดริ้วรอยได้มากกว่าฝักบัวแบบธรรมดา แถมฝักบัวแบบนี้ยังประหยัดน้ำได้มากกว่า 45% ด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นมิตรทั้งผิวและสิ่งแวดล้อม



วิธีล้างหน้า - ล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า VS ล้างพร้อมกับอาบน้ำ





วิธีล้างหน้า - อุณหภูมิของน้ำเป็นสิ่งสำคัญ


อุณหภูมิของน้ำเป็นสิ่งสำคัญ

หลายคนมักจะชอบอาบน้ำอุ่น หรือ ร้อนจัดที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศา เพราะรู้สึกสบายกว่า แต่ผิวหน้าของเราไม่สบายด้วยหรอกนะ เพราะยิ่งน้ำร้อนจัด ยิ่งทำลายความชุ่มชื้นของผิวหน้าจนแห้งกร้านและระคายเคืองได้ง่าย สุดท้ายก็กลับมาเจอกับปัญหาริ้วรอยอีก แล้วแบบนี้จะทำอย่างไร? ต้องกลับไปล้างหน้าที่อ่างล้างหน้าอีกเหรอ?

ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เขามีฝักบัวที่รักษาอุณหภูมิของน้ำให้เหมาะกับผิวหน้าได้ “อย่างฟังก์ชัน Mist Stream ของฝักบัว KUDOS Mist Shower เขาปรับอุณหภูมิที่เหมาะสมมาให้แล้ว” โดยจะลดอุณหภูมิลง 3 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิการใช้น้ำอุ่นเฉลี่ยที่ 38-40 องศา ซึ่งถือว่าอุณหภูมิสูงเกินไปสำหรับผิวหน้า



ฟังก์ชันตอบโจทย์แบบนี้ใช่ว่าจะหาได้จากฝักบัวทั่วไปนะ และที่สำคัญต้องดูด้วยว่าฝักบัวที่เลือกใช้ผ่านการรับรองอะไรมาบ้าง ปลอดภัยต่อการใช้งานหรือเปล่า อย่าง KUDOS Mist Shower ได้รับการรับรองจากทั้ง มอก. ในประเทศไทย มาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น อย่าง JIS STANDARD และการวิจัยคุณภาพจาก SANEI LABORATORY ว่าทั้งประหยัดและปลอดภัย เหมาะกับการล้างหน้าเพื่อผิวสวยใสอย่างแน่นอน

เมื่อล้างหน้าตามขั้นตอนข้างต้นได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็ใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ มาซับเบา ๆ เท่านี้ผิวของเราก็พร้อมรับการบำรุงจากสกินแคร์กันแล้ว การบำรุงผิวหน้าให้สวยใสด้วยตัวเองโดยเริ่มจากการล้างหน้านี่ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ นอกจากจะต้องใส่ใจในผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแล้ว หากอยากสวยแบบไร้ที่ติ และวิธีล้างหน้าอย่างถูกต้องแล้ว อย่าลืมดูเรื่องของความแรงสายน้ำและอุณหภูมิของน้ำที่ใช้ล้างหน้าด้วยนะ นี่แหละ เคล็ดลับเด็ดผิวอ่อนเยาว์.

DIY เปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็น “ก๊อกน้ำอัตโนมัติ”

DIY เปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็น “ก๊อกน้ำอัตโนมัติ”

คงไม่มีใครคาดคิดว่าอยู่ดี ๆ วันหนึ่งเราต้องหันมาใส่หน้ากากออกจากบ้าน ต้องพกเจลแอลกอฮอล์ติดตัว รวมถึงต้องล้างมือจนเป็นกิจวัตรเพื่อป้องกันไวรัส Covid-19 การมาของไวรัสร้ายชนิดนี้ ส่งผลให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ หรือที่เราเรียกจนชินปากไปแล้วว่า New Normal หากจะให้หาข้อดีในวิกฤติครั้งนี้ก็คงพูดได้ว่า ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น มีความระมัดระวังตัวที่จะไม่ให้ติดเชื้อโรคมากขึ้น และสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือ “การล้างมือบ่อย ๆ”

คุณหมอจากหลากหลายสถาบันต่างลงความเห็นตรงกันว่า การล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หรือก่อนที่จะนำมือมาสัมผัสกับตัวเรา จะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายซึ่งอาจเป็นต้นตอของการติดไวรัส Covid-19 ได้ในเบื้องต้น และคุณหมอยังแนะนำอีกว่า เวลาที่เราควรจะล้างมือ ได้แก่

  • หลังสัมผัสของใช้สาธารณะ เช่น ประตู บันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟต์ ห้องน้ำ เป็นต้น
  • หลังกลับจากไปข้างนอกบ้าน / ออฟฟิศ
  • หลังการไอ หรือ จาม
  • หลังสัมผัสผู้ป่วย หรือ ผู้มีความเสี่ยง
  • หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรก
  • หลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง
  • ก่อนรับประทานอาหาร
  • ก่อนสัมผัสใบหน้า หรือ ร่างกาย

Ref; รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ล้างมืออย่างถูกวิธี ดีอย่างไร ?

แน่นอนว่าการล้างมือบ่อย ๆ จะช่วยลดสิ่งสกปรกออกไปจากมือเราได้ แต่การล้างมืออย่างถูกวิธีต่างหาก ที่จะช่วยขจัดเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายเรา องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า การล้างมืออย่างถูกวิธีนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่มีน้ำและสบู่ จากนั้นก็เริ่มล้างโดยการใช้ฝ่ามือถูเข้าหากัน ถูหลังมือและซอกนิ้ว ใช้ฝ่ามือถูหลังนิ้วทำความสะอาดซอกเล็บ ล้างหัวแม่โป้ง ล้างข้อมือ ทั้งหมดนี้ควรใช้เวลาอย่างน้อย 20-30 วินาที หรือหากใครไม่สามารถล้างด้วยน้ำและสบู่ได้ ก็ขอให้พกเจลแอลกอฮอล์ซึ่งมีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% เอาไว้ใช้แทน

ล้างมืออย่างถูกวิธี ดีอย่างไร ?

“มือ” นับเป็นปราการด่านแรกที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เพราะต้องนำไปสัมผัสสิ่งต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ข้อดีของการล้างมือบ่อย ๆ อย่างถูกวิธี สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้หลายอย่าง ไม่เพียงแค่เชื้อไวรัส Covid-19 ที่เรากลัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไข้หวัด โรคติดต่อจากการสัมผัสสิ่งสกปรก เช่น ตาแดง  โรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อหิวาตกโรค ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น และนอกจากจะเป็นการป้องกันตัวเราเองแล้ว กรณีที่เรามีเชื้อโดยไม่รู้ตัว ยังจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่คนอื่นอีกด้วย

สามารถดาวน์โหลดเอกสารแนะนำการล้างมืออย่างถูกวิธีจาก WHO ได้ที่นี่ วิธีล้างมืออย่างถูกวิธี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้จากการต้องเข้าห้องน้ำเพื่อล้างมือบ่อย ๆ ก็คือ เราจำเป็นต้องสัมผัสกับก๊อกน้ำ แม้จะล้างมือจนสะอาดตามขั้นตอนของ WHO แค่ไหน แต่การต้องเอามือเปิด  – ปิดก๊อกน้ำก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า บริเวณที่มีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียสะสมมากที่สุดในห้องน้ำ อยู่ที่วาล์วเปิด – ปิดของก๊อกน้ำถึง 127,000 ตัว ต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งมากกว่าบริเวณโถสุขภัณฑ์และประตูห้องน้ำเสียอีก และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรเปลี่ยนจากก๊อกน้ำธรรมดา มาเป็นก๊อกน้ำอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส ตามท้องตลาดในปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นหัวก๊อกน้ำอัตโนมัติที่สามารถเปลี่ยนใช้งานได้เองอยู่มากมายเลยค่ะ

หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติเลี่ยงสัมผัส

เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านส่วนใหญ่คงใช้งานก๊อกน้ำแบบใช้วาล์วเปิด-ปิด และหากจะเปลี่ยนมาใช้ก๊อกน้ำอัตโนมัติ ก็อาจกังวลว่าจะติดตั้งยากหรือเปล่า ต้องรื้อระบบน้ำทั้งระบบเลยหรือไม่ หากเป็นแบบนั้นก็คงดูไม่คุ้มค่าเท่าไร แต่ที่จริงแล้ว การติดตั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติไม่ได้ยากอย่างที่คิด และบางชนิดสามารถเปลี่ยนได้เองที่บ้านโดยไม่ต้องง้อช่าง

โดยทั่วไปแล้วก๊อกน้ำอัตโนมัติที่สามารถเปลี่ยนมาใช้งานได้มี 2 รูปแบบ

ตัวก๊อกน้ำระบบไร้สัมผัส (Touchless Faucets)

  • ตัวก๊อกน้ำระบบไร้สัมผัส (Touchless Faucets) ลักษณะเหมือนก๊อกน้ำทั่วไป เปลี่ยนจากวาล์วหมุนด้วยมือเป็นเซ็นเซอร์ระบบอัตโนมัติในตัว

หัวก๊อกน้ำ (Touchless Faucets Adapter)

  • หัวก๊อกน้ำ (Touchless Faucets Adapter) อะแดปเตอร์หัวก๊อกน้ำระบบอัตโนมัติ สำหรับเปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาให้เป็นระบบไร้สัมผัส

แบบแรกเป็นการเปลี่ยนก๊อกน้ำทั้งชิ้น และอาจต้องมีการติดตั้งกล่องควบคุมสำหรับจ่ายน้ำเพิ่มเติม แต่หากใครต้องการวิธีที่ง่ายกว่านั้น สามารถใช้หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติแบบที่ 2 มาเปลี่ยนได้เลย เพียงแค่ถอดส่วนหัวของก๊อกเดิมออก ใส่ตัวแปลงและซีลยางเข้าไป จากนั้นใส่หัวก๊อกอัตโนมัติเข้าไปแทน เท่านี้เราก็จะมีก๊อกน้ำระบบไร้สัมผัสมาไว้ใช้งานได้ง่าย ๆ แล้ว

แต่เราก็ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากจะเปลี่ยนไปใช้หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติเหมือนกัน เช่น

  • ประเภทของก๊อกเดิม : ควรคำนึงถึงขนาดของปากก๊อกเดิมและปากก๊อกอัตโนมัติด้วยว่าสามารถใส่เข้ากันได้หรือไม่
  • ความสูงของก๊อกเดิม :  ตัวก๊อกเดิมควรมีความสูงที่เหมาะกับการใช้งานกับหัวก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ
  • ระยะเวลาของแบตเตอรี่ : หัวก๊อกอัตโนมัติทำงานด้วยแบตเตอรี่ซึ่งเมื่อใช้งานไประยะหนึ่งก็ต้องมีการชาร์จแบตเตอรี่ 
  • ระบบเซ็นเซอร์ที่ตอบโจทย์ : ควรมีฟังก์ชันที่ครอบคลุมให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ เช่น การล้างจานในห้องครัว อาจต้องใช้ระยะเวลาเปิดน้ำนาน ดังนั้นควรเลือกหัวก๊อกน้ำที่มีเซ็นเซอร์สำหรับเปิดน้ำค้างไว้ได้นาน ๆ ขณะเดียวกัน การล้างมือในห้องน้ำอาจใช้เวลาเปิดน้ำน้อยกว่า ดังนั้นควรมีฟังก์ชันที่เปิด-ปิดน้ำได้รวดเร็วทั้งก่อนและหลังการใช้งาน
  • วัสดุ : ควรคำนึงให้ดีว่าวัสดุของหัวก๊อกน้ำนั้น ๆ ที่เราต้องการนำมาติดตั้ง มีความคงทน และป้องกันการเกิดสนิมได้ดีหรือไม่ อีกทั้งตัวเซ็นเซอร์ก็ต้องใช้วัสดุที่ทนน้ำได้ดี เพื่อให้สามารถใช้งานได้ยาว ๆ

ข้อดีของการเปลี่ยนมาใช้หัวก๊อกน้ำระบบอัตโนมัตินั้นมีหลายอย่าง

  • ช่วยลดการสัมผัส : การดัดแปลงก๊อกน้ำแบบเดิมให้เป็นก๊อกน้ำระบบอัตโนมัติจะช่วยลดการสัมผัสได้ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า บริเวณมือจับก๊อกน้ำเป็นที่ที่มีแบคทีเรียสะสมอยู่มากที่สุด ในยุค New Normal ที่ต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ อย่างนี้ หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติจึงตอบโจทย์ได้อย่างดี โดยก๊อกน้ำอัตโนมัติสามารถลดการสะสมของแบคทีเรียได้มากถึง 98%
  • ประหยัดน้ำ : การใช้ก๊อกน้ำแบบใช้มือหมุนเปิด – ปิด มักจะมาพร้อมกับปัญหาการลืมปิดน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก ขณะที่ระบบอัตโนมัติจะเปิดน้ำก็ต่อเมื่อเรานำมือเข้าไปใกล้กับเซ็นเซอร์ และจะปิดให้โดยอัตโนมัติหากไม่มีการใช้งาน เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่มักลืมปิดก๊อกน้ำบ่อย ๆ อีกทั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติหลาย ๆ แบรนด์ยังมีระบบควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลออกมาอย่างพอดี ไม่เบาเกินไป และไม่แรงเกินไป ทำให้ช่วยประหยัดน้ำได้อย่างดี อย่างเช่น หัวก๊อกอัตโนมัติ ของ KUDOS มีระบบ Water Saving Nozzle ที่จะช่วยประหยัดน้ำ และควบคุมน้ำให้ไหลแรง แต่นุ่มละมุน
  • ดูแลง่าย : ปัญหาของก๊อกน้ำธรรมดา เมื่อใช้นานวันเข้า ความใหม่ หรือความมันวาวจะลดน้อยลง เนื่องจากต้องเจอคราบน้ำกระเซ็นใส่ และมีการสัมผัสอยู่ตลอดเวลา แต่ก๊อกน้ำอัตโนมัติจะช่วยลดความยุ่งยากในการรักษาความเงางามลงไปได้ เพราะมีการสัมผัสน้อย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้ก๊อกน้ำระบบอัตโนมัติก็ยังต้องการการดูแลรักษาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับก๊อกน้ำธรรมดา

  • ปัญหาน้ำรั่วซึม : ก๊อกน้ำอัตโนมัติก็อาจเกิดกรณีที่มีน้ำซึมจากหัวก๊อกได้เหมือนก๊อกน้ำทั่วไป ดังนั้นควรหมั่นตรวจดูซีลยางว่ายังมีประสิทธิภาพดีอยู่หรือไม่
  • ปัญหาน้ำไหลเองหรือน้ำไม่ไหล : ในกรณีน้ำไหลเองหรือน้ำไม่ไหลของก๊อกน้ำอัตโนมัติทั่ว ๆ ไป มักเกิดจากมีสิ่งกีดขวางบดบังเซ็นเซอร์ โดยเฉพาะคราบน้ำที่อาจติดอยู่บนตัวจับความเคลื่อนไหว เราจึงต้องหมั่นใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดอยู่เสมอ สำหรับการทำความสะอาดเซ็นเซอร์ ไม่ควรใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนมาทำความสะอาด เพราะอาจทำลายผิวของเซ็นเซอร์จนอาจทำให้การใช้งานผิดเพี้ยนไปได้
  • แบตเตอรี่ : ควรหมั่นชาร์จแบตตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมไว


DIY เปลี่ยนก๊อกน้ำธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็น “ก๊อกน้ำอัตโนมัติ”

การล้างมือบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยลดการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส Covid-19 แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสก๊อกน้ำซึ่งเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียอันดับหนึ่ง ดังนั้น การหันมาใช้หัวก๊อกน้ำอัตโนมัติ จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่จะขจัดปัญหาเหล่านั้นให้พ้นไป การล้างมืออย่างถูกวิธีก็นับว่าดีมากแล้ว แต่การเลือกใช้ก๊อกน้ำอัตโนมัติที่มีคุณภาพดี และตอบโจทย์ได้ทุกฟังก์ชันการใช้งานนั้นจะยิ่งช่วยรักษาสุขอนามัยและเพิ่มความสะดวกสบายของเราได้มากยิ่งขึ้นไปอีก.

ออกแบบห้องน้ำผู้สูงอายุอย่างไร!? ให้อุ่นใจทั้งครอบครัว

ออกแบบห้องน้ำผู้สูงอายุอย่างไร!? ให้อุ่นใจทั้งครอบครัว

ในยุคสมัยที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับที่อยู่อาศัยมากขึ้น อีกทั้งยังมีกระแสของ “สังคมผู้สูงอายุ” ในประเทศไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบบ้านจึงไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป 

“ห้องน้ำ” เป็นส่วนสำคัญของบ้านที่ต้องออกแบบให้ดีท่ามกลางแนวโน้มของสังคมใหม่ๆ อย่าง “สังคมผู้สูงอายุ” เพราะไม่เพียงแต่ต้องคำนึงถึงดีไซน์ที่ดีเท่านั้น เรายังควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่ใจในด้าน “ความปลอดภัย” อีกด้วย

สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย

ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้สัก 10 ปี เราอาจมองว่า “สังคมผู้สูงอายุ” ในประเทศไทยยังไกลเกินเอื้อม เมื่อเทียบกับประเทศรุ่นพี่ที่แซงหน้าไปก่อนและไกลมากอย่างญี่ปุ่นซึ่งเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ก่อนจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อปี 1994 แต่หารู้ไม่ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ในที่สุด ปี 2005 ประเทศไทยก็เริ่มส่งสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปตาม ๆ กัน

องค์กรสหประชาชาติได้แบ่งระยะของสังคมผู้สูงอายุเอาไว้ดังนี้

  1. ระยะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% หรือ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของประชากรทั้งประเทศ
  2. ระยะสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ
  3. ระยะสังคมผู้สูงอายุเต็มที่ (Super-aged society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ

หากถามว่าประเทศไทยเรากำลังอยู่ในระยะไหน ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุคิดเป็น 17.9% ของประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน และนักวิชาการเชื่อว่าไทยเราจะเข้าสู่เฟสที่ 2 ในปี 2022 นี้แล้ว ขณะเดียวกันจำนวนเด็กเกิดใหม่ของปี 2021 ในประเทศไทยก็ลดลงต่ำกว่า 500,000 คน ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ 

สิ่งที่เรากำลังเผชิญนี้จะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงกว่าที่เราคิด เพราะหากมองในระยะยาว อนาคตเราอาจขาดแคลนแรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือพัฒนาชาติได้ในอนาคต อาจถึงขั้นต้องรับสมัครแรงงานจากต่างประเทศเข้ามามาก ๆ อย่างที่ญี่ปุ่นเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้นเป็นประจำทุกปีเนื่องจากขาดแคลนคนวัยทำงาน โดยในปี 2020 ญี่ปุ่นมีแรงงานต่างชาติสูงถึง 1.7 ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไปมีกว่า 36 ล้านคน นับเป็น 28.7% ของประชากรทั้งหมด

Ref; www.dmh.go.th, www.ifsa.jp, www.tyojyu.or.jp

ผู้สูงอายุกับอุบัติเหตุในห้องน้ำ

การปรับตัวให้เข้ากับยุคของสังคมผู้สูงอายุนับเป็นสิ่งสำคัญ โดยเราสามารถเริ่มได้ง่าย ๆ ที่บ้านของเราก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ห้องน้ำ” ที่ควรใส่ใจในการออกแบบเป็นอย่างแรก เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถานที่ในบ้านที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากที่สุด เพราะปกติแล้ว ห้องน้ำมักจะเปียกน้ำตลอดเวลา ทำให้ลื่นล้มได้ง่าย อย่างในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในด้านสังคมผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุกับอุบัติเหตุในห้องน้ำ

จากสถิติของหน่วยกู้ภัยดับเพลิงแห่งกรุงโตเกียว (Tokyo Fire Department) พบว่าสำหรับกรุงโตเกียวเมื่อปี 2019 สถานที่ในบ้านที่ผู้สูงอายุมักประสบอุบัติเหตุมากที่สุดเป็นอันดับ 4 คือห้องน้ำ ในปีดังกล่าวมีผู้สูงอายุชาวโตเกียวที่ถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุในห้องน้ำมากถึง 1,000 คน แม้ห้องน้ำอาจยังไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่ผลที่ตามมาก็ร้ายแรง สาเหตุหลัก ๆ มาจากการลื่นล้มซึ่งนำมาสู่อาการบาดเจ็บตั้งแต่เบาอย่างรอยฟกช้ำ ไปหาหนักคือ กระดูกร้าวหรือหัก เป็นต้น

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในห้องน้ำได้ง่าย แบ่งได้เป็นปัจจัยทางกายภาพของผู้สูงอายุเอง และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

  • ปัจจัยทางกายภาพของผู้สูงอายุ : ข้อนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้ว ร่างกายย่อมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่พร่ามัว ร่างกายที่ขาดความคล่องตัวทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าลง หรือขาดความสมดุลในการทรงตัว นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่สามารถแก้ให้หายขาดได้
  • ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในห้องน้ำ : ปัญหาจากสภาพในห้องน้ำไม่เอื้อต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ มักพบในเรื่องของพื้นที่ลื่นเกินไป ลักษณะของพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ หรือขาดที่ยึดเกาะ ข้อนี้เราสามารถแก้ไขได้โดยการออกแบบห้องน้ำที่ปลอดภัยกับทุกเพศทุกวัย หรือที่เรียกว่า Universal Design

Universal Design และการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัย

Universal Design (UD) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “อารยสถาปัตย์” หมายถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่คิดมาเพื่อทุกคน ไม่ได้จำกัดแค่ของใช้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงอาหาร การท่องเที่ยว หรือภาษาต่าง ๆ ด้วย หลักการของการออกแบบแบบอารยสถาปัตย์จะเน้นความ “ง่าย” และ “ใช้งานได้ทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หรือผู้พิการ ต้องมีสิทธิเข้าถึงผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้อย่างเท่าเทียม และต้องเป็นดีไซน์ที่เน้นความปลอดภัยกับผู้ใช้

Universal Design และการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัย

หนึ่งในการประยุกต์ใช้การออกแบบสไตล์อารยสถาปัตย์ที่แพร่หลายมากที่สุดคือ “ห้องน้ำ” อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าห้องน้ำเป็นหนึ่งในสถานที่ในบ้านที่ก่ออุบัติเหตุได้มากที่สุด อีกทั้งปัจจุบันที่เราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว นั่นหมายความว่าเราจะมีประชากรผู้สูงอายุที่ต้องใช้งานห้องน้ำมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจการออกแบบห้องน้ำที่คนทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบห้องน้ำตามหลัก Universal Design มีดังนี้

วีลแชร์

หัวใจสำคัญของการออกแบบห้องน้ำแบบอารยสถาปัตย์คือต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกคน นั่นหมายถึงแม้แต่ผู้ใช้งานวีลแชร์ก็ต้องสามารถเข้าถึงได้สะดวก และนี่คือปัจจัยที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในห้องน้ำ

  • ประตูควรมีความกว้างเป็นพิเศษมากกว่า 90 เซนติเมตรขึ้นไป และไม่ควรมีธรณีประตู เพื่อให้รถเข็นเคลื่อนเข้าไปด้านในได้สะดวก รวมถึงยังช่วยลดอุบัติเหตุของเด็กเล็ก
  • พื้นที่ภายในห้องน้ำก็ต้องมากเพียงพอให้เคลื่อนที่ได้สะดวก โดยทั่วไปแล้ววีลแชร์จะต้องใช้ระยะหมุนตัว 150 เซนติเมตรขึ้นไป ดังนั้นพื้นที่ภายในห้องน้ำไม่ควรแคบมากกว่านั้น ขนาดที่แนะนำคือ 2000 × 2000 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ความสูงของอ่างล้างหน้า หรืออุปกรณ์ในห้องน้ำต่าง ๆ ควรคำนึงถึงผู้นั่งรถเข็นที่จะมีระยะการมองเห็นต่ำกว่าคนทั่วไป สำหรับอ่างล้างหน้าควรสูงจากพื้น 80 เซนติเมตร และใต้อ่างควรเปิดโล่งเพื่อให้รถเข็นเลื่อนเข้าไปใกล้ได้พอดี 

การป้องกันการลื่นหกล้ม

การลื่นหกล้มในห้องน้ำนับเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้สูงอายุอันมีสาเหตุมาจากพื้นมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา หรือต้องก้าวขึ้นลงอ่างอาบน้ำ

  • กระเบื้อง ควรเลือกกระเบื้องที่ทำจากวัสดุหยาบเพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน ช่วยป้องกันการลื่นหกล้มได้ดีกว่ากระเบื้องแบบผิวหน้าเรียบและเป็นมัน
  • อ่างอาบน้ำ โดยทั่วไปแล้วพื้นที่อาบน้ำแบบฝักบัวจะเป็นที่แนะนำมากที่สุดสำหรับห้องน้ำสไตล์อารยสถาปัตย์ แต่หากบ้านไหนไม่สามารถเลี่ยงการใช้อ่างอาบน้ำได้ ควรเลือกอ่างที่มีความสูงไม่เกิน 40 เซนติเมตร ซึ่งจะเตี้ยกว่าปกติ ทำให้สามารถก้าวขึ้นลงได้ง่ายขึ้น ทั้งยังลดอุบัติเหตุจากการจมน้ำได้ด้วย
  • ขอบของอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรเป็นแบบลบมุม จะช่วยลดการบาดเจ็บได้มากกว่าแบบทั่วไปในกรณีเกิดอุบัติเหตุ
  • ระบบระบายน้ำ หากมีระบบที่ไม่ดี จะทำให้เกิดน้ำขังหรือรั่วซึม เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุลื่นหกล้มได้ พื้นที่ห้องน้ำควรลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไหลลงท่อได้สะดวก หรือเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ลดปัญหาน้ำขัง หลายบริษัทมีการออกแบบสุขภัณฑ์ที่ยกสูงจากพื้นที่ช่วยลดปัญหานี้ไปได้

การทรงตัว

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายย่อมขาดสมดุลได้ง่าย เช่น อาจเดินเซ หรือไม่สามารถยืนนาน ๆ ได้ ดังนั้นห้องน้ำแบบอารยสถาปัตย์ควรออกแบบห้องน้ำให้ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้

  • ราวจับ ควรติดตั้งไว้ตลอดตามทางเดิน หรือบริเวณที่ต้องย่อตัวลงนั่ง เช่น บริเวณโถสุขภัณฑ์ บริเวณโซนอาบน้ำ ทางเดินระหว่างโซนแห้งไปสู่โซนเปียก เป็นต้น
  • โซนอาบน้ำ ผู้สูงอายุอาจไม่สามารถยืนได้นานเหมือนวัยหนุ่มสาว ดังนั้นจึงควรติดตั้งม้านั่งสำหรับอาบน้ำให้ผู้สูงอายุไว้ด้วย

ความคล่องตัว

ผู้สูงอายุมักมีการเคลื่อนไหวที่ช้า ดังนั้นการออกแบบห้องน้ำที่ใช้งานง่าย มีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จึงเป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • ประตูห้องน้ำควรเลือกชนิดบานเลื่อนเพราะเปิดออกได้ง่าย หรือกรณีประตูที่ใช้ลูกบิด ควรให้ประตูเปิดออกจากตัว และใช้ลูกบิดแบบก้านโยก เพราะใช้แรงน้อยกว่า
  • ความสูงของที่นั่งหรือโถสุขภัณฑ์ ควรติดตั้งให้มีความสูงที่ 43-48 เซนติเมตร เพราะจะช่วยให้นั่งหรือลุกได้ง่ายกว่าความสูงทั่วไป
  • ความสูงของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องน้ำ ข้อนี้จะสอดรับกับเรื่องของวีลแชร์ การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางของ ฝักบัว ราวแขวนผ้า ฯลฯ ไม่ควรสูงเกินกว่า 120 เซนติเมตร เพื่อให้หยิบจับได้ง่ายโดยไม่ต้องเอื้อม รวมถึงควรติดตั้งในจุดที่แม้จะนั่งอยู่ก็ยังใช้งานได้ง่าย เช่น ฝักบัวควรเลือกแบบสายอ่อน เป็นต้น
  • ตำแหน่งของอุปกรณ์ก็ควรออกแบบให้ดี เช่น ราวจับ หรือชั้นวางของ ควรคำนึงถึงกรณีที่ศีรษะอาจกระแทกได้
  • สวิตช์เปิดปิดอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรเปลี่ยนให้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย
  • ระบบอัตโนมัติ เช่น ปุ่มกดประตู ก๊อกน้ำ โถสุขภัณฑ์ นับเป็นตัวช่วยให้ผู้สูงอายุใช้งานห้องน้ำได้ง่ายขึ้น เพราะช่วยทุ่นแรง

การมองเห็น

ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาทางด้านสายตา ดังนั้นห้องน้ำควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ รวมถึงควรติดตั้งไฟตามทางเดินต่าง ๆ เพื่อลดอุบัติเหตุ การเลือกสีของผนังไม่ควรเป็นสีเข้ม เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น และสีของประตูควรแยกให้เด่นกว่าสีของผนัง 

กรณีฉุกเฉิน

แน่นอนว่าแม้เราจะระวังแค่ไหน อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อผู้สูงอายุจะต้องใช้ห้องน้ำเพียงลำพัง ในกรณีนั้นเกิดขึ้น เราควรติดตั้งปุ่มฉุกเฉินไว้ตามจุดต่าง ๆ ภายในห้องน้ำ และผู้ดูแลควรเก็บกุญแจสำรองไว้อีกหนึ่งชุดกรณีประตูมีการล็อกจากด้านใน

การออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุในลักษณะอารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกมิติ เป็นการนำใจเขา (ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ) มาใส่ในใจของผู้ออกแบบเพื่อให้คนทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย นับว่าตอบโจทย์สังคมสมัยใหม่ที่อยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัยได้อย่างดี.

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ ปรับพื้นที่ทำงานให้ลงตัวได้ง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคนี้

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ ปรับพื้นที่ทำงานให้ลงตัวได้ง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคนี้

การทำงานแบบ work from home ดูเหมือนจะกลายเป็น new normal ของคนทำงานในยุคปัจจุบันไปแล้ว การทำงานที่บ้านนอกจากจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว ยังมีงานวิจัยบอกมาว่า work from home จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 13% และลดอัตราการลาออกได้ถึง 50% อีกด้วย รวมถึงโลกในยุคปัจจุบันที่คนเราเชื่อมถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เน็ต การมีออฟฟิศขนาดใหญ่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป การทำบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศ ดูจะเป็นทางเลือกใหม่ของที่ทำงานในยุคนี้ แทนที่การเช่าตึกขนาดใหญ่

การจัดพื้นที่ในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ ให้เป็นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นโจทย์สำคัญในการทำงานยุคใหม่ และนี่คือ 6 เทคนิค ที่จะช่วยให้บ้านของคุณเป็นสมาร์ทออฟฟิศ เพื่อการทำงานที่เต็มประสิทธิภาพของคุณ

1. จัดสรรพื้นที่เพื่อทำงานเท่านั้น

ถึงแม้จะทำงานที่บ้าน ก็ควรแบ่งพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านไว้สำหรับทำงานเป็นกิจลักษณะโดยเฉพาะ ห้องทำงานนั้นต้องไม่แคบเกินไปจนรู้สึกอึดอัด เพราะความรู้สึกอึดอัด จะส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ และทำลายบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ ปรับพื้นที่ทำงานให้ลงตัวได้ง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคนี้

ถ้าไม่มีห้องว่างในบ้าน ก็ควรหามุมสงบมุมหนึ่งของบ้านเพื่อเป็นพื้นที่ทำงาน การแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนจะช่วยปรับสภาพจิตใจของเราให้พร้อมและมีสมาธิสำหรับการทำงานมากขึ้น เช่นเดียวกับการจัดวางข้าวของที่เกี่ยวกับงานทั้งหมดไว้ในพื้นที่นั้น ไม่ควรนำของที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ทำงาน

สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ อย่าทำงานบนเตียงนอน แม้ว่ามันจะดูสะดวกสบาย แต่การทำงานบนเตียง ในระยะยาว จะทำให้ปวดหลังจากการนั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ประสิทธิภาพการทำงานจะลดลง รวมถึงร่างกายจะนอนหลับได้ยากขึ้นอีกด้วย

2. แสงสว่างต้องเพียงพอ

แสงสว่างมีผลต่ออารมณ์ และความรู้สึกของมนุษย์ แสงธรรมชาติคือแสงที่ดีที่สุด แต่ถ้าเราไม่สามารถหามุมของบ้านที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้ ก็ควรติดตั้งหลอดไฟที่ให้แสงสว่างอย่างทั่วถึง การทำงานในพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ จะช่วยลดอาการตาล้าจากการมองจอคอมพิวเตอร์ และลดความเครียดได้ ในขณะที่การทำงานในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้เราต้องใช้สายตามากขึ้น ก่อให้เกิดอาการตาล้า ตาพร่า และปวดหัวหรือปวดไหล่ได้

Smart Office การมีโคมไฟตั้งอยู่หลังกล้องเว็บแคม ให้แสงไฟนั้นส่องมาที่หน้าเรา จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นเวลาออกกล้องได้

สำหรับคนที่ต้องวิดีโอ คอล หรือ เปิดกล้องเพื่อประชุมออนไลน์ อยู่เสมอ การมีโคมไฟตั้งอยู่หลังกล้องเว็บแคม ให้แสงไฟนั้นส่องมาที่หน้าเรา จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นเวลาออกกล้องได้ สร้างความมั่นใจในการทำงานให้มากขึ้น

นอกจากนี้ การติดตั้งระบบไฟอัจฉริยะ (smart lighting) ที่มีเซนเซอร์และ AI ที่คำนวณและปรับแสงสว่างให้เหมาะสมก็จะช่วยให้สมาร์ทออฟฟิศของคุณ เป็นสถานที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและช่วยลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลงได้เช่นกัน

3. นั่งทำงานต้องนั่งสบาย

การนั่งทำงานบนเก้าอี้ไม้ เก้าอี้พลาสติก หรือ เก้าอี้สตูลที่ไม่มีพนักพิง 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับหลังของคุณอย่างแน่นอน และอาจนำไปสู่อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณ คอ บ่า และสะบัก หรือออฟฟิศซินโดรมได้

ควรเลือกใช้เก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic Chair) ที่มีพนักพิงสำหรับหลังและคอ รวมถึงมีที่พักแขนและข้อศอก ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เก้าอี้ควรปรับระดับสูงต่ำได้ เพื่อให้การนั่งของคุณรู้สึกสบายที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงาน

4. ตกแต่งห้องด้วยพืชสีเขียว

ในทางจิตวิทยา สีเขียว เป็นสีที่ให้ความรู้สึก สงบ ร่มเย็น สามารถผ่อนคลายความเครียด และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี การมีพื้นที่สีเขียวบนโต๊ะหรือในพื้นที่ทำงานจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ลองหาไม้กระถางเล็ก ๆ มาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อให้คุณได้พักสายตาจากการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างสดชื่นขึ้นตลอดวัน

สมาร์ทออฟฟิศ - การใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมอย่าง เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ

นอกจากการมีพื้นที่สีเขียวที่ช่วยส่งผลในทางจิตวิทยาแล้วนั้น การใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมอย่าง เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ จะช่วยให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า พื้นที่สีเขียวของคุณนั้น มีคุณภาพอากาศที่ดีและเหมาะสมกับการนั่งทำงานทั้งวันจริง ๆ

5. ตกแต่งพื้นที่ทำงานที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

สิ่งแวดล้อมมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก การตกแต่งพื้นที่ทำงาน ด้วยภาพวาด ภาพถ่าย หรือของตกแต่งที่คุณชอบ จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข และความสุขนี้จะทำให้การทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การ Work From Home ก็เปิดโอกาสให้คุณสามารถแต่งพื้นที่ทำงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลสายตาของเพื่อนร่วมงานอีกด้วย 

6. ใช้ Digital Transformation ให้เป็นประโยชน์

สิ่งสำคัญในการทำงานแบบดิจิทัลคืออินเตอร์เน็ต คุณควรติดอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดขั้นต่ำที่  10 Mbps และความเร็วขั้นต่ำในการอัพโหลดอยู่ที่ 3 Mbps นั่นคือความเร็วพื้นฐานที่ทำให้การวิดีโอคอล หรือ การประชุมแบบเปิดกล้องคุยเป็นไปอย่างไม่สะดุด

สำหรับใครที่มีที่ทำงานห่างจากเราเตอร์อินเตอร์เน็ต และไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้เต็มที่แนะนำให้ใช้เครื่องขยายสัญญาณไวไฟ จะช่วยให้การทำงานออนไลน์ของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลเป็นไฟล์ดิจิทัลไว้ใน Cloud จะช่วยลดพื้นที่ในการเก็บเอกสารลงอย่างมาก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะลดการใช้กระดาษลง เหมาะสำหรับโฮมออฟฟิศขนาดเล็ก ที่ช่วยประหยัดพื้นที่ และค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์สำนักงานได้เป็นอย่างดี

เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทออฟฟิศ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

นี่คือ 6 เทคนิคที่จะช่วยให้การ work from home และการจัดโฮม ออฟฟิศ ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับ new normal ในการทำงานยุคนี้ได้เป็นอย่างดี เพื่อการทำงานที่มีความสุขของทุกคน