สาเหตุของปัญหาผิวเสียจากมลภาวะที่ต้องเผชิญโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุของปัญหาผิวเสียจากมลภาวะที่ต้องเผชิญโดยไม่รู้ตัว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยมลภาวะและฝุ่นควัน และคุณเองอาจจะต้องตื่นขึ้นมาทุกวันพร้อมกับความจริงที่ว่า “สภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ กำลังทำร้ายผิวพรรณที่คุณหวงแหนให้เสื่อมโทรมลงทุกวันแบบที่คุณนั้นไม่รู้ตัว !”

จากรายงานของ Health Effects Institute และ Institute of Health Metrics and Evaluation’s Global Burden of Disease เกี่ยวกับ State of Global Air ในปี 2020 ได้กล่าวถึง ความอันตรายจากมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์โดยตรง ซึ่งมลพิษทางอากาศถือเป็นสาเหตุสำคัญสูงสุดติดอันดับที่ 4 ที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนกว่า 6 ล้านคนทั่วโลก และที่น่าตกใจไปกว่านั้น ยังพบว่าประเทศในแถบเอเชีย เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีระดับฝุ่นละออง PM 2.5 อยู่ในสภาพแวดล้อมสูงสุดอีกด้วย 

นอกจากนี้ จากการศึกษาของประเทศเยอรมัน ยังพบว่า สาว ๆ ที่ดำรงชีวิตในพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัดหนาแน่น จะมีปัญหาผิวที่หมองคล้ำมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับสาว ๆ ในพื้นที่ชนบทอีกด้วย ดังนั้น ให้คุณลองนึกภาพตามว่า แล้วมลพิษที่อยู่รอบตัวในขณะนี้ จะกำลังทำร้ายผิวของคุณมากมายขนาดไหน !!! จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่คุณจะต้องทำความรู้จักว่า ปัญหาผิวเสียจากมลภาวะเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะป้องกันอย่างไร ?

มลพิษ ! ภัยร้ายต่อผิวที่อยู่ใกล้ตัวคุณที่สุด

ก่อนอื่นเลย คุณต้องรู้จักก่อนว่า มลพิษคืออะไร ? มลพิษ คือ การปนเปื้อนของสภาพแวดล้อมจากทั้งธรรมชาติ และจากกิจกรรมของมนุษย์” ซึ่งพบเจอได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง มลพิษเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในอากาศ ดิน น้ำ ความร้อน แสง และเสียง ซึ่งมลพิษทางอากาศถือเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและใกล้ตัวคุณมากที่สุด 

ภัยร้ายของมลพิษทางอากาศ ส่วนใหญ่มาจากส่วนประกอบและสารปนเปื้อน ทั้งรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ (UV), โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs), สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs), ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx), ฝุ่นละออง (PM), โอโซน (O3) และควันบุหรี่ รวมถึงสารเคมีที่ติดอยู่กับแหล่งต่าง ๆ เช่น สารพิษจากวัสดุทำความสะอาดในครัวเรือน ยาฆ่าแมลง และเชื้อเพลิง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อผิวหนังของคุณทั้งสิ้น

แล้วมลพิษทางอากาศจะเข้าไปทำร้ายชั้นผิวของคุณได้อย่างไร ?

ผิวหนังของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นบนของหนังกำพร้า ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้กับเนื้อเยื่อชั้นอื่น ๆ ของร่างกาย เมื่อใดที่คุณได้รับมลพิษทางอากาศ มันจะเข้าทำร้ายผิวหนังของคุณ โดยเริ่มจากการทำลายชั้นผิว ผ่านการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชัน ถึงแม้ว่าผิวหนังของมนุษย์จะมีเกราะป้องกันโดยธรรมชาติอยู่แล้วก็ตาม แต่การได้รับมลพิษในระดับที่สูงเป็นเวลานาน ๆ หรือบ่อยครั้ง อาจส่งผลเสียอย่างลึกซึ้งต่อผิวหนังของคุณ ซึ่งจะทำให้อนุภาคมลพิษในอากาศ สามารถเข้าสู่โครงสร้างชั้นลึกของผิวหนังที่จะทำหน้าที่ออกซิไดซ์ไขมัน และเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบข้างได้ในที่สุด

แล้วมลพิษทางอากาศจะเข้าไปทำร้ายชั้นผิวของคุณได้อย่างไร ? - ผิวเสีย

นอกจากมลพิษอย่างฝุ่นและควันที่เห็นได้ชัดแล้ว อนุภาคเถ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจราจรที่หนาแน่น ก็เป็นอันตรายต่อผิวหนังไม่แพ้กัน เพราะมันมีความคงที่และมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าสู่ผิวหนังได้ ทำให้คุณเกิดอาการแพ้และผิวพรรณดูมีอายุมากขึ้นหากได้รับมลพิษเหล่านี้เป็นเวลานาน ๆ นอกจากนี้ ในอากาศยังประกอบไปด้วยสารพิษและอนุภาคอื่น ๆ มากมาย ซึ่งชนิดของอนุภาคมลพิษในอากาศแต่ละตัว ส่งผลกระทบต่อผิวหนังแตต่างกัน ดังนี้

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV)

มาจากแสงอาทิตย์และแสงจากแหล่งอื่น ซึ่งทั้ง UVA และ UVB จะเจาะเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อไปทำลาย DNA ผ่านกลไกต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่จะถูกดูดซับในส่วนของเซลล์ผิวหนังชั้นนอกและไฟโบรบลาสต์ของผิวหนัง ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง โดยตรงทั้งการมีส่วนทำให้ผิวหนังเสื่อมสภาพ กดภูมิคุ้มกันทางผิวหนังเอาไว้ และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง เช่น มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มะเร็งเซลล์ต้นกำเนิด (BCC) และมะเร็งเซลล์สความัส(SCC) ได้

ฝุ่นละออง (PM)

สารมลพิษทางอากาศที่ซับซ้อนและมีองค์ประกอบและขนาดแตกต่างกัน PM เกิดจากการเผาไหม้ของโรงงาน โรงไฟฟ้า เตาเผาขยะ รถยนต์ จากกิจกรรมการก่อสร้าง ไฟไหม้ และฝุ่นลมธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งใน PM จะประกอบไปด้วยโลหะ สารประกอบอินทรีย์ ไอออน และก๊าซคาร์บอน เป็นต้น อนุภาคในช่วงขนาดนาโน หรือที่รู้จักกันในนามของ PM 2.5 ถือเป็นองค์ประกอบที่เป็นอันตรายที่สุด เพราะสามารถทำฏิกิริยาต่อผิวหนังได้สูง ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิวภายนอก เช่น จุดสีบนใบหน้า ร่องจมูก และริ้วรอยต่าง ๆ เป็นต้น

โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)

เป็นหนึ่งในสารก่อมลพิษที่แพร่หลายที่สุด เกิดจากส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ ทั้งจากควันไอเสียรถยนต์ โดยเฉพาะจากเครื่องยนต์ดีเซล และจากการเผาไหม้ของสารอินทรีย์ รวมถึงควันบุหรี่ด้วย ซึ่ง PAHs มักจะมาควบคู่กับฝุ่นละออง PM ส่งผลทำให้ผิวหนังที่ได้สัมผัส เกิดอาการเป็นพิษได้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการปะทุของสิว และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของเซลล์ผิวหนังและสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งผิวหนังได้

สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)

เกิดขึ้นจากการใช้สีเคลือบเงา ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพสีรถยนต์ ควันบุหรี่ เชื้อเพลิงที่สะสมไว้ ไอเสียจากรถยนต์ โดยเฉพาะจากเครื่องยนต์เบนซิน และจากการปล่อยมลพิษโดยโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารประกอบประเภทนี้ เป็นที่มาของการเกิดการอักเสบของผิวหนัง ปฏิกิริยาการเกิดภูมิแพ้ และเป็นที่มาของโรคผิวหนังภูมิแพ้หรือกลากอีกด้วย

โอโซน (O3)

มีอยู่ในชั้นบรรยากาศโดยทั่วไป อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมบางอย่างของมนุษย์และเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ฝุ่น เถ้าภูเขาไฟ และละอองไฟป่า โอโซนมีผลต่อการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง และเป็นสาเหตุในการเกิดลมพิษ กลาก และโรคผิวหนังอักเสบได้

ควันบุหรี่

สามารถกระตุ้นการสูญเสียน้ำในผิวหนัง ส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อในผิวหนังได้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังทำให้ผิวหน้าแก่ก่อนวัย และมีรอยย่นเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน และเกิดปัญหาสิวอีกด้วย

นอกจากมลภาวะทางอากาศแล้ว มลพิษทางน้ำก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญในการทำลายผิวด้วย เช่น คลอรีนในน้ำประปาที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง และนำไปสู่ปัญหาริ้วรอยก่อนวัยได้เช่นเดียวกัน

สัญญาณร้ายต่อผิวเมื่อได้รับมลภาวะเป็นเวลานาน

อนุภาคมลพิษในอากาศที่กล่าวมาข้างต้น จะซึมซาบเข้าสู่โครงสร้างของผิวหนังชั้นลึกผ่านกระบวนการออกซิเดชัน ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง ผิวเสีย ทั้งในการสร้างเม็ดสี การเกิดสิว และการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อนุมูลอิสระเหล่านั้นจะทำร้ายคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้เกิดรอยดำและริ้วรอย รวมทั้งยังเพิ่มการอักเสบของสิวที่รุนแรงขึ้น และในท้ายที่สุด เมื่อได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยอื่น ๆ ทั้งเรื่องอาหารการกินและการใช้ชีวิต จนทำให้เกิดการรบกวนอย่างรุนแรงของระบบการทำงานปกติของชั้นไขมัน ดีเอ็นเอ และโปรตีนของผิวหนังมนุษย์ จนทำให้เกิดการอักเสบหรือภาวะภูมิแพ้ เช่น โรคผิวหนังภูมิแพ้ โรคสะเก็ดเงิน สิว และอาจเกิดผลกระทบที่ร้ายแรง จนเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ในที่สุด

ทั้งนี้ผลกระทบของมลภาวะต่อผิวหนัง ก็มีความแตกต่างกันตามสภาพผิวของแต่ละคน

สำหรับผิวที่เป็นสิวง่าย สิ่งเจือปนในอากาศและน้ำจะเข้าสู่รูขุมขนพร้อมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ความมัน และเหงื่อ ซึ่งจะนำไปสู่การอุดตันรูขุมขน และสิวอุดตัน และไปกระตุ้นการผลิตซีบัมของผิวหนังที่เพิ่มมากขึ้นจนนำไปสู่ปัญหาการเกิดสิวได้อีกด้วย

สำหรับผิวแห้ง ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมลภาวะเช่นเดียวกัน เพราะมลภาวะในชั้นบรรยากาศจะกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันบนผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้เกิดผิวหมองคล้ำและผิวขาดน้ำได้ ทำให้ผิวหนังเกิดอาการระคายเคือง มีอาการอักเสบ และความแห้งกร้านได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย 

สำหรับผิวแก่ก่อนวัย การรวมกันของรังสียูวีตัวร้ายและมลภาวะ จะไปทำลายเซลล์ผิวที่แข็งแรงและลดความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของผิว และขัดขวางการเชื่อมกันของคอลลาเจนและอีลาสติน จนนำไปสู่การเกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยในที่สุดนั่นเอง

แล้วเราจะมีวิธีการปกป้องและดูแลผิวจากมลภาวะได้อย่างไร ?

นอกจากมลพิษที่อันตรายต่อสุขภาพร่างกายของคนเราแล้ว ยังลามไปอาละวาดและเป็นภัยคุกคามสำคัญ ต่ออุตสาหกรรมความงามทั่วโลก ที่จะต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อตอบสนองปัญหาด้านมลภาวะเหล่านี้ด้วย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ล้ำลึกไปจนถึงสครับขัดผิว และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และความเชื่อที่ว่า ครีมกันแดดช่วยคุณได้ ตอนนี้การทาครีมกันแดดอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป และไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวแบบไหน ผู้เชี่ยวชาญก็ได้แนะนำให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลผิวที่ดีและครบถ้วนอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ดังนั้น เพื่อให้ผิวของคุณสามารถต่อสู้กับมลภาวะให้ได้ ผ่านขั้นตอนง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำได้ จะมีอะไรบ้าง ดูแลสุขภาพผิวไปพร้อมกัน !

แล้วเราจะมีวิธีการปกป้องและดูแลผิวจากมลภาวะได้อย่างไร ?
  • การทำความสะอาดผิว ทำความสะอาดผิวของคุณทุกวันในตอนเช้าและตอนเย็นเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทสครับขัดผิว หรือการดีท็อกซ์ผิวตามความเหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสาหร่ายสีแดงและสารสกัดจากธาราผลไม้ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวและขจัดการสะสมของมลพิษ และที่สำคัญ อย่าลืมลบเครื่องสำอางค์จากการแต่งหน้าก่อนล้างหน้าด้วย โดยการใช้ ฝักบัว KUDOS MIST หรือ ฝักบัวแรงดันสูง สามารถช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกหมดจด โดยไม่ทำร้ายผิวหน้า
  • การใช้โทนเนอร์หลังจากทำความสะอาดผิว เป็นสิ่งที่จำเป็นที่หลายคนมักจะละเลย เพราะการใช้โทนเนอร์ที่มีค่า pH ที่เหมาะสมจะช่วยปรับสภาพผิวให้เป็นกลางและพร้อมต่อการบำรุงในลำดับถัดไป ทั้งนี้โทนเนอร์ที่เลือกใช้ควรจะอ่อนโยนต่อผิวและมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย ลดปัญหาผิวเสีย ช่วยขจัดน้ำมัน และร่องรอยสิ่งสกปรกอื่น ๆ ที่ตกค้างบนผิวหน้า
  • การปลอบประโลมผิว ด้วยการทาครีมหรือเซรั่มระหว่างวัน และทาครีมบำรุงที่เข้มข้นในตอนกลางคืน เพื่อเพิ่มมอยส์เจอไรเซอร์ให้แก่ผิว โดยเฉพาะการนำวิตามินกลับคืนสู่สภาพผิว เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันและส่งเสริมการต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ซึ่งสำหรับสภาพผิวที่แตกต่างกัน ย่อมต้องการการดูแลด้วยส่วนประกอบที่แตกต่างกัน เพื่อการบำรุงที่ล้ำลึก ดังนี้
    1. สำหรับผิวแห้ง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสามารถใช้มาสก์วิตามิน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Oligopeptides, Antioxidants, Hyaluronic acid, Vitamin B5, Plant butters and essential oils และ Cucumber and cilantro 
    2. สำหรับผิวผสมหรือผิวธรรมดา ควรใช้โลชั่นที่ปราศจากน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นเฉพาะบริเวณที่แห้งในช่วงกลางวัน และสามารถใช้มาส์กประเภทชาร์โคลเพื่อดีท็อกซ์ผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ เพื่อช่วยขจัดสารพิษที่นำไปสู่การเกิดสิว สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Hyaluronic acid, Activated, Charcoal, Kaolin clay, Glycolic acid, Vitamin C และ Aloe vera 
    3. สำหรับผิวมัน ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อด้านเพื่อป้องกันไม่ให้ต่อมผลิตน้ำมันส่วนเกินมากไป แนะนำให้ใช้ครีมประเภท Salicylic-Glycolic ในเวลากลางคืน เพื่อลดความมันของผิว และสามารถใช้สครับเม็ดเล็ก ๆ ได้ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Niacinamide, Activated, Charcoal, Salicylic acid, Mandelic acid, Vitamin C และ Calendula 
    4. สำหรับผิวที่เป็นสิวง่าย ทำตามขั้นตอนที่คล้ายคลึงกันกับผิวมัน แต่สามารถเพิ่มครีมป้องกันสิวเพื่อช่วยลดการเกิดสิวได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Tea tree, Menthol, Sulfur, Retinol, Vitamin C, Cinnamon bark และ Extract
    5. สำหรับผิวแก่ก่อนวัย ควรใช้เซรั่มเพื่อปกป้องและป้องกันไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย ใช้ครีมชะลอริ้วรอย และครีมทาใต้ตาในเวลากลางคืนได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เน้นที่มีส่วนประกอบของ Retinol, Vitamin C, Vitamin E, Ferulic acid, Peptides และ Ginger leaf
  • การปกป้องใบหน้าด้วยครีมกันแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีค่า SPF ที่เหมาะสม เพื่อการปกป้องผิวอย่างเต็มที่ รวมถึงการปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะผ่านการสวมใส่หรือใช้อุปกรณ์เพื่อป้องกันแดด เช่น ร่ม หมวก เสื้อแขนยาวป้องกัน UV เป็นต้น
  • การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว ด้วยวิตามินที่จำเป็น ได้แก่ E, C และ B และสารต้านอนุมูลอิสระ สิ่งเหล่านี้จะช่วยรักษาผิวที่ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระและรักษาภูมิคุ้มกันผิวให้แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งวิตามินเหล่านี้อาจมาจากการรับประทานอาหารเสริม หรือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว บีทรูท ออริกาโน แอปเปิ้ล อะโวคาโด บลูเบอร์รี่ ผักใบเขียว และถั่ว เป็นต้น
  • การรักษาความชุ่มชื้นของผิว ด้วยการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยลดอาการขาดน้ำ อาการอักเสบ และระคายเคืองผิว นอกจากนี้ การดื่มน้ำยังช่วยล้างสารพิษในระบบร่างกายได้อีกด้วย

บอกลาปัญหาผิวเสียจากมลภาวะที่ต้องเผชิญโดยไม่รู้ตัว

มลภาวะเป็นเหมือนศัตรูตัวฉกาจที่ใหญ่ที่สุดของผิวคุณ แม้ว่าผลกระทบของมลภาวะที่มีต่อผิวจะมากมายจนน่าตกใจ และคุณเองก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาผิวที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สามารถทำได้ คือ การป้องกันดีกว่าการรักษา คุณสามารถป้องกันไม่ให้มลภาวะมาสร้างอันตรายต่อผิวเพิ่มขึ้นได้ด้วยการดูแลอย่างดีจากนี้ไป ทั้งการรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ การลดระดับความเครียดของตนเอง รวมถึงการดูแลผิวอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอตามวิธีการที่ได้แนะนำไปข้างต้น  เมื่อพยายามทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ในที่สุด ปัญหาผิวของคุณก็จะลดลง มีภูมิต้านทาน และมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงขึ้น พร้อมสำหรับมลภาวะอื่น ๆ ที่จะต้องเผชิญต่อไป ดังนั้น อย่าลืมปกป้องผิวของตนเองจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อมกันด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

เว็บไซต์ของเรามีการเก็บ cookies ซึ่งเก็บข้อมูลว่าคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราอย่างไรและช่วยให้เราจดจำและแยกแยะรูปแบบการใช้งานเว็บไซต์ของคุณจากผู้ใช้งานอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งานเว็บไซต์ และช่วยให้เรา สามารถพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น